Facebook ในฐานะตัวละครสำคัญของ Web2.0

facebook2.jpg

16 พ.ย. ที่ผ่านมา Jimmy Wales ผู้ก่อตั้ง Wikipedia สารานุกรมออนไลน์ ที่สร้างปรากฏการณ์ “ร่วมคิดร่วมสร้าง” ระดับโลก มาเยี่ยมเยือนเมืองไทย โดยมากล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok ICT Expo2007
สาระในการพูดก็ไม่ได้ต่างอะไรจากทุก ๆ ครั้งที่พูดมา คือพูดถึงที่มาที่ไปของเวปนี้ (และเวปโครงการลูกอื่น ๆ) และทิศทางการพัฒนาไปสู่เป้าหมายในอนาคต

ถือเป็นการมาเยี่ยมเยียนเหล่าอาสาสมัคร Wiki สัญชาติไทย … ว่าง่าย ๆ แบบนั้น
(แถมล่าสุดจะทำ Search Engine เพราะเห็นช่องว่างของยักษ์ใหญ่ ๆ ในโลก)

สองตอนที่แล้ว เราคุยกันถึงกำเนิดของ Facebook เล่าถึงวิธีคิดของผู้ประกอบการหนุ่มอดีตนักศึกษาฮาร์วาร์ดผู้มีอายุไม่ครบสองรอบดี

พูดกันต่อไปถึงการ “เปิดกว้าง” ต่อนักพัฒนาโปรแกรม และ “ขยายขอบเขต” ของตัวเองให้กว้างไกลกว่าเวปเครือข่ายทางสังคมอื่น ๆ

จนกดดันให้คู่แข่งรายอื่น (และผู้เล่นที่สนใจ) ต้องปรับตัวตาม

แม้ Wiki กับ Facebook จะไม่ค่อยเหมือนกันซักเท่าไหร่

แต่ที่ทั้งคู่ไม่ปฏิเสธคือ “ระบบเปิด”

และต่างเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ทางด้านอินเทอร์เน็ตในยุค “โลก (ค่อย ๆ) แบน”

หลายคนเรียกลักษณะเฉพาะของเวปในยุคนี้ว่า Web2.0

เวปส่วนใหญ่ได้กลายสภาพจาก “เวปข้อมูลข่าวสาร (ที่อยู่โดดๆ)” (Isolated Information Silo) ไปสู่ “แพล็ทฟอร์มที่เชื่อมโยงเข้าหากัน”

ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

องค์ประกอบทางสังคม (Social Element) จะเป็นลักษณะเฉพาะของ Web2.0 ด้วย กล่าวคือ ผู้ใช้จะสร้างและกระจายเนื้อหาต่าง ๆ เอง (ซึ่งบ่อยครั้งเป็นไปโดยเสรี – เชิญก็อปปี้ เชิญใช้ซ้ำ กันตามสบาย)

กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ ช่วยทวีความหมายและคุณค่าของเวป เพราะผู้ใช้สามารถทำอะไรได้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ

นาย O’Really ผู้ประดิษฐ์คำว่า Web2.0 ขึ้นมา ได้สร้างฟอรั่มซึ่งระบบผู้คนในวงการเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้สรุปนิยามของอินเทอร์เน็ตยุคนี้ไว้ว่า

… จะมีเวปเป็น “แพล็ทฟอร์ม”

… มี “ข้อมูล” เป็นพลังขับเคลื่อน (จริง ๆ ข้อนี้ไม่ใช่ของใหม่)

… การวางโครงสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมกันของผู้ใช้ ทำให้เกิดผลทวีทางเครือข่าย (คือยิ่งคนเข้าร่วมมากขึ้น ระบบเครือข่ายก็ยิ่งมีคุณค่าขึ้น)

… นวัตกรรม จะเกิดในกระบวนการประกอบ (assembly) ระบบต่าง ๆ หรือเวบไซต์หลายแห่งเข้าด้วยกัน โดยดึงเอาจุดเด่นต่าง ๆ ของนักพัฒนาหลาย ๆ คน มาผสมให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ (บางคนเรียกกระบวนการนี้ว่า Open Source Development หรือ Open Innovation)

… มีการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้น โดยอาศัยการหลอมรวมเนื้อหาและบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
อาจสรุปได้ว่าระบบเปิด และเครือข่ายทางสังคมนั้นก็เป็น “กระดูกหลัก” ของ Web2.0

หากลองดูรูปแบบเวปเครือข่ายทางสังคมบนเน็ทนั้น จะพบสารพัดรูปแบบมากมาย (เช่น MSN, Hi5, Myspace, Facebook, SecondLife ฯลฯ) ในหลายประเทศ (ที่ใหญ่ ๆ) ก็มีเวปเครือข่ายทางสังคมของตัวเอง

เพราะหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของอินเทอร์เน็ทคือ “เชื่อมโยง” มนุษย์ ให้สามารถ “ติดต่อ-สื่อสาร” กันได้

และมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม (ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเจอกันตัวเป็น ๆ ถึงจะสังคมกันได้)

การเชื่อมโยงทางสังคมผ่านทางเน็ทนั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มีนัยสำคัญหลายประการ
เพราะผมมองว่าหากเราสามารถเข้าใจพฤติกรรมใหม่ ๆ ผ่านช่องทางใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเดิม ๆ ของมนุษย์ได้นั้น เราก็จะจินตนาการถึงความเป็นไปได้อีกสารพัดแบบ

ทิศทางสำคัญคือการโฆษณาและทำการตลาดออนไลน์ ที่กำลังลงหลักปักฐานในสภาพที่ผู้คนใช้เวลาในชีวิตเชื่อมต่อกับเวปเครือข่ายทางสังคมมากขึ้น

มองในภาพรวมเป็นเช่นนั้น ถ้ามองในภาพเฉพาะเจาะจงที่ผู้เล่นรายสำคัญ จะพบว่าต่างปรับตัว กล่าวคือ “เจ้าถิ่น” ต่างแผ่ขยายอาณาจักรมาทับพื้นที่กัน

อย่าง Google นั้น หลังครองความเป็นเจ้าในตลาดเซิร์ชเอนจิ้น จัดระเบียบข้อมูลทุกอย่างโลก ( ขยายตัวเป็น Big media Company รุกขายสื่อโฆษณาไปทั่วทุกหัวระแหง ล่าสุดเจรจาซื้อบ.โฆษณาหลายทาง (Doubleclick.com) ด้วยมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และก็เล็งขยายธุรกิจซอฟแวร์ไปทับเจ้าพ่อใหญ่ Microsoft โดย Google นั้นจะทำเวป Service ให้บริการซอฟแวร์ผ่านเน็ท

ส่วน Microsoft นั้นก็ซื้อหุ้น Facebook หมดเงินไป … ล้านเหรียญ ได้ถือหุ้น … %

Facebook สร้าง Platform ระบบเปิดสำหรับโปรแกรมเมอร์

Myspace คู่แข่ง Facebook ก็จับมือกับ Google และคณะ เพื่อสร้างระบบเปิดของเวป Social Network

ส่วน Traditional Media Tycoon อย่าง Rupert Murdoch ซื้อ My Space ซื้อ Asian Wall Street Journal (เอาทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่) ก็พยายามนำละคร (ที่ถ้าเป็นแต่ก่อนก็น่าจะดังในโทรทัศน์) ไปฉายใน My Space
หรือสื่อสาธารณะอย่าง BBC ยังต้องเริ่มโฆษณาออนไลน์เลย

Apple นั้นหลังประสบความสำเร็จจาก iPod ก็รุกกร้าวทำมือถือ iPhone จนเป็น Talk of the Global Village และได้คัดเลือกเป็นสิ่งประดิษฐ์แห่งปีจากนิตยสาร Times

มีข่าวลือว่า Google จะทำ Gphone มือถือแบรนด์ตัวเอง … แต่ล่าสุดยังไม่เผยออกมา มีแต่ Android แพล็ทฟอร์มซอฟแวร์สำหรับมือถือ ที่พยายามดึงดูดโปรแกรมเมอร์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมกัน

ชัดเจนเลยว่าทั้งหมดหลอมรวมเข้าหากัน (Convergence)

ชิงไหวชิงพริบ จับขั้วพันธมิตรกันน่าดู

เรื่องราวของ Facebook ที่สาธยายกันมาถึง 3 ตอน เป็นบทสะท้อนถึงธุรกิจรายหนึ่งที่เกิดขึ้นมา และทวีมูลค่าอย่างรวดเร็ว

จากเวปที่เด็กนักศึกษาฮาร์วาร์ดอายุไม่ถึง 20 ปีดีทำขึ้น ดึงดูดผู้ใช้เข้ามามากมายรวดเร็ว พยายามปฏิวัติวงการโดยการทำให้เครือข่ายทางสังคมเป็นระบบเปิด ปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการในมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐจาก Yahoo ทิ้งไป

เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของโลกยุค Web2.0

ยุคที่อินเทอร์เน็ต จะเป็นมากกว่าที่เคยเป็นมา

Published in: on January 5, 2008 at 10:33 pm  Comments (7)  

ปรากฏการณ์ Facebook ตอน 1 : อาทิตย์ โกวิทวรางกูร

facebook1.jpg

ท่านผู้อ่านรู้จัก Mark Zuckerberg เปล่าครับ?

นิตยสาร economist บอกว่าเขากำลังถูกขนานนามว่าเป็น “Steve Jobs คนใหม่”
และผู้คนก็มองกันว่าบริษัทของเขา ซึ่งทำเวป www.facebook.com เป็น “Google รายต่อไป”
ยังไงเหรอ??

เพียง 3 ปี จากวันที่เขาเริ่มต้นเวปเครือข่ายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เขาร่ำเรียนอยู่ จำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้เวป Facebook ก็ทะยานขึ้นไปถึงเกือบ 20 ล้านคน

ผู้ใช้นั้นก็หลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จากวันแรกที่สงวนสิทธิเฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ด ขยายวงไปสู่มหาลัยฯอื่น ๆ ในอเมริกา จนปัจจุบันพนักงานหน่วยงานราชการหลายแห่งเป็นสมาชิก รวมไปถึงบรรดาผู้บริหารในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ด้วย
ที่น่าทึ่งกว่าคือ “มากกว่าครึ่งหนึ่ง” ของผู้ลงทะเบียนนั้นเข้าเวป Facebook ทุกวัน

ไม่ใช่ลงทะเบียนทิ้งไว้เฉย ๆ

Facebook คืออะไร?

Facebook เป็นเวปเครือข่ายทางสังคมที่เติบโตรวดเร็วมาก แม้ว่าเวปด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Myspace แต่ก็เมื่อถูกซื้อไปแล้วโดยรูเพิร์ต เมอร์ดอก เวป Facebook ก็ถูกจับตามองอย่างไม่กระพริบ

มีข่าวของการเสนอซื้อเวปนี้จาก Yahoo ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าเจ้าของ Facebook ปฏิเสธ

หลายคนมองว่าเขาคงรอจังหวะที่ราคาดีกว่านี้

แต่หากไปถามนายซักเคอร์เบอร์กดู จะได้คำตอบที่แตกต่าง

“I’m here to build something for the long term” เขากล่าว

“Anything else is a distraction”

ลองย้อนดูเส้นทางชีวิตของนาย Zuckerberg ดู จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเขากำลังคิดและทำอะไรอยู่

ซักเคอร์เบอร์ก นั้นเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว เกิดและเติบโตขึ้นที่นิวยอร์ค เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อยู่เกรด 6 เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไบรท์มาก ๆ คนหนึ่ง

ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ไฮสกูล ซักเคอร์เบอร์กและเพื่อนของเขาคือนาย Adam D’Angelo ได้เขียนซอฟแวร์ขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อว่า Synapse Media Player ซึ่งเมื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องเล่น MP3 แล้ว จะช่วยให้เครื่องสามารถพยากรณ์เพลงที่ผู้ใช้ชอบฟังได้ โดยเดาผ่านการเลือกเพลงก่อนหน้านั้น

ปรากฏว่าบริษัทซอฟท์แวร์หลายแห่งสนใจ และเสนองานให้พวกเขาทั้งสองทำ หนึ่งในนั้นคือ ไมโครซอฟท์ ทว่าทั้งคู่ปฏิเสธไป และแยกย้ายมุ่งหน้าไปเข้ามหาวิทยาลัยที่พวกเขาต้องการ

เขามีมุมมองที่แตกต่างต่อการสร้างธุรกิจ

เขาและเพื่อนสนิทอีกสองคน – หนึ่ง คือเพื่อนร่วมห้องที่ฮาร์วาร์ดอย่างนาย Dustin Moskovitz (ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และดำรงตำแหน่ง VP ทางด้านวิศวกรรม) และ Adam D’Angelo เพื่อนสมัยไฮสกูล (ซึ่งปัจจุบันเป็น chief technology officer) นั้น มีความใฝ่ฝันอันสูงสุด

พวกเขาเชื่อมั่นว่า “การเปิดกว้าง” (openness) ความร่วมมือร่วมใจ (collaboration) และการแบ่งปันสารสนเทศ (sharing of information) ผ่านระบบเครือข่ายทางสังคม (Social Network) จะช่วยทำให้โลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
นี่เป็นรากฐานทางความคิดในการสร้าง Facebook

ตอนหน้าจะขอลงรายละเอียดต่อ เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจเยอะเหลือเกิน

พร้อมทั้งเฉลยคำตอบว่า เขาเหมือน Steve Jobs ยังไง? และเป็นดั่ง Google ได้รึเปล่า?

Published in: on January 2, 2008 at 12:01 am  Comments (10)  

ผู้นำต้องการอะไรจากลูกน้อง ตอน 1

เป็นที่เข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นสำคัญมาก

เพราะถ้าผู้นำกับลูกน้องสามารถทำงานร่วมกันได้ดี จะเกิดทีมเวิร์คที่แท้ หรือ Real Team แล้วบริษัทจะประสบความสำเร็จ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากหัวหน้าทีมกับลูกทีมไปด้วยกันไม่ได้ องค์กรก็จะเกิด “การเมืองภายในองค์กร” และองค์กรนั้นก็จะพังทลายในที่สุด

แต่จะทราบได้อย่างไรว่าเป็น “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นดูตรงไหน?

วิธีหนึ่งก็คือต้องดูด้วยว่าใครคือคนที่เป็น “ลูกน้อง” (โดยตรง) ของเราส่วนใหญ่จะนึกถึงคนที่รายงานเราโดยตรง ถึงจะเรียกว่าเป็นลูกน้อง

แม้ว่าท่านจะเป็นเจ้าขององค์กร มีพนักงานบริษัทจำนวนมากในองค์กร แต่ทุกคนไม่ใช่ลูกน้องของท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นลูกน้องโดยตรงคือ คนที่รายงานต่อเรา และเรามีหน้าที่บังคับบัญชาเขาได้โดยตรง

พนักงานองค์กรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นหากไม่มีการพัฒนาตัวเองแล้วนั้น อาจจะถูกไล่ออกได้ เพราะว่าเป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรมานาน ทำงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เงินเดือนก็จะสูง เพราะฉะนั้นเงินเดือนที่สูงนั้นจะต้องมาด้วยความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย

และคนวัยนี้ก็อาจจะต้องมีภาระต้องดูแลครอบครัว อาจจะต้องกลับบ้านเร็วเพื่อไปรับลูก และภรรยา ถึงเวลาต้องทำงานอยู่ดึกก็อาจจะไม่สามารถอยู่ได้

ความคิดใหม่ๆ ก็อาจจะไม่มี

เพราะถ้าเอาพนักงานใหม่ๆ เข้ามานั้น ก็จะมีต้นทุนเงินเดือนที่ไม่สูงเท่า และอาจะได้ผลงานที่เทียบเคียงคนเก่า
นั่นคือ เอาเด็กใหม่ๆ 3 คน ดีกว่าจ้างผู้อาวุโสในองค์กรที่ไม่พัฒนาคนเดียว

…นี่คือเทรนด์ของเมืองนอก และหลายองค์กรในเมืองไทยเริ่มทำ

นี่คือทัศนคติของคนที่เป็น นายจ้าง หรือ “เจ้านาย” ที่มีต่อลูกน้อง ว่าอะไรที่เขาไม่ต้องการจากลูกน้อง

แต่คำถามที่ ลูกน้อง ควรจะทราบไว้ก็คือ แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่เจ้านายต้องการจากลูกน้อง?!?

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับลูกน้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญพอๆ กับผลการทำงานด้วยซ้ำ สำหรับบางองค์กร
เพราะผลงานที่ดี และความสัมพันธ์ที่ดี จะเกื้อหนุนให้ ลูกน้อง สามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้

การวิเคราะห์คนนั้นสำคัญที่สุด และสำคัญยิ่งกว่าการวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะธุรกิจนั้นขับเคลื่อนได้ด้วยคน
ผู้นำต้องการอะไรจากเรา

Published in: on November 5, 2007 at 5:10 pm  Comments (11)  

จากหมีแพนด้าถึงคุณปลื้ม

ดังเป็นพลุแตกอยู่ในขณะนี้ เห็นจะไม่มีใครเกิน ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล

พูดชื่อจริง ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

แต่ถ้าบอกว่า “คุณปลื้ม” หรือ “หม่อมปลื้ม” แล้วล่ะก็

เชื่อว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงรู้จักกันทั้งประเทศ

จริงๆปลื้มไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการแต่อย่างใด

เขาเป็นพิธีกรรายการข่าวภาคภาษาอังกฤษทางช่อง 11 มานานตั้งหลายปีแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหน้าเห็นเขามาบ้าง อย่างน้อยก็เคยผ่านๆมาบ้างล่ะน่า แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะเป็นข่าวภาษาอังกฤษ

ผมดูบ้าง ไม่ดูบ้าง แต่เห็นปลื้มคงมันอยู่ไม่น้อย

จัดรายการที่คนดูน้อย หรือฟังน้อยก็ดีไปอย่าง จะออกแอ็คชั่นยังไงก็ได้

ผมเคยจัดรายการทีวีอยู่ 2-3 รายการ ไม่ค่อยมีคนดูหรอกครับ เพราะไม่ใช่รายการแมส เล่นกันได้เต็มที่ แต่อยู่ในกรอบนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่อง 11 ทำอะไรมากไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นช่องของทางราชการ กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดูแล ผู้จัดรายกาต้องได้ใบผู้ประกาศ มิเช่นนั้นก็จัดไม่ได้ ผมเองตั้ง 6 เดือนกว่าจะสอบได้ ซึ่งต้องขอบคุณพี่หน่องไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะผู้ช่วยติวจนสอบผ่าน

นอกจากช่อง 11 แล้วในระยะหลังปลื้มยังไปจัดอีกหลายช่อง ช่อง 5 ช่อง 9 แต่ก็งั้นๆ มีคนรู้จัก จำได้ แต่ดังเป็นพลุแตก

ผมคิดว่ามีคนอย่างเขาเยอะนะ

และถ้าจะให้มองทางการตลาด ก็ต้องบอกว่าปลื้มเป็นโปรดักส์ตัวหนึ่ง ที่ยังไม่เกิด ทว่ามีศักยภาพสูงมาก
โปรดักส์ประเภทนี้มีเยอะ

เพลงหมีแพนด้านั่นไงครับ

เพลงหมีแพนด้าที่ดังระเบิดเถิดเทิงในเวลานี้ ไม่ใช่เพลงใหม่ แต่ออกวางตลาดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครนึกหรอกว่าจะดังถึงขนาดนี้

คนแต่งเพลงก็คงไม่คิด

คนร้องก็คงไม่คิดเหมือนกัน

ตอนที่เพลงดังอย่างกะทันหันนั้น นักร้องนำยังเลี้ยงไก่อยู่เลยมั้ง ส่วนเพื่อนร่วมวงอีกคนไปขายน้ำส้ม

เพลงหมีแพนด้านั้นเป็นของวงไฮโร อยู่ในอัลบั้ม “กูขอร้อง” ซึ่งผู้แต่งและนักร้องนำเป็นคนเดียวกัน คือนายสุดโก้

สุดโก้ เจียระไน หรือชื่อจริง อุดม บุญประคม เป็นนักแต่งเพลงวัย 50 ปี จากเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งผ่านประสบการการเขียนเพลงให้กับ รจนา สารคาม, ร็อคสะเดิด, จินตหรา พูนลาภ, ต่าย อรทัย, นก พรพนา, ดอกอ้อ ทุ่งทอง, เจเน็ท เขียว ฯลฯ

เนื้อเพลงหมีแพนด้าและลีลาการร้อง เมื่อ 3 ปีก่อน ถ้าใครบอกว่าจะดังเป็นพลุแตก คงมีคนหัวเราะจนฟันโยก

“หลายเพลงที่ผมแต่งออกมาเป็นแร็พ โปรดิวเซอร์เริ่มชอบ ก็ให้เขียนอีกหลายเพลงในแบบนี้ จนมาถึงอัลบั้ม หมีแพนด้า” เขาเล่า “ในตอนแรกเขาจะให้ผมเขียนให้ ยู ร็อคสะเดิด เป็นคนร้อง อ.ประเสริฐ ไชยศิลป์ โปรดิวเซอร์ สั่งให้ผมเขียนเพลง ผมก็เขียนมาให้ 2 เพลงคือ ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า”

“เนื้อหาของเพลงจะพูดถึงหมีแพนด้า ซึ่งในตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะส่งมาให้ไทยใหม่ๆ เราก็เลยแต่งเพลงชักชวนให้ไปดูกัน แต่เมื่อมีคำว่าหมีเข้าไปอยู่ในเพลง เวลาไปสัมผัสคำไหนมันก็จะออกไปทาง 2 แง่ 2 ง่าม จึงต้องมานั่งเกลาเนื้อกันเยอะมาก พอให้ยูร้องมันดันออกไปทางลามกๆ อ.เสริฐก็คิดใหม่ว่า เอาเพลงนี้มาตั้งแล้วเอาไปทำอัลบั้มใหม่ โดยมีครูเพลงหลายคนมาร้องเพลง อย่างเช่น อ.สวัสดิ์ สารคาม อ.สมร บ้านนา อ.กระเดา ซึ่งใครแต่งเพลงไหนก็จะร้องเพลงนั้น ผมแต่ง 2 เพลงคือ เพลง ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า

“เพลง หมีแพนด้าพอดีหาคนร้องไม่ได้ อ.ประเสริฐก็บอกให้ผมเข้าไปร้อง เพื่อจะเป็นไกด์ไปให้นักร้องคนอื่นเขาร้อง แต่สุดท้ายก็เอาเพลงที่ผมร้องไปใส่ในอัลบั้มเลย”

ช่างเป็นเหตุบังเอิญเสียนี่

“จากนั้นก็มาตั้งชื่อวงว่า ไฮโร ซึ่งเป็นชื่อของเผ่าๆ หนึ่งในแอฟริกา”

ทีน่าสนใจก็คือเพลงที่โปรโมท ไม่ใช่ “หมีแพนด้า” แต่เป็นเพลง “กูขอร้อง” ซึ่งเลียนเสียงหลวงพ่อคูณ

แต่สุดโก้ก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง

“ปลายปี49 ก็มีคนโทรมาบอกว่า เพลงหมีแพนด้า มันมาแล้ว มันมาตามเว็บไซต์ และริงโทน ตอนแรกไม่เชื่อเลย พอนานวันเข้าก็มีคนโทรมาว่าอยากจะได้เพลงนี้ไปทำอะไรอีกหลายอย่าง และก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นความจริง”

แปลว่าดังโดยที่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน

ดังทั้งๆที่ตนเองอาจหมดหวังไปแล้ว เนื่องจากซีดีวางตลาดมา 3 ปีแล้ว ตามปกติถ้าดังก็ต้องดังไปตั้งแต่ตอนนั้น แห่หามีใครรู้จักไม่

และที่น่าสนใจก็คือดังในกลุ่มตลาดที่ไม่ใช่ลูกทุ่งเสียด้วย นั่นคือดังจากอินเตอร์เน็ต

เป็น Viral Marketing ขนานแท้

บางคนเผยว่าเพลงหมีแพนด้าดังแจกเว็บแคมฟร็อกซึ่งมีคนไทยเข้าไปดูนับล้านคน

เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีเจเปิดในเว็บ คนเข้าดูกันเยอะ ฟังแล้วชอบ เพราะแปลกดี ไม่เคยฟังเพลงแบบนี้ที่ไหนมาก่อน แถมยังสองแง่ สองง่าม ถูกใจวัยรุ่นเขาล่ะ ยิ่งไปเป็นเพลงเชียร์ในแคมฟร็อกด้วย ถือว่าอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ก็เลยเผยแพร่ออกไปทางเน็ตอย่างต่อเนื่อง มีคนดาวโหลดกันสนั่นเมืองตามเว็บต่างๆ สุดท้ายเมื่อดังได้ถึงขนาด หนังสือพิมพ์เอาไปตีข่าวให้ดังระเบิดเถิดเทิง สรยุทธ ก็เอาไปอ่าน ช่องอื่นๆก็อ่านตามหนังสือพิมพ์ จากนั้นรายการต่างๆก็เชิญวงไฮโรไปออกตามช่องต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เจาะใจ

ถึงได้ดังระเบิดถึงขนาดนี้ไง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญก็คือ กลุ่มที่ชื่นชอบนั้นไม่ใช่กลุ่มผู้ฟังลูกทุ่งด้วย

ตอนนี้วงลูกทุ่งเพิ่งจะเริ่มดัง

ความดังของปลื้มนั้นมีลักษณะคลับคล้ายกันกับเพลงหมีแพนด้า

นั่นคืออยู่ในตลาดมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ดัง

ไม่ดัง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีชื่อเสียงนะครับพี่น้อง

มีชื่อเสียง คนรู้จัก แต่ไม่มากและไม่ติดตา เคยเห็น แต่ไม่คิดจดจำชื่อ

ว่างั้นเถอะ

เพราะปลื้มอยู่ในตลาดเล็ก ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่เรียกว่า Niche Market ย่อมยากที่ดังแบบซุปเปอร์สตาร์ ทั้งๆที่ว่าไปแล้ว เขาอยู่ในตลาดนี้มานานแล้ว

จริงๆโปรดักส์อย่างปลื้มมีอยู่เยอะ นั่นคือคนดูเคยเห็นหน้า แต่ไม่สนใจจำชื่อ เพราะไม่ดังพอ

คนที่จะดังแบบสรยุทธ สุทธิชัยได้นั้น มีนับหัวได้

กนก ดังได้ก็เพราะคู่สรยุทธ

สรยุทธที่ไร้กนก ก็เหมือนขนมจีนที่ขาดน้ำยา

สรยุทธเองก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว มีแต่วันร่วงหล่น

ตอนนี้จึงเป็นช่วงประคองตัว

เช่นเดียวกับเบิร์ด ธงไชย ที่เป็นดาวค้างฟ้ามากกว่าสองทศวรรษแล้ว จะลงก็ลงไม่ได้

เจ้าตัวเองก็ไม่อยากลง ยังสนุกอยู่ ตัวเองเล่นเองก็ได้ แต่เพื่อความแปลกใหม่ ทำให้สถานภาพซุปเปอร์สตาร์มั่นคงยิ่งขึ้น

เราถึงได้เห็นเสก โลโซและจินตหรา พูนลาภ ประกบเบิร์ด ขายดิบขายดีไปหลายชุด

สรยุทธก็เหมือนกัน

จริงๆเขาอยู่คนเดียวก็ได้นะ แต่ดูจะซีเรียสมากเกินไป เหมาะกับรายการถึงลูกถึงคน มากกว่าจะเป็น “เรื่องเล่าเช้านี้” ที่ต้องการเล่าข่าวเพื่อความบันเทิงมากกว่าต้องการสาระ

สรยุทธมีปัญหามาโดยตลอดเกี่ยวกับ “คู่” ของเขานี่แหละ เปลี่ยนกันมาหลาบรอบ ไม่ลงตัวสักกะที เรตติ้งสู้รายการผู้หญิงที่อยู่ถัดไปไม่ได้

พอสรยุทธดึงปลื้มเข้ามาเสริมทีม จึงเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก

ปลื้มมาเติมเต็มด้านเศรษฐกิจที่สรยุทธขาด

พลันที่ผมได้ยินข่าวว่าปลื้มจัดกับสรยุทธ ผมนึกในใจว่า “จะไปด้วยกันรอดรึ”

จริงๆผมพบปลื้มบ่อยมาก พบตั้งแต่เขามาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ 11/1 ที่ผมเคยจัดรายการอยู่ที่นั่น เมื่อมาจัดรายการวิทยุที่อสมท. เวลาเลิกของผมตรงกับเวลาเลิกวิพากษ์หุ้นของเขาทางทีวีพอดี

แต่ไม่เคยพูดกันเลยสักครั้ง ทว่าผมติดตามเขามาโดยตลอด แต่ไม่ได้ดูประจำนะครับ

ดูเพื่อหาสไตล์น่ะครับ

ก็เพราะดูสไตล์ออกนี่แหละที่ผมคิดว่าเขาน่าจะอยู่กับสรยุทธไม่นาน
ปลื้มนั้นเป็นเบอร์หนึ่งมาโดยตลอด สไตล์ดุดัน รู้จริง กล้าแสดงความเห็น ไม่กลัวใคร ตามสไตล์ข่าวภาคภาษาอังกฤษ เมื่อเผชิญกับสรยุทธรุ่นเก๋า ซึ่งไม่ยอมให้เทียบเท่าตัวอยู่แล้ว คนที่อยู่กับสรยุทธได้ต้องยอมเป็นลูกคู่ ไม่เช่นนั้นก็ต้องแยกทางกันเดิน

ไม่ต้องแปลกใจว่าปลื้มอยู่กับสรยุทธไม่กี่เดือนก็ต้องจากไป

เพราะเสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม ปลื้มก็ต้องขอบคุณสรยุทธ เพราะถ้าไม่ได้จัดรายการกับสรยุทธ เขาก็จะไม่ดังเป็นพลุแตกขนาดนี้

และคงไม่ได้พูดว่า “ทุกคนรู้จักผม แต่ยังไม่รู้จักนิสสันทีด้า” ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ความสำเร็จของปลื้มนั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

เขามีความรู้ความสามารถ กล้าแสดงออก เพียงแต่ขาดเวทีที่เหมาะสมกับตัวเขาเท่านั้น

เมื่อได้จัดรายการแมส มีผู้จัดรายการที่เป็นแม่เหล็ก และตัวเขาก็เติมเต็มได้อย่างเหมาะเจาะ ก็ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน

แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของคนเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลาและมีคู่หูที่เหมาะสม ก็จะเปล่งประกายฉายแสงแรงกล้า

จากดาวเคราะห์กลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง

ถึงวันนั้นก็จะบินสูงได้

ดังนั้น ปลื้มจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาของสรยุทธต่อไป

ส่วนจะประสบความสำเร็จขนาดไหนนั้น ในระยะยาวคงไม่อาจประเมินได้

ส่วนระยะสั้น ดังเป็นพลุแตกครับ

จัดมาเกือบ 10 ปี ไม่มีใครรู้จัก
จัดกับสรยุทธไม่กี่เดือน

กลายเป็นบุรุษเนื้อหอมแห่งปี

คิดถึงเพลงหมีแพนด้าจังเลย

Published in: on August 29, 2007 at 12:05 am  Comments (11)  

ผู้สร้าง

ในเทพนิยายสมัยใหม่ ผู้สร้างแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ศิลปินผู้ฉุนเฉียวไปจนถึงนักประดิษฐ์สติเฟื่อง

รูปลักษณ์อย่าง Karl Lagerfeld, Steven Spielberg และ Yoko Ono ล้วนแล้วแต่ดึงพลังอำนาจจากต้นแบบ(archetype)ที่หนุนหลังโฉมหน้าลี้ลับนี้อยู่

ผู้สร้างเหล่านี้มักจะได้รับความเคารพนบนอบมากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะพวกเขาสร้างสิ่งมหัศจรรย์อันน่าหลงใหล

ในบทนี้ เราจะเห็นต้นแบบผู้สร้างซึ่งอยู่เบื้องหลังเทพนิยายสมัยใหม่ของผลิตภัณฑ์ใหม่และความนิยมชมชื่นที่ผู้คนมีต่อบุคลิกของคนในแวดวงบันเทิงจำนวนมาก

• สารสากลเกี่ยวกับรูปลักษณ์นี้ : ผู้สร้างเป็นตัวแทนของสารสากล(universal message)ของแรงบันดาลใจเชิงสร้างสรรค์และพลังแห่งจินตนาการ

• ข้อสรุปที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย : ผู้สร้างคือภาพของพลังแห่งการประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์ เมื่อใดก็ตามที่รูปลักษณ์นี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ชมจะเข้าใจโดยสัญชาตญาณทันทีว่านวัตกรกรมกำลังเกิดขึ้น และเนื่องจากจินตนาการไร้ขอบเขต จึงไม่มีข้อจำกัดทางด้านโอกาสที่เกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์นี้

เนื่องเพราะกิจกรรมของผู้สร้างค่อนข้างหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ผู้สร้างจะเห็นได้ชัดในหลายรูปแบบ โฉมหน้านี้ถูกแสดงออกตลอดยุคสมัยในฐานะศิลปินบ้าคลั่ง Michelangelo แกะสลักหินอ่อนในยุคฟื้นฟูวิทยาการหรือในยุคสมัยใหม่เช่น Jackson Pollack ละเลงสีบนผืนผ้าใบ แต่ทว่าผู้สร้างก็สามารถสวมบทของผู้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่หรืออัจฉริยะคอมพิวเตอร์ผู้สร้างระบบปฏิบัติการสมัยใหม่

พวกเขาเชื่อมชุดความต่อเนื่องของพลวัตของต้นแบบนี้โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางการแสดงออกของผู้สร้างด้วยการสร้างสรรค์และจินตนการซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง

แรงบันดาลใจคืออีกปัจจัยหนึ่งที่เชื่อมต่อผู้สร้างทุกประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

Published in: on April 9, 2007 at 7:13 pm  Comments (1)  

เรียนรู้จากยอดคนสามก๊ก วิถีเล่าปี่

liubei.jpg

strong>เล่าปี่ไม่ใช่ตัวละครที่มีคนชอบในสามก๊กมากที่สุด

ทว่าใครก็ตามที่อยากจะสร้างตัว นอกจากจะศึกษาเถ้าแก่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรเอาอย่างเล่าปี่

ตอนที่แล้วได้อารัมภบทถึงเล่าปี่ในด้านการบริหารและการจัดการมาแล้ว

ขอสรุปวิถีเล่าปี่ในเชิงกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ให้เห็นชัดๆ

1 Image คือทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเล่าปี่สร้างตัวจากไม่มีอะไร

ในยามกลียุค เกิดศึกสงครามทั่วแผ่นดินนั้น ใครก็สามารถสร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ หากรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ

เล่าปี่คงไม่รู้หลักการตลาดในทางทฤษฎี ทว่าในภาคปฏิบัติแล้ว เขาคือปรมาจารย์

การตลาดที่เล่าปี่ใช้ก็คือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth Marketing
ในยามสื่อทั้งหลายยังไม่เจริญ การใช้ปากคนพูดต่อๆไปนั้น จะได้ผลดีที่สุด

ถ้าจะให้คนพูดถึงตัวเองในแง่ดี ก็ต้องวางตัวและประพฤติปฏิบัติให้คนเห็นว่าเป็นคนดี

ยุคสามก๊กเป็นยุคที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ยากที่มวลชนจะฝากผีฝากไข้ไว้กับผู้ปกครองคนหนึ่งคนใดได้

เล่าปี่วางตัวเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แย่งยึดเมืองจากคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสกุลเดียวกันอย่างไร้คุณธรรม ทั้งๆที่ในยุคนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้

การทำตัวมีคุณธรรม แม้จะทำให้ “ต้นทุน” การตั้งตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในเชิงภาพลักษณ์แล้วได้เต็มๆ

ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ผู้มีคุณธรรม จิตใจโอบอ้อมอารี เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์
นี่เอง ทำให้ชนะใจมวลชน เมื่อจะทำการใหญ่ก็ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ท้ายที่สุดเล่าปี่ก็คือนักการเมืองผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับโจโฉ เพียงแต่เลือกเดินคนละสายเท่านั้น

เล่าปี่เลือกเดินสายพิราบ สมานฉันท์ สันติภาพ

เล่าปี่ไม่สามารถเดินสายเดียวกับโจโฉ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความสำเร็จของเล่าปี่ คือความสำเร็จของการตลาดภาพลักษณ์(Image Marketing)

ตัวตนจริงๆของเล่าปี่จะเป็นอย่างไรไม่มีใคร แต่เมื่อประชาชนมองว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม

ภาพลักษณ์นี้ก็จะติดตัวเขาตลอดไป

2. มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้มีสติปัญญาเหนือตน

ผู้ประกอบที่เริ่มตั้งตัวนั้น ต้องมีปณิธาน ต้องการตั้งตัวเป็นใหญ่

มีความฝัน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถ ตลอดจนกระทั่งบุคลากรเพียบพร้อมหรือไม่

จุดที่ทำให้ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปไม่ถึงไหนก็คือคนแวดล้อมนั้นล้วนแต่เป็นผู้ประจบสอพลอ ทำให้ไม่สามารถสานฝันจนถึงฝั่งได้

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ไม่รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน

เล่าปี่รู้ตัวดีว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่นๆแล้ว ตนนั้นเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีจุดแข็งน้อยมาก

จุดแข็งเด่นๆของเล่าปี่มีเพียงสองประการเท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรม และมีศิลปะในการครองใจคน

ทว่าหากจะตั้งต้นเป็นใหญ่ จุดแข็งทั้งสองประการไม่เพียง

ต้องมีสติปัญญาเหนือคน เพราะในยุคสามก๊ก ไม่ได้รบกันด้วยกำลัง ไม่เช่นนั้นลิโป้คงเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

เมื่อเล่าปี่สำนึกว่าตนนั้นด้อยสติปัญญา ก็ไม่ฝืน พยายามหาผู้มีสติปัญญามาเป็นกุนซือ

เพราะรู้ว่าการมีสามทหารเอก กวนอู เตียวหุย จูล่ง ไม่เพียงพอกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ เขายังขาดมันสมองใหญ่ในการกำหนดแผนรบและครองแผ่นดิน

เขาแตกต่างจากโจโฉที่ทั้งมีความสามารถในการรบและวางแผนการรบด้วยตัวเองได้

ขณะที่เล่าปี่ไม่มีในสิ่งที่โจโฉมี จึงต้องหาคนมากระทำการแทน

การเพียรพยายามไปเยือนกระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกุนซืออย่างสูง เพราะก่อนหน้าเขาเห็นว่าการรบอย่างมีแผน กับการรบอย่างไร้แผนนั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อชีซีและสุมาเต็กโช ให้การยกย่องขงเบ้งอย่างสูง

เขาจึงเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับพญามังกรแห่งเขาโงลังกั๋งมากๆ ทั้งๆที่ขงเบ้งอายุเพียง 27 ปีและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

ทว่าเล่าปี่ก็พร้อมมอบอำนาจให้ขงเบ้งเป็นซีอีโอ

ส่วนตนเองนั่งเก้าอี้ Chairman

ถ้าเขาใช้คนผิด ก็อาจล่มสลาย

ถ้าใช้คนถูก ก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Published in: on March 26, 2007 at 5:02 pm  Comments (21)  
Tags:

เรียนรู้จากสามก๊ก ตอน (1) การสร้างตัวของเล่าปี่

สามก๊กฉบับภาษาังกฤษ ว่ากันว่าใครอ่าน “สามก๊ก” สามจบ คบไม่ได้

ประโยคนี้แสดงว่าสามก๊กนั้นเป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม คนที่อ่านมากถึงสามครั้ง ย่อมซึมซับเพทุบายต่างๆไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะตัวละครสำคัญในสามก๊กนั้นมากเล่ห์เพทุบาย

อ่านมากๆเข้าก็อาจจะคิดแบบโจโฉเข้าสักวัน

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา

อันนี้ก็เป็นประโยคที่ติดปากเหมือนกัน

ผมเคยถามผู้บริหารหลายคนว่าชอบตัวละครใดในสามก๊กมากที่สุด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมิศักดิ์ ตอบว่า “เล่าปี่”

นอกจากนั้นแล้ว ผมก็ยังมองนักธุรกิจระดับ tycoon ด้วยว่าเขาเป็นตัวละครใดในสามก๊ก

กล่าวสำหรับคุณก่อศักดิ์นั้น เมื่อละครที่เขาชอบมากที่สุดคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นพระเอกในสามก๊ก ก็เป็นไปได้ว่าเขามองว่าธนินท์ เจียรวนนท์ นายใหญ่ของเขานั้นคือเล่าปี่

ส่วนตัวเขาอาจจะเปรียบเทียบได้กับอะไร ก่อศักดิ์ไม่ยอม แต่ถ้าจะให้เดาอาจเป็น “ขงเบ้ง”

วันนี้จะเขียนถึงภูมิปัญญาจากสามก๊ก โดยจะหยิบตัวละครทีละตัวจากพงศาวดารจีนเรื่องนี้มาเขียนถึงเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ โดยกล่าวถึงตัวละครเล่าปี่

อาจจะมีคนเขียนถึงเล่าปี่มามาก

หลายคนถึงกับ “ดูเบา” เพราะในบรรดาเจ้าก๊กทั้งสามนั้น เล่าปี่อาจดูด้อย เมื่อเปรียบเทียบกับโจโฉ และไม่เด่นอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบกับซุนกวน แต่ผมกลับมองอีกมุม

ถามว่าเล่าปี่คือตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดใช่ไหม

ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่

ตัวละครที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือขงเบ้ง

ส่วนตัวละครที่ผมพยายามศึกษานิสัยใจคอมากที่สุดคือ โจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวละครที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตจริงๆ เป็นตัวละครที่คุณผู้อ่านอาจจะพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วก็เป็นได้ ทว่าอาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเป็นโจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวโกง คงไม่มีใครสรรเสริญเยินยอตัวโกงเป็นแน่

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่มีใครแสดงว่าตัวเองเป็นโจโฉ

แต่ถ้าให้คุณหญิงหมอพรทิพย์ตรวจดีเอ็นเอ จะพบว่าเป็นโจโฉ

กลับมาที่เล่าปี่

เล่าปี่เป็นคนที่สร้างตัวเองคนที่ไม่มีอะไรเลย

ฝรั่งจะเรียกว่า Create Something out of Nothing

หรือที่เราเรียกจีนโพ้นทะเลที่สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่ว่ามีแค่เสื่อผืนหมอนใบเท่านั้น

คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าจนกลายเป็นหนึ่งในสามฮ่องเต้นั้น ไม่เก่งก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ที่สำคัญก็คือเล่าปี่ไม่ใช่คนที่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ว่าจะเชิงบุ๋นหรือเชิงบู๊

รบก็รบไม่เก่ง

วางแผนก็ไม่ใช่จุดแข็ง

เช่นนั้นแล้ว เล่าปี่ขึ้นเป็นใหญ่ได้อย่างไร

สิ่งที่เล่าปี่มีก็คือ “ภาพลักษณ์ที่ดี” และความเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ที่แม้จะห่างจากพระเจ้าเหี้ยนเต้เหลือเกิน แต่เล่าปี่ก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ทว่าไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปประกาศว่าตนเป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าไม่มีคนยอมรับล่ะ ไม่หน้าม้านรึ

คนเรานั้นหากจะคิดทำการใหญ่ได้ต้อง “สะสมคนเก่ง”

การที่เล่าปี่ซึ่งเป็นลูกคนทอเสื่อขาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู เตียวหุย โดยที่มีปณิธานตรงกัน ถือว่าเป็นการมองคนขาด เพราะในเวลานั้นทั้งกวนอู เตียวหุย ก็ยังไม่ได้สร้างวีรกรรมลือลั่นแต่อย่างใด

เล่าปี่คงมีลักษณะดึงดูดบางประการ ถึงทำให้จูล่ง มาเป็นทหารเอกคู่ใจ

จุดเด่นของเล่าปี่ก็คือเป็นคนมีภาพลักษณ์

เล่าปี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ความเป็นคนโอบอ้อมอารี มีเมตตา และเป็นเชื้อพระวงศ์(แม้จะปลายแถวก็ตามที) ได้กลายเป็น Positioning ที่แข็งแกร่ง ที่ยากจะหาใครเทียมทานในช่วงเวลานั้น

แม้เล่าปี่จะมีเชื้อพระวงศ์ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว เขาคือลูกชาวบ้าน ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่คิดการใหญ่

ทว่าเล่าปี่สามารถแปลงจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้

การที่เขามาจากลูกชาวบ้านนั้น ทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านต้องการผู้ปกครองแบบไหน เขาจะเป็นผู้ปกครองในฝันของชาวบ้าน

Positioning เช่นนี้ได้ขจรขจายไปแบบปากต่อปาก ไม่เพียงชาวบ้านจะรัก บรรดาผู้มีฝีมือต่างเข้าด้วยกับเล่าปี่ไม่น้อย

และเป็นเหตุให้ได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือในเวลาต่อมา

ความที่เล่าปี่เรียนไม่เก่ง ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหาปราชญ์

การไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ทำให้เขาเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่แสดงออกทางใบหน้า

อย่างไรก็ตาม โจโฉกลับหวาดเกรงเล่าปี่มากที่สุด

เพราะมองว่าคนอย่างเล่าปี่นั้นคิดการใหญ่ สะสมคนดีมีฝีมือ

อาจจะเป็นภัยต่อตนในภายภาคหน้าได้

Published in: on March 16, 2007 at 8:27 am  Comments (9)  

คำแนะนำของ Donald Trump ต่อความสำเร็จในปี 2007

Donald Trump – ประธานกรรมการ Trump Organization
หมกมุ่นกับคำตอบ … ไม่ใช่ปัญหา

ความสำเร็จ ย่อมบ่มเพาะความสำเร็จต่อ

มันจะทำให้คุณสูงขึ้น และดึงดูดความสำเร็จเข้ามาเหมือนแม่เหล็ก

ผมเป็นคนคิดเชิงบวก ซึ่งพยายามตรวจสอบโลกแห่งความจริงเสมอ ๆ

… ลบสามารถกลายเป็นบวก

… ปัญหานั้นแก้ได้

… ย่ำแย่ก็พลิกเป็นยอดเยี่ยมได้

ภาพความสำเร็จที่เราอยากให้เกิดขึ้นนั้นสำคัญ ทว่าความสามารถในการเน้นไปที่คำตอบ แทนที่จะเป็นปัญหานั้นสำคัญกว่าอีก

ถ้าคุณคิดเช่นนั้นได้ คุณจะไม่มีทางคิดเหมือนผู้แพ้

และก็จะไม่ดูเหมือนผู้แพ้ด้วย

Published in: on February 5, 2007 at 6:47 pm  Comments (28)  

ขาลงสรยุทธ

ขาลงสรยุทธ

“ไม่มีปัญหาอะไร ก็ว่าไปตามกระบวนการเท่านั้นเอง ผมตัดสินใจเองที่จะเดินไปลาผู้ใหญ่เพราะสังคมไทยไปลามาไหว้และก็ไม่มีอะไรในทางส่วนตัวกันเลย เป็นการจากกันด้วยดีแล้วก็ไปอำลาไปขอบคุณ แล้วผมก็ยังรักอสมท. วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสแต่วันนี้อยากจะหยุดพักผู้ใหญ่ก็เข้าใจ”

สรยุทธ สุทัศนะจินดา ให้สัมภาษณ์ช่วงปลายปี 49 ภายหลังตัดสินใจไม่ขอจัดรายการถึงลูกถึงคน และคุยคุ้ยข่าวต่อที่สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ช่อง 9

หลังการรัฐประหารในเดือน ก.ย.49 และอสมท.ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารและบอร์ด มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางว่ารายการของสรยุทธ์น่าจะถูกปรับ

อย่างน้อยที่สุดคือลดเวลาการออกอากาศลงมา

มากที่สุดคือถูกปรับผังออกไปเลย

เขาตัดสินใจเลิกจัด แล้วไปเพิ่มการจัดรายการ “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” ที่ทางช่อง 3 ท่ามกลางกระแสข่าวว่าช่อง 3 พยายามดึงตัว

“คือผมอยู่ช่อง 3 อยู่แล้วนะ ไม่ได้เป็นการดึงเลยนะ เรื่องเล่าเช้านี้จริงๆ ผมทำก่อนถึงลูกถึงคนที่ช่อง 9 ด้วยซ้ำ ทำก่อน 1 วันแล้วที่ออกมาจากที่ทำงานเก่าเมื่อคราวนู้นเมื่อเกือบ 4 ปีก่อนก็ออกมาช่อง 3 นะ เพียงแต่ว่าออกมาช่อง 3 ปุ๊บสักพักก็อยากจะหาเวทีที่มันเป็นทอล์กหนักๆ ก็เลยไปช่อง 9″

ส่วน กนก รัตวงศ์สกุล คู่หูคุยข่าวของเขา ก็แยกไปตามเส้นทางของตัวเอง และดูท่าจะงานชุกชุมขึ้นจากฐานชื่อเสียงที่ตัวเองมีอยู่ และการได้เวลาจัดรายการโทรทัศน์ทางฟรีทีวีที่มากขึ้นของเนชั่น

มาทบทวนเส้นทางอาชีพของสรยุทธ์กันดูซะหน่อยดีกว่า

สรยุทธ สุทัศนะจินดา นั้นจบการศึกษา นิเทศศาสตรบัณฑิต (วารสารศาสตร์) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (เกียรตินิยมอันดับที่หนึ่ง) เริ่มทำงานเป็นนักข่าว สังกัดหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ในปี 2531 เงินเดือนขณะนั้น คือ 4,000 บาท โดยทำข่าวสายรัฐสภาเป็นเวลาสองปี และทำข่าวสายทำเนียบรัฐบาล อีกสองปี ต่อมาในปี 2535 ได้ประจำในกองบรรณาธิการ ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าข่าวการเมือง และในปี 2537 ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นหัวหน้าข่าวการเมือง ในปี 2540 ได้มาเป็นบรรณาธิการข่าว

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการได้วิเคราะห์ข่าวในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ช่องไอทีวี (ซึ่งขณะนั้นกลุ่มเนชั่นรับผิดชอบการผลิตข่าว) ตรงนั้นทำให้ผู้เรือนล้านได้รู้จักเขาเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งสามารถซึมซับบุคลิกภาพและลีลาการจัดอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคนข่าวหน้าจอโทรทัศน์คนอื่น ๆ ได้

เมื่อเนชั่นตั้งสถานีข่าว 24 ชม.ของตัวเอง (ช่วงแรกออกอากาศผ่านทางยูบีซี) สรยุทธ์ก็ได้จัดรายการ 2 รายสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของรายการสำคัญอย่างคุยคุ้ยข่าวและถึงลูกถึงคน

เก็บตกจากเนชั่น … รายการคุยข่าวตอนเช้า ที่จัดกับกนก

และ คม-ชัด-ลึก … รายการทอล์กหนัก ๆ จัดตอนดึก ๆ

ซึ่งสร้างฐานผู้ชมได้พอสมควร

เมื่อเนชั่นแชนแนลจะไม่ออกอากาศทางยูบีซีต่อ ก็มีผู้บริหารฟรีทีวีเห็นแววสรยุทธ์ และชักชวนไปทำรายการ จนเกิดมีปัญหากับทางต้นสังกัดอย่างเนชั่น

จุดพลิกผันคือตอนที่ตัดสินใจลาขาดจากเนชั่น มาอยู่ “ฟรีทีวี”

ช่อง 3 ได้ชวนเขามาทำรายการคุยข่าวสบาย ๆ ตอนเช้า อย่าง “เรื่องเล่าเช้านี้” ได้ทดลองจัดรายการเกมโชว์ “กล่องวิเศษ” และรายการทอลก์สบาย ๆ “จับเข่าคุย” ก็ไม่เกิด จึงเหลือไว้เพียงรายการแรก

“ยุทธ์ นายต้องจัด tough talk”

อดีตผอ.มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ แห่งโมเดิร์นไนนท์ กล่าวกับเขา และเป็นที่มาของถึงลูกถึงคนทางช่อง 9

ก่อนจะเพิ่มคุยคุ้ยข่าวเข้าไปอีกในเวลาต่อมา

ซึ่งยิ่งทำให้ชื่อสรยุทธ (บวกกนกด้วย) ดังทะยานขึ้นไปอีก

ทำให้นอกจากการเป็นผู้ดำเนินรายการ สรยุทธ ยังดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด (ผลิตรายการโทรทัศน์) และ บริษัท ชัดถ้อยชัดคำ จำกัด (รับจัดงานและกิจกรรม) ด้วย

ความดังของเขาไม่ธรรมดาจริง ๆ

ออกหนังสือเล่มแรก “กรรมกรข่าว” ก็ขายได้เป็นแสน ๆ เล่ม มีเวปไซต์ของตัวเอง (www.sorayut.net) รวมทั้งที่แฟน ๆ ทำให้ (www.sorayutfanclub.com)

หรือกระทั่งรายการ “แฟนพันธุ์แท้” สรยุทธด้วย

อย่างไรก็ตาม ชีวิตมีขึ้นย่อมมีลง

ราวเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท ตรวจพบว่า บริษัท ไร่ส้มฯ ของนายสรยุทธ ค้างรายได้จากการโฆษณา เป็นเงินเกือบ 100 ล้านบาท

ทำให้ความรู้สึกของมวลชนที่มีต่อสรยุทธหม่นหมองไป

มีสื่อฉบับหนึ่งไปสัมภาษณ์สรยุทธ์ว่า การที่เขาเป็นพิธีกรชื่อดังและทำงานอยู่ในวงการสื่อโดยตรงแต่กลับมีข่าวในแง่ลบออกมาอยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ เขาคิดว่าข่าวมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของตนเองหรือไม่

เจ้าตัวอึ้งไปเล็กน้อย และไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวโดยขอตัวทันที ได้กล่าวแต่เพียงว่า

…”สวัสดีปีใหม่นะทุกคน”…

บทวิเคราะห์

ชื่อสรยุทธ ถือว่าเป็นแบรนด์ไปแล้ว นับตั้งแต่มาจัดรายการถึงลูกถึงคนและคุยคุ้ยข่าวให้โมเดอร์นไนน์

สรยุทธก้าวสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพเร็วเกินไป เพียงชั่วระยะไม่กี่ปีหลังจากตัดสินใจทิ้งเนชั่น รังเก่ามาอยู่ช่อง 3 และช่อง 9 รวมไปถึงการเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการตั้งบริษัทไร่ส้ม ทำรายการคุยคุ้ยข่าว 7 วันในช่วงเวลาไพร์ไทม์และได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดจากอสมท.

ชั่วพริบตาเดียวสรยุทธ์เปลี่ยนสถานะจากนักข่าวที่เป็นลูกจ้างประจำเนชั่น กลายเป็น “เสี่ยสรยุทธ” ที่มีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อเดือน

สาเหตุที่เขาเติบโตอย่างรวดเร็วก็เพราะได้โอกาสจากสุทธิชัย หยุ่น ให้มีพื้นที่ในการออกจอทีวี ในช่วงวิเคราะห์ข่าวทางไอทีวี ช่วงไพร์มไทม์

แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ทว่าด้วยบุคลิกดุดันและการวิเคราะห์ที่คม ทำให้สรยุทธ์สามารถสร้างตัวเองได้ระดับหนึ่ง จนกระทั่งเป็นจุดขายของเนชั่น

เมื่อเนชั่นต้องระเห็จจากไอทีวีไปอยู่ยูบีซี 8 นั้น เขาก็ไปทำรายการคม ชัด ลึก กระทั่งมีแฟนประจำกลุ่มใหญ่

เรื่องเล่าเช้านี้ ทำให้สรยุทธแจ้งเกิดได้ทางฟรีทีวี และได้สร้างรูปแบบการเล่าข่าวทางฟรีทีวี จนเกร่อ

สรยุทธได้ขยายตัวเองจากตลาดเฉพาะไปสู่ตลาดมวลชน จากข่าวการเมืองไปสู่ข่าวชาวบ้านร้านตลาด

การไม่พาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมทำให้สรยุทธไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควรจะเป็น

เมื่อมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผอ.อสมท.ในเวลานั้นเห็นแวว จึงเสนอให้เขาทำรายการประเภท Tough Talk ซึ่งมิ่งขวัญเห็นว่าเหมาะกับบุคลิกของเขามากกว่า “เรื่องเล่าเช้านี้”

ถึงลูกถึงคน ทำให้ Positioning ของสรยุทธชัดเจนยิ่งขึ้น เรตติ้งพุ่งกระฉูด

และเขากลายเป็น “เสี่ย” ทันทีเขาได้เวลาไพร์มไทม์ 7 วันจากอสมท. ทำรายการประเภทแบ่งรายได้ จากการจัด “คุยคุ้ยข่าว” ที่ได้พาร์ทเนอร์เก่า กนก รัตน์วงศ์สกุล ความไม่ลงตัวในช่วงเช้า ทำให้เขา “ลงตัว” ในคุยคุ้ยข่าว

การขึ้นถึงจุดสูงสุดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ก็ย่อมอิ่มตัวเร็วเป็นของธรรมดา ตามวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไร้ผู้อุปถัมภ์เสียแล้ว ก็ยากที่จะรักษาเวลาทองนั้นเอาไว้ได้

จุดอ่อนอย่างมากก็คือการค้างเงินอสมท. ซึ่งบริษัทก็อาจจะค้าง แต่ก็ไม่เป็นประเด็นใหญ่โตที่ผู้คนให้ความสนใจมากเท่านี้

แม้จะหาเงินมาชำระแล้วก็ตาม แต่อสมท.ก็ยังดำเนินเรื่องต่อไปโดยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในเรื่องการบริหารงานในงานกิจการทั่วไป และการบริหารงานในเชิงธุรกิจของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยมี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นประธาน โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1.สอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีต่างๆ เกี่ยวกับการทุจริต หรือการบริหารงานบกพร่องกรณีรายการ “คุยคุ้ยข่าว” รวมทั้งกรณีธุรกิจอื่นๆ ตลอดจนการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้น พนักงานหรือรัฐ 2.เรียกเอกสาร พยานหลักฐานและบุคคลใดๆ มาให้ข้อมูล หรือกระทำการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้การสอบสวนบรรลุผลโดยเร็ว

3.สอบสวนสาเหตุที่เกิดปัญหา พร้อมทั้งเสนอแนะมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้าและมาตรการระยะยาว เพื่อแก้ไขและป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต 4.เสนอมาตรการในการดำเนินการทางวินัยทางแพ่งและทางอาญา กับพนักงานและบุคคลภายนอก เพื่อให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) พิจารณาดำเนินการต่อไป

ดังนั้นแม้สรยุทธจะมีรายการอยู่ที่ช่อง 3 ก็ตาม ทว่าตราบใดที่ผลการสอบสวนยังไม่ออกมา ผู้คนก็ยังคลางแคลงใจในตัวสรยุทธ

ถ้าผลสอบออกมาเป็นผลบวกก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นผลลบ(ซึ่งผลการสอบนั้น พล.อ.ประทิน กล่าว “มีการทุจริตอย่างแน่นอน เพราะมีการโฆษณาเกินกว่าเวลาที่ทำไว้ในสัญญา โดยการสอบสวนนี้ได้สอบพยานเอกสาร สอบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการร่วมมือในการทุจริต ซึ่งผู้เกี่ยวข้องก็รู้อยู่ว่า เป็นการทุจริต แต่ก็ยังร่วมกันกระทำความผิด” ก็ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์การเป็นสื่อมวลชนทีวีของเขา ซึ่งภาพลักษณ์มีส่วนสำคัญมากๆ

อนึ่ง การกลับไปจัดรายการที่ช่อง 3 อย่างดีก็เท่ากับเป็นการประคองตัวเท่านั้น เพราะรูปแบบรายการ คู่หู และช่วงเวลาย่อมสู้ช่อง 9 ไม่ได้ อีกทั้งช่อง Positioning คือบันเทิง ข่าวย่อมไม่อยู่ในใจคนดู แม้จะมีเรตติ้งสูงในช่วงเช้าก็ตาม เพราะช่อง 3 พยายามทำให้ข่าวเป็นบันเทิงมากเกินไปซึ่งขัดกับบุคลิกของสรยุทธ์ที่ถึงลูกถึงคน

คนที่จะรับผลดีไปนั้นคือหม่อมปลื้ม คู่หูคนใหม่ทางช่อง 3

เพราะหม่อมปลื้มอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” (ถ้ารู้จักแยกแยะความเป็นพิธีกรและลูกรมว.คลัง)

ส่วนสรยุทธต้องรู้จักประคองตัวให้ดี

หาโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคมให้บ่อยและมากกว่าที่ผ่านๆมา

Published in: on February 2, 2007 at 6:01 pm  Comments (28)  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.