Nike Model

และก็มีอีกโมเดลหนึ่งก็คิอ โมเดลของไนกี้

Nike สร้างแรงบันดาลใจทางด้านกีฬาให้กับคนทั่วโลกผ่านแคมเปญที่ว่า “If you have a body you are an athlete”

Nike กับ Adidas นั้นแตกต่างกัน Adidas มีเทคโนโลยีในเรื่องของการผลิตรองเท้ากีฬาสูงมาก

อาจจะเรียกได้ว่าสูงกว่า Nike ก็ได้

แต่ทำไม Nike ประสบความสำเร็จมากกว่า Adidas

ก็เพราะว่าไนกี้เปลี่ยนรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น

ถ้าเป็นรองเท้ากีฬา คนที่สวมก็คือนักกีฬา

แต่ว่าเป็นรองเท้าแฟชั่นนั้น เราใส่กันได้ ใครๆ ก็ใส่ได้

ตลาดเป้าหมายก็ใหญ่กว่าเดิมมาก

ไนกี้จึงคอนโทรลส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก

ไนกี้ผลิตรองเท้าเพื้อตอบสนองความต้องการที่มีลักษณะจำเพาะของนักกีฬาแต่ละประเภทในยุคต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเรื่องกลศาสตร์ทางชีวภาพ สรีระทางการออกกำลังกาย วิศวกรเชิงอุตสาหกรรม ทำให้ไนกี้เป็นองค์กรที่มีทีมงานมากมาย

แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ไนกี้ประสบความสำเร็จก็คือ “การทำรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น”
ในระยะหลังนี้ อาดิดาสเองก็ปรับให้รองเท้าอาดิดาสสามารถเป็นรองเท้าที่คนทั่วไปใส่ได้ด้วย

Barnes & Noble เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

นึกภาพง่ายๆ ก็คือ ขนาดของใหญ่เท่าๆ กับร้านคิโนะคุนิยะ แต่มีสาขาเยอะเหมือนกับซีเอ็ด

Barnes & Noble เจอคู่แข่งที่ไม่เคยคาดคิดอย่าง Amazon

เขาก็ต้องปรับตัวโดยการทำให้ร้านเป็นเหมือนกับห้องสมุดสาธารณะ

ธรรมดาคนขายหนังสือก็ไม่อยากให้คนอยู่ในร้านหนังสือนานๆ เหมือนร้านกาแฟและร้านอาหารก็อยากให้คนเข้าออกเร็วๆ

แต่สตาร์บั๊คส์ทำตรงกันข้ามให้คนนั่งแช่อยู่ในร้าน

Barnes & Noble ก็เช่นเดียวกัน ทำให้คนอยู่ในร้านนานๆ โดยการปรับให้ร้านเสมือนกับเป็นห้องสมุด
โดยการจัดเก้าอี้ให้นั่ง เชิญนักเขียนมาพบลูกค้าเวลาออกหนังสือใหม่ มีกาแฟขายในร้าน และอนุญาตให้ลูกค้าหยิบหนังสือหรือวารสารอ่านได้พร้อมๆ กับจิบกาแฟ

Barnes & Noble ไม่ได้มองร้านของตนเองเป็นเพียงร้านขายหนังสือ แต่มองว่าเป็นศูนย์กลางทางสังคม (Social Hub) เหมือนกับสตาร์บั๊คส์ แต่ว่าสตาร์บั๊คส์ขายกาแฟแถมหนังสือให้คนอ่าน

แต่ที่นี่ขายหนังสือมีกาแฟให้คนดื่ม…

Published in: on February 3, 2007 at 4:06 pm  Comments (18)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/02/03/nike-modek/trackback/

RSS feed for comments on this post.

18 CommentsLeave a comment

  1. ตั้งแต่ผมเป็นคนไทยมา 30 กว่าปี ผมยังไม่เคยพบว่านักการเมือง หรือนักธุรกิจ ทำอะไรเพื่อสังคมไทยอย่างแท้จริงเลย ไม่เคยมี บริษัทไหนบริจาคเงินจากกำไร สร้าง มหาลัย และ โรงพยาบาล เพื่อสังคมอย่างจริงจัง
    นักการเมืองก็แทบจะไม่มีผลงานด้านบวกมีแต่ด้านคอรัปชั่น ถ้าเราไม่มีพ่อหลวงของเรา ซึ่งเสียสละเพื่อสังคมไทย อย่างไม่มีอะไรเปรียบได้ สังคมไทยอาจจะล้าหลังกว่า ลาว เขมร หรือ พม่า ก็ได้ เพราะที่ผ่านม่ประเทศไทยโตตามกระแสโลก ไม่ได้เพราะความสามารถของใครเลย ยกเว้น พ่อหลวงของเรา
    ธุรกิจเราจะไปสู่อะไรเขาได้เพราะ รัฐบาลเราไม่ทันเขาเราเพี่ยงแต่เรียนรู้ทฤษฎี เพราะเราไม่เคยได้ลองปฏิบัติเนื่องจากธุรกิจตกอยู่กับ คนเพียง กลุ่มคน 10 % ของคนไทย สังคมไทยแต่ต่างกันมาก

  2. เห็นด้วยกับคุณครับ

    ทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ได้เพราะในหลวง

    “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล”

  3. อยากทราบว่าบริษัทไทยที่เป็นตัวอย่างที่ใช้แนวทางnike wayมีบ้างไหมครับ

  4. พีธันยวัชร์ ชื่อหัวเรื่อง Nike Model ครับ. ฮิ ฮิ
    มาอ่านตลอด และตามฟังรายการพี่
    อยากให้สามารถโหลด Clip ได้เหมือน podcast เพราะบางวันไม่ได้ฟัง เลยต้องมาฟังผ่านเนตครับ..

  5. Nike VS adidas

    Adidas มีจุดขายที่ ความเป็นมืออาชีพ
    Nike มีจุดขายที่ความทันสมัย และแฟชั่น โดย Nike ประสบความสำเร็จในตลาดโลกอย่างสูง ในการยึดหัวหาดของโรงเท้าสำหรับ Basketball โดยใช้ Nike Air (1982AC) และมี Michel Jordan ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของ NBA เป็น Endoserนั่นคือจุดพุ่งทะยานของ Nike จากนั้น Nike จึงเป็น Brand ในหัวใจของอเมริกันชนผู้หลงใหลใน basketball. ตอนนั้น Adidas ครองตลาดทั่วโลก แต่ Nike เจาะตลาดในอเมริกา ความนิยมของ Nike ถูกส่งกระจายไปทั่วโลก โดยผ่านจากการนำเข้าวัฒนธรรมอเมริกันชนของแต่ละภูมิภาค และโฆษณาแฝงที่อยู่ในภาพยนตร์ Hollywood และ Walt Disney

    จากนั้น Nike ก็ได้พบพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากการใช้ Nike เพื่อเล่นกีฬา เป็นการใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน Nike จึงขยายจากตลาดอุปกรณ์กีฬา เป็นอุปกรณ์กีฬาเพื่อแฟชั่น

    ตอนนั้น ผมเชื่อว่าเจ้าตลาด Adidas รับรู้ถึงความผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และคงไม่ใช่ ความชะล่าใจ ที่ปล่อยให้กระแสความนิยมของ Nike พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หากแต่ adidas ทำไม่ได้ เพราะจุดยืนของ Adidas คือ ความเป็นมืออาชีพ หาก Adidas พลิกตัวตาม Nike ในตลาดแฟชั่น อาจสูญเสียจุดยืนไปได้ และ ผมก็เห็นว่า การที่ adidas ปล่อยให้ Nike ขยายตลาด และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ Adidas ในอนาคต สิ่งที่ Adidas ต้องทำ คือ การปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเงียบๆ และในปี 1996 Adidas ได้เปลี่ยนโลโก้ มาใช้สัญลักษณ์ 3 แถบ (Three-Stripes ) เพื่อสร้างความทันสมัยให้กับ Brand

  6. Interesting fact about Adidas being positioned as technology oriented shoes. In the 1980’s, Nike beat Reebox as the shoe brand for runners while Reebox grabbed the niche of women’s aerobic footwear brand. If you want to be trendy at the gym in the 1980’s, Reebox was it. Now, Reebox must have disappeared from the mind of consumers. Or maybe just in Thailand, Reebox is not doing any major marketing so we don’t hear about Reebox much. What do you think?
    I like the concept you offered for Barnes and Noble–service as a social hub, something greatly valued by westerners who don’t live in extended family system as most Thais still do. If a Barnes and Noble comes to Thailand, I don’t think Thais care about this as much as another competitor which sells commodities cheaper.

  7. เข้ามาขอบคุณครับ
    ติดตามรายการตลอดครับ

  8. ต่อ

    และในปี 2005 ข่าวการควบรวมกับ Brand Reebox ซึ่งAdidas จะใช้ Reebox เจาะตลาด USA และตลาดกีฬาเฉพาะที่ Adidas ไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน Adidas ก้ขุดโลโก้เดิมที่มความคลาสสิคกลับเข้ามาในตลาดแฟชั่น โดยแยกช่องทางการจำหน่ายอย่างชัดเจน

    ขณะที่ทั้ง 2 แบรนด์ มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ก็ได้ทำให้เกิดผลเสียที่ตามเช่น การออกสินค้ามากเกินไป ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง (เหมือนกับ case ตลาดมือถือ) การขยายกำลังผลิต ทำให้เทคโนโลยีการผลิตรั่วไหลไปสู่แหล่งผลิตทั่วโลก เช่น จีน และ แอฟริกา จึงเกิดสินค้า copy ขึ้นมากมาย ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยที่แต่ละคนต้องการสินค้าที่มีเอกลักษณ์ มากกว่าสินค้า Mass product ที่มีอยู่ทั่วไปในตลาด ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ทั้ง 2 แบรนด์อาจต้องจับมือกันเพื่อแก้ไขก่อน

    case Adidas กับ Nike ได้บอกแก่ผู้คิดจะสร้างแบรนด์ทั้งหลายว่า
    การต่อสู้กันไม่ได้หมายความว่าต้องทำลายล้างกัน บางครั้งการเติบโตของคู่แข่ง กลับสร้างประโยชน์ให้กับเราได้เช่นกัน ในสมัย สามก็ก เมื่อทัพวุยก็ก (โจโฉ) พ่ายแพ้ ถูกเผากองทัพนับร้อยหมื่น ขณะที่โจโฉนำกำลังที่แตกพ่ายถอยกลับ จูเก่อว่อหลง (ขงเบ้ง) ได้วางกำลังสกัดตามจุดต่างๆ โดยจุดสุดท้ายได้มอบให้กวนอูเป็นผู้จับโจโฉ เมื่อโจโฉปะทะกับกองกำลังทุกจุด จนมีสภาพที่ไม่สามารถสู้ต่อไป จึงได้พบกับกวนอู แต่กวนอูเห็นแก่บุญคุณในอดีตจึงปล่อยโจโฉไป และกวนอูกลับมารับโทษกับขงเบ้ง ขงเบ้งได้กล่าวว่า “เราทราบดีว่าท่าน (กวนอู) ต้องปล่อยโจโฉไป การดำรงอยู่ของโจโฉนั้น ยังมีความสำคัญต่อแผ่นดิน”

  9. I think about 1990 Reebox launch Reebox pump in Thailand, That really cool basketball shoes, after that Reebox disappeared in the market. I don’t know about this brand. The combination of Adidas and Reebox are not profitable in Thailand market.

    The problem of Barnes and Noble, If their discuss to open store in Thailand are not intend or extended family. The core of problem is Thai people don’t read. They can pay a lot for lottery and mobile phone, but they arn’t spend only 1 penny for book. “How you can open the shop bigger than market?”

    (except Mr. Thunyawat, He is “Bookcoholic”.) Ha Ha

  10. คิดกว่า หากเวลาเปลี่ยนไป ทั้งคู่ก็จะกลับตำแหน่งยืนกันอีกครั้งครับ ไม่น่ามีอะไรยั่งยืน

  11. วันนี้ฟังเรื่องร้องเท้า Nike vs Adidas โอกาสหน้าขอฟังศึกน้ำดำ Coke Vs Pepsi บ้างนะครับ
    จะติดตามชมด้วยใจระทึก

    อัตถพล

  12. ขอบคุณที่ทำให้มีบล็อกดีๆในวันนี้ ขอบคุณที่จะมีเรื่องราวให้อ่านต่อในวันหน้า

  13. เมื่อตอนที่ adidas เข้าตลาดเมืองไทยใหม่ๆ ผมจำได้ว่าก็ซื้อมาใส่เหมือนกัน และใส่เพื่อเป็น
    แฟชั่นนิยม ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักกีฬาแต่อย่างใด รู้แค่ว่าวันรุ่นสมัยนั้นใส่ แด็ด แล้วเท่ห์
    ขณะนั้น Nike ยังไม่ดังเท่าและเข้าตลาดเมืองไทยหลังแด็ด จากนั้นการทำตลาดของ แด็ด
    อาจจะโฟกัสไปที่กลุ่มนักกีฬาอย่างที่คุณธัญฯ และคุณอาทิตย์ว่า เลยทำให้ชื่อเสียงด้านการ
    ใส่แล้วเท่ห์ ใส่แล้วจ๊าบ เป็นแฟชั่นนิยมค่อยๆเลือนหายไปจากการรับรู้ของคนกลุ่มใหญ่
    น่าเสียดายครับ

  14. งงตรงที่ร้านกาแฟให้คนนั่งเต็มร้านแต่ก็ยังขายกาแฟได้ แต่ร้านหนังสือให้คนนั่งอ่านในร้านแล้วยังขายหนังสือได้อีก นั้นคือวัฒนธรรมของคนอเมริกันหรือเปล่าครับ เพราะถ้าเราอยากอ่านหนังสือเล่มนั้นผมก็อ่านจนจบแล้วก็จากไป(คงเพราะผมเป็นคนไทยมั้ง….อ่านฟรี 55555) พิมพ์ซะยาวคือยิ่งให้คนมาอ่านในร้าน ยิ่งขายหนังสือได้เยอะใช่ไหมครับ(ที่อเมริกา) (ขายกาแฟได้เยอะด้วย) 5555
    จบ สวัสดีครับ (เรียนแบบ)

  15. พี่ทำให้ผมมีความรู้เพิ่มมากขึ้นมากๆ เลยครับ รู้จักพี่ตั้งแต่เรียนมหาลัย 10 ปีแล้วมั้งครับ จากที่พี่เขียนในจีเอ็มครับ แล้วก็ตามมาตลอดได้ฟังพี่พูดเต็มๆ กะหูก็ตอนไปเรียน pocket MBA กับ แบรนเอจครับ

  16. ผมว่านะnike รู้และเข้าใจตลาดก่อน adidas นักการตลาดเขาเข้าใจว่าโลกมันเปลี่ยนตลอดและต้องดูกลุ่มเป้าหมายเป้าหลัก ยิ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากและลึกเท่าไรก็เท่ากับว่าประสบผลสำเร็จมากขึ้นและอีกอย่าง Nike สร้างความต้องการต่าง ๆเช่น การโฆษณา ว่ารองเท้าของ Nike ไม่ใช้แค่รองเท้ากีฬาอย่างเดี่ยวเป็นการสร้างและตอบสนองได้มากก่อนและเร็วกว่า adidas เหมือกับที่ซุนวูว่าเราจะสร้างชัยชนะก็ต้องสร้างชนะขึ้นมา(คนที่เคยอ่านซุนวูรองอ่านและเปรียบเที่ยบกับกลยุทธ์ที่ซุนวูบอกประมาณบทที่ 4-6 น่าจะนะ) และกรณ๊ของBarnes & Noble และ สตาร์บั๊คส์ ก็ใช้ CRM กับลูกค้าทำให่ลูกค้ากลับมาอีกผมว่านะการที่ให้ลูกค้าอ่านหนังสือได้ในร้านผมว่าอ่านทุกวันหรือบางวันมันต้องมีวันใดวันหนึ่งที่ต้องซื้อเมือเกิดการซื้อก็ง่ายต่อการทำการตลาดต่อไป
    (ผมวิเคราะห์ประมาณนี้ถ้าใครคิดเห็นอย่างไรก็ตอบกระทู้ได้นะรับได้ทุกอย่างอยากรู้ว่าตนเองวิเคราะห์อย่างไรและขาดอะไรอยากนำมาปรับปรุงครับ)
    ขอความกรุณาด้วยนะครับผม

  17. ผมว่าประเด็นอยู่ที่ Brand Positioning ของ NIKE และ ADIDAS ที่แตกต่างกัน
    ในขณะที่ Adidas การสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ให้ Nike ยอดขายของ Adidas ก็เพิ่มสูงขึ้น
    การตลาดก็เหมือนสงคราม มีระยะสั้น ระยะยาว ซุนวูได้กล่าวว่า แม่ทัพที่ชำนาญในกลยุทธ์การสงคราม จะไม่มีชื่อเสียงมากมาย เพราะจะรบในสมรภูมิที่มีความได้เปรียบเท่านั้น

    บางครั้งเราอาจให้ความสนใจกับผลมากเกินไป อาทิ ชนะ-แพ้ ขายดี-ขายไม่ดี จนบางครั้งเราลืมมองถึงจุดยืน และคุณลักษณะสำคัญของแบรนด์

    ผมเห็นด้วย เลยที่ว่า Barnes & Noble และ Starbuck ใช้ CRM แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การเข้าไปสร้าง Lifestyte ให้กับคนในสังคม อีกเช่นกัน การที่ Starbuck เข้ามาในประเทศไทย ได้สร้าง Lifestyte การดื่มกาแฟให้กับสังคม Starbuck คือเจ้าพ่อในการทำ below the line marketing และถ้า Barnes & Noble เข้ามาในประเทศไทย ต้องสร้าง Lifestyte ที่ว่านี้ให้ได้ก่อน คือ ทำให้คนไทยอ่านหนังสือ

  18. ได้รับไฟล์ตามที่ขอและได้ซื้อหนังสือคุณถามคอตเลอร์ตอบเรียบร้อยแล้วค่ะ
    ขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องเชิญผู้ที่ต้องการจะเป็นผู้ประกอบการเข้าอบรมฟรี”โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่” NEC จัดอบรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กิจกรรมการอบรมเป็นการอบรมการบริหารจัดการธุรกิจ,การให้คำปรึกษาแนะนำ,การศึกษาดูงานธุรกิจต้นแบบ
    กำหนดเวลาการอบรมทุกเสาร์และอาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น.(เริ่มอบรม 21 เมษายน)
    ณ ห้องประชุมสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กรุงเทพฯ
    กำหนดวันรับสมัครและสัมภาษณ์วันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 086-7236253 หรือ 02-7372557
    อบรมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: