นิตยสาร thaicoon ฉบับเดือนพฤษภาคม มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับบทเรียนความสำเร็จจากญี่ปุ่นและเกาหลี้ใต้ครับ
ช่วงก่อนสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะผม
สิ่งที่สะดุดตาอย่างแรกก็คือชื่อหนังสือ
Global Village โดยที่ไม่ได้อ่านชื่อภาษาไทยเสียด้วยซ้ำ
ผมคุ้นกับคำว่า Global Village มานาน
ทุกครั้งที่พูดถึงความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร และก้าวเข้าสู่โลกาภิวัตน์ ผมมักจะบอกเหมือนที่คนอื่นๆพูดกันว่าโลกเล็กลงจนกลายเป็น “หมู่บ้านโลก”
ทว่า Global Village เล่มนี้คือหมู่บ้านระดับโลกจริงๆ
มันเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นที่เป็น “ต้นแบบโอท็อป” ไทย
ความสำเร็จของหมู่บ้านเหล่านี้สะท้อนความสำเร็จของคนญี่ปุ่น
นฤตม์ เทิดสถิรศักดิ์ ผู้เขียนนั่งทำงานที่บีโอไอ มีประสบการณ์ทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น
ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเขาได้มีส่วนร่วมในโครงการ OTOP ซึ่งหนังสือเล่มนี้คือประสบการณ์จากการทำ OTOP นั่นเอง
นอกนี้เขายังเขียนถึงความสำเร็จของเกาหลีใต้อีกต่างหาก
ถ้าให้กะเทาะเปลือกจากหนังสือ Global Village : มหัศจรรย์แห่งหมู่บ้านหลังเขา เขาคิดว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของญี่ปุ่นและเกาหลีที่เป็นตัวร่วม (common factors) มีอยู่ 2-3 เรื่องที่สำคัญ ซึ่งคนไทยน่าจะเรียนรู้และเอามาปรับใช้กับตัวเอง คือ
ประการแรก ประเทศชาติจะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องมาจากการพัฒนาที่อยู่บนฐานของความ “สมดุล” ทั้งในระดับของประเทศ และในระดับชุมชน ซึ่งจริงๆ แล้ว การสร้างความสมดุลเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง
“สมดุล” ในระดับของประเทศ
สมดุลระหว่าง…การพัฒนาเมือง กับชนบท
สมดุลระหว่าง…เศรษฐกิจ กับสังคมและสิ่งแวดล้อม
สมดุลระหว่าง…อุตสาหกรรม กับเกษตรกรรม
สมดุลระหว่าง…โลกาภิวัตน์ กับชุมชนภิวัตน์
“สมดุล” ในระดับของชุมชน
สมดุลระหว่าง…การอนุรักษ์ กับการพัฒนา
สมดุลระหว่าง…การรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมและความสงบสุขของชุมชน กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้
สมดุลระหว่าง…ความเจริญทางวัตถุ กับการยกระดับจิตใจ
สมดุลระหว่าง…Tradition & Innovation
สมดุลระหว่าง…High Touch & High Tech
นอกจากนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเป็นการพัฒนาจากภายใน ที่เกิดจากความคิดริเริ่มของคนในชุมชน อาศัยการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พัฒนาบนศักยภาพที่ตนมี ไม่ใช่เป็นการพัฒนาจากภายนอก ที่รอคอยแต่การชี้นำและความช่วยเหลือจากภาครัฐ
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกคนที่อยู่ในชุมชนเอง ต้องตระหนัก และคิดกับมันอย่างจริงจังสักที
ประการที่สอง ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต่างเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นอาวุธในการแข่งขันกับโลก ทั้งใช้หาพวกและหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งเป็นอาวุธพิเศษที่เป็นของใครของมัน ไม่มีใครลอกเลียนแบบกันได้
ผู้ชนะคือ ประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และสามารถนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด
นอกจากนี้ เขายังใช้วัฒนธรรมเป็นพาหนะสำคัญในการเชื่อมต่อ Local ไปสู่ Global อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ประการที่สาม ปัจจัยแห่งความสำเร็จของญี่ปุ่นและเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก หรือหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท ล้วนมาจากตัวเดียวกันคือ “คน”
คุณภาพของคน จึงเป็นแก่นของการพัฒนาประเทศ และเป็น common factor ที่สำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้ จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้คนทั้งสองชาติตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา พอจะสกัด DNA ของพวกเขาออกมาได้ 3-4 ข้อ คือ
(1) เป็นคนที่มีจิตสาธารณะ หรือ Public Mind สูงมาก ประชากรของเขาจะถูกปลูกฝังให้คิดและทำทุกอย่างเพื่อองค์กร เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ ตั้งแต่เกิดจนตาย คนญี่ปุ่นและเกาหลีจึงเป็นคนที่มี team spirit สูงมาก ทำงานเป็นทีมได้ดี และไม่ว่าเขาจะทำงานในบริษัท Sony หรือเป็นชาวนาที่โออิตะ เขาก็จะทำเพื่อส่วนรวม จะทุ่มเทชีวิตให้กับองค์กร ให้กับชุมชนที่เขาอยู่ อันนี้เองที่ทำให้สองประเทศนี้ประสบความสำเร็จ เท่านั้นไม่พอ ยังถูกฝึกในเรื่องระเบียบวินัยอย่างเข้มข้น ทำให้พวกเขาเป็นคนที่เคารพกฎ กติกาของสังคม และสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นด้วย
(2) สังคมของญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นสังคมแห่งความรู้มาตั้งแต่โบราณ คนญี่ปุ่นและเกาหลีถูกพัฒนามาในแนวดิ่ง ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาจะเริ่มต้นจากการหาองค์ความรู้ ศึกษาเรื่องนั้นๆ ให้รู้จริงถึงแก่น แปลงจากข้อมูลให้เป็นความรู้และปัญญา ก่อนที่จะลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น ทำจริง และอดทนต่ออุปสรรคทั้งปวง เรียกว่ากัดไม่ปล่อย ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกกระแสสังคมชักจูงไปซ้ายทีขวาทีเหมือนบ้านเราซึ่งถูกพัฒนามาในแนวราบ อย่างที่มีคนเปรียบเทียบองค์ความรู้ของคนญี่ปุ่นว่าเหมือนเสาเข็มที่ลงลึก ขณะที่องค์ความรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นเหมือนพื้นซิเมนต์ คือ รู้แค่ผิว และชอบทำอะไรฉาบฉวย
(3) คนทั้งสองชาตินั้นถูกฝึกให้อยู่ในสังคมแห่งการแข่งขัน ตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ต้องเรียนรู้วิถีแห่งการต่อสู้ ด้วยการพึ่งพาตนเอง แตกต่างจากไทยที่มีวิถีแบบ “สบายๆ” ภายใต้สังคมอุปถัมภ์ ทำให้ดูเหมือนจะกลายเป็นคนที่ไม่กระตือรือร้น มักรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่น และมีวัฒนธรรมอย่างที่บางคนใช้คำว่า “เด็ดปลายยอด” คือ หวังความสำเร็จแบบทางลัด จึงเป็นที่มาของความเชื่อในเรื่องโชคชะตา เครื่องรางของขลัง การบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือการพนันเสี่ยงโชค ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย
(4) ความเป็นคนละเมียดในทุกๆ เรื่อง ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งวิถีชีวิตหรือเรื่องงาน ทั้งงานใหญ่ระดับโลก หรือการห่อของขวัญเล็กๆ สักชิ้น โดยเฉพาะในกรณีของคนญี่ปุ่นจะเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างในการผลิตสินค้าสักชิ้นหนึ่ง เขาจะใส่ใจตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัตถุดิบ การผลิตที่ประณีต การบรรจุหีบห่อ ช่องทางการจำหน่ายที่เฉพาะเจาะจงแต่ละกลุ่มลูกค้า และไม่ลืมที่จะสร้างเรื่องราว (story) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย