Innovation is not enough

ในบรรดาหัวใจทางความคิดของเหล่าปรมาจารย์ทางการจัดการและกลยุทธ์ที่นำเสนอในหนังสือ “คิดใหม่เพื่ออนาคต”(Rethinking The Future) นั้น การสร้างนวัตกรรมถือว่ามีความสำคัญอยู่ในอันดับหนึ่ง

ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ กูรูกลยุทธ์ที่โดดเด่นที่สุดของโลกในรอบสามสิบปีกล่าวว่าหนึ่งในความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 คือความได้เปรียบทางนวัตกรรม(Innovation Advantage)

นวัตกรรมโยงใยกับทิศทางด้านกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมที่กำลังดำเนินอยู่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธ์ด้วย

แกรี่ ฮาเมล กูรูกลยุทธ์รุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุดกล่าวว่าการ invent อนาคตใหม่ด้วยจินตนาการนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำองค์กร แต่ทว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคนที่ล้อมรอบซึ่งผู้นำมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ อภิมหาปรมาจารย์เจ้าของฉายา “บิดาแห่งการจัดการ” เขียนบทความ Innovation or Die อีกครั้งหลังจากเขียน Innovation and Entrepreneurship เมื่อหลายทศวรรษก่อน

ดูเหมือนว่าโลกธุรกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ก่อนที่ “จิวยี่” จะรากเลือดตายในเรื่องสามก๊กนั้น เขาได้กล่าวอมตะวาจาประโยคหนึ่งว่า “ฟ้าให้จิวยี่มาเกิด ไฉนให้ขงเบ้งมาเกิดด้วยเล่า”

หากจะปรับให้เข้ากับท้องเรื่องของบทความชิ้นนี้ก็คือ “ฟ้าให้กำเนิดนวัตกรรม ไฉนอุ้มบุญ CopyCat ออกมาด้วยเล่า”

ดูเหมือนวัตกรรมคือจุดสูงสุดของธุรกิจ บริษัททั้งหลายทั้งปวงจึงมุ่งเน้นในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปสู่นวัตกรรม เลสเตอร์ ทูโรว์ เขียนใน “คิดใหม่เพื่ออนาคต” ว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตรา GDP เฉลี่ยต่อหัว 30-40%ของเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ทว่าเกาหลีใต้ลงทุนด้าน R&D ในอัตราส่วนที่มากกว่าเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเกาหลีใต้จึงเป็นประเทศที่อุมด้วยนวัตกรรมและก้าวไปสู่แถวหน้าของเอเชียในปัจจุบัน

แต่นวัตกรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้นาน เปรียบเสมือน “กระดานหมากล้อม” เมื่อมีหมากขาวก็ย่อมต้องมีหมากดำ มีนวัตกรรมก็ต้องมีผู้ลอกเลียนแบบหรือ Copy Cat

BusinessWeek เรียกเศรษฐกิจที่มีการลอกเลียนแบบเป็นสรณะว่า Copy Cat Economy

เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้การก๊อปปี้ง่ายเพียงชั่วข้ามคืน

Entry Barrier ในการก้าวเข้าสู่ชมรม Copy Cat แทบจะกลายเป็นศูนย์

คำถามที่น่าสนใจก็คือแล้วจะสร้างนวัตกรรมกันไปทำไม เพราะนวัตกรรมในด้านหนึ่งก็คือความสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวและต้นทุนมหาศาลที่ลงไปก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

สู้ปล่อยให้องค์กรที่คลั่งไคล้ไหลหลงนวัตกรรมทุ่มเทงบประมาณกับ R&D และทดลองตลาดไปให้เห็นว่าประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนแล้วค่อยกระโดดไปก็ไม่สาย

ในแง่นี้ Copy Cat ย่อมเป็นคำตอบสุดท้าย

เมื่อ SONY ประกาศส่งนวัตกรรมจอแบนลงสู่ตลาดเมื่อสองปีก่อนนั้นเป็นที่ฮือฮามากเพราะ SONY ใช้ทั้งราคาและนวัตกรรมไล่ขยี้คู่แข่งจมเขี้ยว แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ทีวีทุกแบรนด์กลายเป็นจอแบนไปทั้งหมด

SONY จึงต้อง Innovate อีกครั้งด้วยการออกจอแบนแบบใหม่ที่เฉียบคมด้วยดีไซน์และคมชัดมากกว่าแบรนด์อื่นๆ

แต่ SONY จะนำหน้าไปได้สักกี่เดือน

เช่นเดียวกับฟอร์ดปิ๊กอัพรุ่นตู้กับข้าวที่เปิดได้สี่ประตูที่นำหน้าเหนือกว่าปิ๊กอัพแบรนด์อื่นที่ยังตามไม่ทัน

แต่ฟอร์ดจะนำหน้าในฐานะ Innovator อยู่ได้กี่เดือน

ซึ่งก็หมายความว่า Innovation is not enough

เพราะทุกบริษัทต่าง Innovate กันหมด

Copy Cat ก็ลุยลอกกันชั่วข้ามคืน

อย่างนั้นอะไรคือคำตอบสุดท้าย

อัล รีย์ กล่าวไว้ในคิดใหม่เพื่ออนาคต ว่าต้องสร้างแบรนด์ผูกขาดไร้คู่แข่งขัน

เฉกเช่นที่ไมโครซอฟท์ทำได้กับ Window

เพียงแต่ว่าการผูกขาดยุคนี้ทำได้ไม่ง่าย

แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้เลย!!!

Published in: on November 30, 2009 at 5:07 pm  Comments (12)  

จิวยี่ ผู้เกรียงไกรในแดนกังตั๋ง

เรื่องราวของขุนศึกหนุ่มหน้าตาดีมีชาติตระกูลคนนี้ แฟนสามก๊กหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะถูกต่อเสริมเติมแต่งให้มีสีสันมากขึ้นจากความเป็นจริงในประวัติศาสตร์

เป็นสีสันที่ไปส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของขงเบ้งโดดเด่นขึ้นตามความต้องการของหลอกว้านจงผู้แต่งสามก๊กเล่มที่คนนิยมอ่านมากที่สุด

เพราะจิวยี่ในนวนิยายอิงพงศาวดารของหลอกว้านจงนั้น เป็นคู่ปรับตัวเอ้ของขงเบ้ง และแข่งบารมีทีไร จิวยี่เป็นรองทุกที กระทั่งตอนใกล้วายปราณ ยังตายด้วยความแค้นที่เสียรู้ขงเบ้งจนถึงกับแหงนหน้าดูฟ้าแล้วเอื้อนเอ่ยวาจาตัดพ้อชะตาชีวิตว่า

“เทพยดาองค์ใดหนอซึ่งให้เราเกิดมาแล้ว เหตุใดจึงให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า” ก่อนกระอักเลือดตายด้วยความแค้น

แต่ว่าฉากนี้ไม่มีปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์หรอกนะ

จิวยี่ในบันทึกประวัติศาสตร์ตายเพราะอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กำเริบ

และชื่อเสียงความเก่งกาจปราดเปรื่องของจิวยี่นั้นก็เป็นที่กล่าวขวัญ ทั้งตัวเขาก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะของขุนพลหนุ่มแห่งง่อก๊ก

จิวยี่มีชื่อรองว่ากงจิน เป็นคนอำเภอซู มลฑลอันฮุย

เขาเกิดปีพ.ศ. 718 ปีเดียวกันกับซุนเซ็กซึ่งเป็นเพื่อนรักที่ชอบพอกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ในสามก๊กบอกลักษณะของจิวยี่ว่ามีรูปร่างงามสง่า มีจิตใจกว้างขวาง มีความรู้ความสามารถในทางทหาร ในขณะที่ก็เชี่ยวชาญด้านดนตรี และรักเดียวใจเดียว

จิวยี่สนิทกับซุนเซ็กมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ฐานะของครอบครัวดีทำให้คุณชายน้อยของตระกูลเช่นจิวยี่สามารถเชิญอาจารย์มาสอนสรรพวิชาต่างๆ ให้ที่บ้าน ไม่ต้องดั้นด้นไปเรียนที่ไหนไกล

ตรงนี้มีเกร็ดสามก๊กเล่าเป็นนิทานชาวบ้านว่า ซุนเซ็ก ซึ่งก็เป็นคุณชายน้อยคนฉลาดเช่นกันนั้นพยายามเฟ้นหาอาจารย์ดีๆ เก่งๆ มาสอน เปลี่ยนครูคนแล้วคนเล่าก็ไม่ได้ครูที่เก่งถูกใจเสียที

เห็นจิวยี่เรียนกับอาจารย์คนเดียวไม่เคยเปลี่ยน ซุนเซ็กก็เกิดคิดจะไปเรียนด้วยเพราะอยากรู้นักว่าครูของจิวยี่นั้นเก่งขนาดไหน

แต่อาจารย์ของจิวยี่ดูออกว่าซุนเซ็กมีความยโสจะมาลองดี จึงบอกปัดว่าไม่รับศิษย์ 2 คน ซุนเซ็กจึงขอเป็นเด็กรับใช้คอยติดตามอาจารย์แทน

วันหนึ่งอาจารย์ ลูกศิษย์คือจิวยี่และเด็กรับใช้คือซุนเซ็กไปเดินเล่น ผ่านต้นไม้ต้นหนึ่งมีผลสุกน่ากิน อาจารย์จึงสั่งให้เด็กรับใช้ไปเก็บมา โดยมีข้อแม้ว่า “ห้ามปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บ เดี๋ยวเสื้อจะเปื้อน และห้ามใช้ไม้สอย เพราะลูกไม้ตกลงมาก็ช้ำหมดพอดี”

ซุนเซ็กคิดแล้วคิดอีกถึงวิธีเก็บลูกไม้นั้นให้ได้ตามเงื่อนไข คิดเท่าไรคิดไม่ออก จิวยี่จึงขออาสาเป็นผู้เก็บลูกไม้นั้นให้อาจารย์เอง

ว่าแล้วจิวยี่ก็แก้สายรัดเอวออกเหวี่ยงขึ้นไปพันกิ่งไม้ แล้วก็โน้มกิ่งลงมาจนเก็บลูกไม้ได้สบายๆ

ซุนเซ็กถึงกับทึ่งในสติปัญญาของเพื่อนและยอมรับในตัวอาจารย์

กาลต่อมา ทั้งสองคนคือซุนเซ็กกับจิวยี่ก็ร่วมปณิธานช่วยกันสานสร้างกังตั๋งจนเป็นที่เลื่องลือ และต่างก็ได้รับฉายาเป็นทำนองเชิดชูทั้งคู่โดยซุนเซ็กได้รับฉายาว่า “พยัคฆ์น้อยผู้ยิ่งใหญ่”

ส่วนจิวยี่ได้รับฉายาว่า “สิงห์สำอางแห่งกองทัพเรือ”

ในเรื่องสามก๊ก จิวยี่เป็นกำลังสำคัญของก๊กง่อ ทั้งเก่ง ทั้งงามสง่า มีบุคลิกเป็นที่น่าชื่นชม และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบัญชาการรบเพื่อสร้างความรุ่งเรืองและทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ง่อก๊กจนเรียกได้ว่าทุ่มเททั้งชีวิตให้เลยทีเดียว จึงไม่แปลกเลยที่ชาวกังตั๋งจะมองว่าเขาเป็นวีรบุรุษ

อย่างไรก็ดี แม้จิวยี่จะเป็นแม่ทัพผู้กรำศึก ต้องจับอาวุธฆ่าฟันศัตรูมากมาย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต จิวยี่รักและมีความสามารถในดนตรียิ่งนัก

เชี่ยวชาญถึงขนาดที่ว่า แม้กำลังเมามาย เมื่อได้ยินนักดนตรีบรรเลงเพลงผิดเพียงนิด ก็สามารถทักท้วงได้ทันที

ทั้งยังมีความเป็นศิลปิน จับท่วงทำนองของสายน้ำฉางเจียงมาแต่งเป็นเพลงฉางเหอ (ครวญสายธาร)จนเป็นที่เลื่องลืออีกด้วย

เรียกว่าเป็นวีรบุรุษที่เก่งรอบด้านจริงๆ

แล้วคุณล่ะ ต้องการเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจเช่นจิวยี่หรือไม่?

ปล.บทความนี้แฟนรายการของผมที่ชื่อ pemaster เขียนไว้เมื่อ On May 21, 2007 at 9:53 pm ผมเห็นว่าดี จึงนำมา Post ต่อครับ

Published in: on November 20, 2009 at 2:14 am  Comments (10)  

วิถีเล่าปี่3

3. ผู้นำต้องเปี่ยมน้ำใจ

เคยถามคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ซีอีโอเซเว่นฯว่าทำไมถึงได้ชื่นชอบเล่าปี่มากที่สุดในสามก๊ก ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเล่าปี่แต่อย่างใด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ตอบว่าเพราะเล่าปี่เป็นคนยึดถือน้ำใจกับพี่น้องร่วมสาบาน

ผู้อ่านคงจำได้ว่าเล่าปี่ใช้ให้กวนอูเฝ้ารักษาเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก ในการรุกขึ้นสู่ภาคเหนือเพื่อทำสงครามขั้นแตกหักกับโจโฉ

อย่างไรก็ตาม ซุนกวนซึ่งครองแดนกังตั๋งอยู่นั้นเห็นว่าเกงจิ๋วภายใต้การยึดครองของซุนกวนนั้นถือว่าเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง

สุดท้ายกวนอูพ่ายแพ้ต้องถูกตัดหัว ทำเอาเล่าปี่ซึ่งเป็นผู้ร่วมสาบานซึ่งในเวลานั้นเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นจ๊กก๊กแล้วพิโรธยิ่งนัก

การเสียกวนอูและเมืองเกงจิ๋วนั้นถือว่าเป็นความเสียหายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก

ขงเบ้งก็รู้ว่าเล่าปี่ต้องไม่นิ่งดูดายเห็นกวนอูตายไปโดยไม่ล้างแค้นเป็นแน่แท้ เพราะกวนอูไม่เพียงเป็นขุนพลคู่ใจ หากยังเป็นน้องร่วมสาบานอีกต่างหาก

หากยึดหลักยุทธศาสตร์สามก๊กตามที่ขงเบ้งวางไว้นั้น ก็ต้องผูกพันธมิตรกับซุนกวน

ซึ่งก็หมายความว่าเล่าปี่ต้องกล้ำกลืนฝืนตีหน้ากับซุนกวนต่อไปเพื่อผูกพันธมิตรไว้

ทว่าการนิ่งเฉยเช่นนั้น อาจทำให้เล่าปี่ถูกมองว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่เหนือความผูกพันน้องร่วมสาบาน ซึ่งความเชื่อมั่นในตัวเล่าปี่จะคลอนแคลนได้

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเล่าปี่เป็นฮ่องเต้ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายออกรบเพื่อน้องร่วมสาบาน

การล้างแค้นให้น้องร่วมสาบานอย่างกวนอูนั้นทำให้เขาได้ใจราษฎรและขุนพล

ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์แล้วเสียหายอย่างยิ่ง

เล่าปี่เป็นคนมากน้ำใจแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว
ไม่เพียงกับน้องร่วมสาบานเท่านั้น กระทั่งกับเล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋วซึ่งยกเมืองให้ก็ไม่ยอมครอบครอง เพราะเหตุที่ว่าไม่ต้องการได้ชื่อว่าแย่งสมบัติจากคนแซ่เดียวกัน ทั้งๆที่ตามหลักยุทธศาสตร์แล้วไซร้จำต้องยึดให้จงได้

เจตจำนงอันแน่วแน่เช่นนี้ ทำให้ขงเบ้งซึ่งเป็นกุนซือใหญ่ต้องเหนื่อยแทบรากเลือดกว่าจะแผ้วทางในการสู่บัลลังก์ฮ่องเต้ไม่สบอารมณ์ จึงไม่เดินทางไปบัญชาการรบ
เฝ้ารักษาเสฉวน

ขณะที่เล่าปี่ซึ่งไม่มีความสามารถในการรบและการวางแผนแต่อย่างใด กลับคุมทัพไปรบเพื่อล้างแค้นแทนน้องร่วมสาบาน ทั้งที่ก็รู้ว่าถ้าชนะซุนกวน คนที่ดีใจก็คือโจโฉ

เล่าปี่ก็บ่ยั่น

ซึ่งก็หมายความว่า “เล่าปี่ไม่มีสายตาของนักยุทธศาสตร์” ขณะที่จุดแข็งของขงเบ้งก็คือการมองภาพรวม ซึ่งจำเป็นมากต่อการครองแผ่นดิน

การไล่ล่าเพื่อล้างแค้นของเล่าปี่ ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ 3 ก๊กที่ขงเบ้งวางไว้

Published in: on November 19, 2009 at 1:44 am  Comments (1)  

เรียนรู้จากสามก๊ก ตอน (1) การสร้างตัวของเล่าปี่

415px-Liu_Bei_Tang

ว่ากันว่าใครอ่าน “สามก๊ก” สามจบ คบไม่ได้

ประโยคนี้แสดงว่าสามก๊กนั้นเป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม คนที่อ่านมากถึงสามครั้ง ย่อมซึมซับเพทุบายต่างๆไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะตัวละครสำคัญในสามก๊กนั้นมากเล่ห์เพทุบาย

อ่านมากๆเข้าก็อาจจะคิดแบบโจโฉเข้าสักวัน

ยอมทรยศต่อโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

อันนี้ก็เป็นประโยคที่ติดปากเหมือนกัน

ผมเคยถามผู้บริหารหลายคนว่าชอบตัวละครใดในสามก๊กมากที่สุด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมิศักดิ์ ตอบว่า “เล่าปี่”

นอกจากนั้นแล้ว ผมก็ยังมองนักธุรกิจระดับ tycoon ด้วยว่าเขาเป็นตัวละครใดในสามก๊ก

กล่าวสำหรับคุณก่อศักดิ์นั้น เมื่อละครที่เขาชอบมากที่สุดคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นพระเอกในสามก๊ก ก็เป็นไปได้ว่าเขามองว่าธนินท์ เจียรวนนท์ นายใหญ่ของเขานั้นคือเล่าปี่ ส่วนตัวเขาอาจจะเปรียบเทียบได้กับอะไร ก่อศักดิ์ไม่ยอมบอก แต่ถ้าจะให้เดาอาจเป็น “ขงเบ้ง”

วันนี้จะเขียนถึงภูมิปัญญาจากสามก๊ก โดยจะหยิบตัวละครทีละตัวจากพงศาวดารจีนเรื่องนี้มาเขียนถึงเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ โดยกล่าวถึงตัวละครเล่าปี่

อาจจะมีคนเขียนถึงเล่าปี่มามาก

หลายคนถึงกับ “ดูเบา” เพราะในบรรดาเจ้าก๊กทั้งสามนั้น เล่าปี่อาจดูด้อย เมื่อเปรียบเที
ยบกับโจโฉ และไม่เด่นอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบกับซุนกวน แต่ผมกลับมองอีกมุม

ถามว่าเล่าปี่คือตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดใช่ไหม ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่

ตัวละครที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือขงเบ้ง

ส่วนตัวละครที่ผมพยายามศึกษานิสัยใจคอมากที่สุดคือ โจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวละครที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตจริงๆ เป็นตัวละครที่คุณผู้อ่านอาจจะพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วก็เป็นได้

ทว่าอาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเป็นโจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวโกง คงไม่มีใครสรรเสริญเยินยอตัวโกงเป็นแน่

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่มีใครแสดงว่าตัวเองเป็นโจโฉ

แต่ถ้าให้คุณหญิงหมอพรทิพย์ตรวจดีเอ็นเอ จะพบว่าเป็นโจโฉ

กลับมาที่เล่าปี่

เล่าปี่เป็นคนที่สร้างตัวเองคนที่ไม่มีอะไรเลย

ฝรั่งจะเรียกว่า Create Something out of Nothing

หรือที่เราเรียกจีนโพ้นทะเลที่สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่ว่ามีแค่เสื่อผืนหมอนใบเท่านั้น

คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าจนกลายเป็นหนึ่งในสามฮ่องเต้นั้น ไม่เก่งก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ที่สำคัญก็คือเล่าปี่ไม่ใช่คนที่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ว่าจะเชิงบุ๋นหรือเชิงบู๊

รบก็รบไม่เก่ง

วางแผนก็ไม่ใช่จุดแข็ง

เช่นนั้นแล้ว เล่าปี่ขึ้นเป็นใหญ่ได้อย่างไร

สิ่งที่เล่าปี่มีก็คือ “ภาพลักษณ์ที่ดี” และความเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ที่แม้จะห่างจากพระเจ้าเหี้ยนเต้เหลือเกิน แต่เล่าปี่ก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ทว่าไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปประกาศว่าตนเป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าไม่มีคนยอมรับล่ะ ไม่หน้าม้านรึ

คนเรานั้นหากจะคิดทำการใหญ่ได้ต้อง “สะสมคนเก่ง”

การที่เล่าปี่ซึ่งเป็นลูกคนทอเสื่อขาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู เตียวหุย โดยที่มีปณิธานตรงกัน ถือว่าเป็นการมองคนขาด เพราะในเวลานั้นทั้งกวนอู เตียวหุย ก็ยังไม่ได้สร้างวีรกรรมลือลั่นแต่อย่างใด

เล่าปี่คงมีลักษณะดึงดูดบางประการ ถึงทำให้จูล่ง มาเป็นทหารเอกคู่ใจ

จุดเด่นของเล่าปี่ก็คือเป็นคนมีภาพลักษณ์

เล่าปี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ความเป็นคนโอบอ้อมอารี มีเมตตา และเป็นเชื้อพระวงศ์(แม้จะปลายแถวก็ตามที) ได้กลายเป็น Positioning ที่แข็งแกร่ง ที่ยากจะหาใครเทียมทานในช่วงเวลานั้น

แม้เล่าปี่จะมีเชื้อพระวงศ์ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว เขาคือลูกชาวบ้าน ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่คิดการใหญ่

ทว่าเล่าปี่สามารถแปลงจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้

การที่เขามาจากลูกชาวบ้านนั้น ทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านต้องการผู้ปกครองแบบไหน เขาจะเป็นผู้ปกครองในฝันของชาวบ้าน

Positioning เช่นนี้ได้ขจรขจายไปแบบปากต่อปาก ไม่เพียงชาวบ้านจะรัก บรรดาผู้มีฝีมือต่างเข้าด้วยกับเล่าปี่ไม่น้อย

และเป็นเหตุให้ได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือในเวลาต่อมา

ความที่เล่าปี่เรียนไม่เก่ง ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหาปราชญ์

การไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ทำให้เขาเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่แสดงออกทางใบหน้า

อย่างไรก็ตาม โจโฉกลับหวาดเกรงเล่าปี่มากที่สุด

เพราะมองว่าคนอย่างเล่าปี่นั้นคิดการใหญ่ สะสมคนดีมีฝีมือ

อาจจะเป็นภัยต่อตนในภายภาคหน้าได้

Published in: on November 17, 2009 at 2:01 am  Comments (5)  

โรตีบอย (และคณะ)มาและไปในชั่วข้ามปี(ตอน1)

rotriboyภาพการยืนต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้าจนค่ำ ในย่านสยามสแควร์และสีลม เพื่อรอซื้อขนมปัง (ที่ทั้งร้านมีให้เลือกเพียงแบบเดียว แถมยังถูกจำกัดโควต้าในการซื้ออีก) ได้เป็นที่ฮือฮา และเริ่มเป็นที่พูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง เป็น Talk of the Town ตลอดหลายเดือน ท้ายปลายปี 48 ต่อต้นปี 49

ปรากฏการณ์เช่นนี้มิได้เพิ่งเคยเกิดกับร้าน “โรตีบอย” (Rotiboy) ในประเทศไทย

แต่ในแทบทุกสาขา ในหลายประเทศที่โรตีบอยเข้าไปเปิดร้าน ก็เกิดเหตุอย่างเดียวกัน

โรตีบอยเป็นใครมาจากไหนกันแน่?

โรตีบอยเป็นแฟรนไชส์เบเกอรี่สัญชาติมาเลเซีย ถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ณ เมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง

คำว่า “โรตี” (Roti) นั้นหมายถึง “ขนมปัง” (bread)

(ส่วนโรตีแผ่นแบน ๆ ที่คนไทยคุ้นกันนั้น เรียกว่า roti canai)

ภารกิจคือการผลิตขนมปังและขนมเค้กที่คุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย จำหน่ายแก่ลูกค้าที่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกนั้น

ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการนาย Hiro Tan ก่อตั้งโรตีบอยขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากทั้งพี่สาว และน้องชาย (Tan LH และ Tan YC) ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการเบเกอรี่มาเกือบ 20 ปี

ด้วยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทำให้ Rotiboy สร้างชื่อในละแวกนั้น ตลอด 4 ปีในการทำธุรกิจ

ปี 2545 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของธุรกิจ ต้นปีนั้น โรตีบอยย้ายสาขาไปตั้ง ณ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย คือกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

และปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ยอดขายของขนมปังชนิดหนึ่งในร้าน (ที่เรียกว่า Mexican Bun) เพียงอย่างเดียวพุ่งสูงขึ้นเกือบ 20,000 ชิ้นต่อวัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะตกลงตลอดช่วงเวลา 2 ปี (วันแรก ๆ ที่เริ่มเปิดขายได้ประมาณ 300 ชิ้นต่อวัน)

กระแสความนิยมในขนมปังก้อนรสกาแฟ ที่ถูกจุดชนวนขึ้นโดย Rotiboy นั้น ได้ก่อให้เกิดการหลั่งไหลของบรรดาผู้ประกอบการผู้หวังจะรวยเร็วจากขนมสุดฮิตชนิดนี้

แล้วเป็นใคร มาจากไหนกันบ้าง?

โรตีบอย (Rotiboy) ต้นตำรับนั้น เป็นแฟรนไชส์มาจากมาเลเซีย นำเข้ามาเป็นรายแรก ในทำเลทองที่กำลังซื้อสูง อย่างสยามสแควร์ และสีลม (คนละ franchisee กัน) ขายดีระดับปรากฏการณ์ ต่อแถวกันเป็นร้อยคน รอคิวกันเป็นชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สาขาหลัง ๆ ที่เปิดตามมา เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว หรือหน้าบิ๊กซีรามคำแหงนั้น ผู้คนเริ่มบางตา มีต่อแถวบ้างแต่เพียงสั้น ๆ

ส่วน Mr.Bun นั้นเป็นสัญชาติไทย ขายชิ้นละ 10 บาท (น้ำหนัก 20 กรัม เทียบกับ Rotiboy นั้นหนัก 50 กรัม) มี 3 รสชาติให้เลือก คือ เน้นขยายสาขาไปตามแหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่น กระจายทั่วกทม. โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าเขตรอบนอก

หลังจากนั้น บรรดา “ครอบครัวโรตี” (Roti’s Family) ก็ได้เริ่มตบแถวลงตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อ ทั้งแม่ … (ไม่รู้จะมีพี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือญาติ ๆ ลงมาอีกรึป่าว)

PapaRoti สัญชาติมาเลเซีย โดยเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2546 มีพื้นฐานจากครอบครัวทำร้านเบเกอรี่ ผลิตคุ้กกี้ และขนมปังมานานกว่า 40 ปี
ในประเทศไทย PapaRoti ดำเนินการโดย บริษัท เอเชียฟู้ดส์ คอนเนคชั่นจำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยเป็นลักษณะของ Master Franchise สัดส่วนการร่วมทุนไทย 51% ต่อต่างชาติ 49%

ชัชวาล แดงบุหงา เป็นผู้บริหารซึ่งผ่านประสบการณ์จากชานมไข่มุก ให้ความเห็นว่า

“เรื่องของความนิยมที่เป็นแฟชั่น ได้ประสบการณ์ จากชานมไข่มุก ซึ่งนำมาปรับ กับธุรกิจตัวนี้ได้ โดยต้องวางแผนว่าจะควบคุมการผลิตไม่ให้ผลิตออกมามากเกินไปจนเกินความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ ตัวอื่นๆ เช่น การเพิ่มรสชาติ ซึ่งจะเป็นรสชาติใหม่ที่มีเฉพาะในประเทศไทย และเพิ่มไลน์ในหมวดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นเครื่องดื่ม แบรนด์ PaPa นำเข้ามาจากมาเลเซีย คาดว่าจะเริ่มได้ในเดือนมิถุนายนนี้” เขากล่าว

“เราไม่ได้กลัวเรื่องการแข่งขันเพราะแต่ละยี่ห้อ รสชาติไม่เหมือนกัน ใครชอบยี่ห้อไหนก็เลือกกินยี่ห้อนั้น การแข่งขันน่าจะอยู่ที่ ใครได้พื้นที่เร็ว ใครชิงพื้นที่ได้มากกว่า ใครมีแฟรนไชส์ในมือมากกว่า นั่นต่างหากที่ถือว่า เป็นการแข่งขัน”

นอกจากนั้น papa roti ยังจะรุกบริการส่งถึงที่ และหน่วยขายเคลื่อนที่อีกด้วย

Rotimom นั้นมาจากสิงคโปร์ เปิดสาขาแรกตรงอโศก

สังเกตว่า โลโก้ รวมทั้งลักษณะตัวอักษรของร้าน Rotiboy, Rotimom และ Papa Roti นั้นเหมือนกันมาก

น่าจะสะท้อนถึงสงครามแฟรนไชส์ และ Copy Cat ข้ามชาติกันมาก่อนแล้วในหลายประเทศ

Coffee Dome เป็นแฟรนไชส์สายพันธุ์ไทย ที่ซื้อสูตรมาจากสิงคโปร์

พิ้งค์ เศรษฐนันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ เล่าว่า “ตนเองได้มีโอกาสไปไปลองชิมขนมปังรสกาแฟที่สิงคโปร์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสูตรคือ “เควิน โกะ” ที่สูตรขนมปังดังกล่าวได้ผ่านการวิจัยจากนักเคมี และผ่านการทดสอบรสชาติจากผู้เชี่ยวชาญมานับครั้งไม่ถ้วน จนได้สูตรขนมปังที่ขึ้นชื่อในสิงคโปร์”

“สูตรในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นสูตรที่ได้ปรับปรุงมาเป็นอย่างดี เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ทั้งในเรื่องของรสชาติ และกลิ่นขนมปังของคอฟฟี่ โดม จะลดในเรื่องของกลิ่นไปเล็กน้อย เพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของคนไทย”

นอกจากนั้นยังมี เบเกอร์บัน (สิงคโปร์) Sweet Bun (ไทย) โรตีบัน ปาป้าบัน ฯลฯ อีก

ส่วนร้านขนมปังทั่วไป ก็ผลิตออกมาจำหน่ายเช่นกัน

“แม็กซิกัน บัน เป็นดาวรุ่งในธุรกิจเบเกอรี่ และมีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย เพราะมุ่งเจาะตลาดแมสเป็นหลัก แต่กระนั้นขนมชนิดนี้ก็มีขายอยู่ในตลาดมานานแล้ว เพียงแต่แบรนด์ที่ขายไม่ได้ทำตลาดกันอย่างจริงจัง กระทั่งการไหลบ่าเข้ามาของแบรนด์เพื่อนบ้าน ที่หยิบเอาความโดดเด่นในเรื่องความหอมและรสชาติอร่อยมาเป็นจุดขายในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง กาโตว์ ก็เคยผลิตขายอยู่เช่นกัน แต่ได้หยุดไป แต่เมื่อเป็นที่ต้องการตลาด จึงได้นำกลับมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกครั้ง โดยผลิตออกมา 2 รสชาติ คือ รสนม ราคา 16 บาท และรสชอคโกแลต ราคา 18 บาท” ผู้บริหารร้านการ์โตว์เฮาส์ กล่าว

ส่วน “โรตีดอย” ที่เห็นพูดกันขำ ๆ แม้ยังไม่ได้กลายเป็นชื่อร้าน แต่ก็เป็นชื่อเรียกขนมปังแบบนี้ ในร้านบางแห่ง
นั่นยังไม่พอ ประเด็น “คุณค่าทางอาหาร” ก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากบรรดานักโภชนาการ
(เห็นแล้วชวนให้นึกถึงกรณีชาเขียว ที่โดนเรื่องปริมาณน้ำตาล และคาเฟอีน)

มีการส่งอีเมล์ที่มีเนื้อหาโจมตีเนื้อความบางส่วนว่า …

“ทางสาธารณสุขในยุโรปประกาศว่าเป็นขนมปังที่มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะจากการทดสอบในปี 47 พบว่า มีค่าของคลอเรสเตอรอล และไตรกรีเซอร์ไรด์ สูงกว่าขนมปังธรรมดาถึง 200 เท่า อันเนื่องมาจากน้ำตาล เนย และครีมไขมัน ที่ผสมลงไป เพื่อเพิ่มความหอมหวาน และยังพบอีกว่า ผู้ที่ทานเป็นประจำอาทิตย์ละ 4-5 ชิ้น จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมปริมาณไขมันสูงขึ้น 30% และปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น 45% ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันสูง และความดันโลหิตสูง ขณะที่ในญี่ปุ่น เมื่อมีการประกาศจากทางการในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ส่วนประเทศในเอเชียอาคเนย์ ที่ยังเห่อขนมชนิดนี้ ก็มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ทั้งยังลงท้ายด้วยว่า ขนมที่ว่าถึงแม้จะอร่อยลิ้น แต่สิ้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ และระวังอร่อยปากจะลำบากกาย”

ฤา Mexican bun จะกลายเป็น Junk Snack

เป็น Junk Bun?!?

ยังไม่รวมว่าผู้บริโภคจะ “เบื่อ” ขนมปังแบบนี้ เร็วแค่ไหนอีก

แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้บริโภคเบื่อขนมปังแฟชั่นนี้เร็วจริง ๆ เพราะไม่นานหลังจากเกิดสารพัดยี่ห้อขึ้นมา ยอดขายก็หล่นวูบ

ทยอยปิดกิจการไป

ที่เห็นสู้ตาย และปรับตัวคือ The Bun ซึ่งได้พยายามพัฒนาตัวสินค้าใหม่ ๆ รวมทั้งได้ร่วมกับพรานทะเลทำขนมปังที่ใช้ซีฟู้ดเป็นเครื่องปรุงออกมาอีกหลายตัว ซึ่งก็ดูท่าจะอยู่ได้ในระยะยาว แต่คงไม่ฟู่ฟ่าขายดีเหมือนช่วงที่กระแสกำลังมา

บทสรุปของการเกิดขึ้น – ตั้งอยู่ – และดับไป ของสินค้าตัวนี้คืออะไร?

Published in: on November 13, 2009 at 5:41 pm  Comments (4)  

Guru สายพันธุ์ใหม่(1)

drucker brain

นับตั้งแต่ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ อสัญกรรมเมื่อเมื่อปลายปี 2005 ยุทธจักรกูรู(Guru)เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก เพราะสถานภาพของกูรูแต่ละคนนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน
“เจ้ายุทธจักร” กูรูที่ครอบครองโดยปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านจักต้องเปลี่ยนแปลง

คำว่า Guru มีรากศัพท์มาจากคำว่า “ครุ” ในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ครู” ในภาษาไทย

เมื่อนำไปใช้ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “ผู้รู้”

หากแปลให้ไพเราะสักหน่อยก็คือ “ปรมาจารย์”

หรืออาจจะใช้คำว่า “บรมครู” ก็ย่อมได้
และแท้จริงคำว่า Guru เพิ่งเป็นที่นิยมใช้กันเมื่อยี่สิบกว่าปีมานี้เอง

ปัจจุบัน แต่ละวงการล้วนอุดมไปด้วย Guru ทว่าที่เป็นต้นแบบอย่างแท้จริงคือ Management Guru

เมื่อกล่าวถึง Guru ด้านบริหารและการจัดการนั้น Guru ลำดับแรกๆ ที่ใครๆ ต่างนึกถึงคือ ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์

เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งการจัดการ

ในวงการยอมรับว่า เขาเป็น Guru ในมวลหมู่ Guru เพราะเขาคือผู้คิดค้นทฤษฎีทางการจัดการมากมาย นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950

ทฤษฎีต่างๆเหล่านั้นหลายทฤษฎี ยังใช้มามจนถึงทุกวันนี้ อาทิ…

MBO (Management by Objective)

…การแปรรูปกิจการ (Privatization)

…การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Put Customer First) ไปจนถึงบทบาทของซีอีโอที่มีต่อกลยุทธ์องค์กร

…การกระจายอำนาจในองค์กร (Decentralization)
…การทำในสิ่งที่ตนเองถนัด (Stick to its knitting) ไปจนถึงแนวคิดด้าน Knowledge Worker ที่เขาบัญญัติคำนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 1969 หรือเมื่อ 37 ปีที่แล้วแต่ทั่วโลกเพิ่งจะนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคสังคมความรู้

ดรักเกอร์เป็น Guru คนแรกที่ป่าวประกาศถึงทิศทางของสังคมและการจัดการหลายเรื่องในต้นทศวรรษ 1950

เขาเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจขนานใหญ่

ปี 1961 ดรักเกอร์อีกเช่นกันที่บอกว่า ให้จับตาดูญี่ปุ่นไว้ให้ดี เพราะในอนาคตอันใกล้ ยักษ์ผิวสีเหลืองชาตินี้จะก้าวเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

เท่าที่กล่าวมาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ก้าวขึ้นมาเป็น Guru ในหมู่ Guru อย่างสง่างาม

สาเหตุที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการจัดการนั้น เพราะเขาเป็นคนแรกที่ตระหนักว่า การจัดการเป็นสาขาวิชาที่ได้ใส่ใจอย่างลึกซึ้งและมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ

50 ปีที่ผ่านมา ดรักเกอร์เขียนหนังสือ 30 กว่าเล่ม ในจำนวนนั้นมีเพียง 2 เล่มที่เป็นนวนิยาย…

ดรักเกอร์ยังสอนที่มหาวิทยาลัยแคลมองท์, ที่โรงเรียนธุรกิจซึ่งตั้งชื่อว่า Peter F.Drucker School of Management จวบจนสิ้นอายุขัย

Published in: on November 12, 2009 at 11:50 pm  Leave a Comment  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.