เศรษฐกิจพอเพียง ความเห็นจาก inkberry แฟนรายการท่านหนึ่ง

ก่อนอื่นผมขออนุญาตพี่ธันยวัชร์ และ คุณอาทิตย์ พูดถึงเรื่อง นอกเหนือจากประเด็นที่ถูกตั้งขึ้น เนื่องจากผมอ่านบทความ สู้โลกาภิวัตน์ สู้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ได้กรุณาส่งมาให้ เมื่ออ่านแล้วก็จึงเกิดความคิด และได้นำประเด็นนี้ขึ้นมา

ผม และคนไทยทุกคนต่างได้ยิน คำว่า เศรษฐกิจพอเพียงมาแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง ผมก็เกิดความสงสัยว่า เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ แล้วคืออะไร คือระบบเศรษฐกิจ หรือ คือความแนวคิด คือทฤษฎี และที่สำคัญ คือ จะนำมาปฏิบัติได้อย่างไร ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และ มหภาค

ในความเข้าใจของผม เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ ทักษิโนมิค แต่ทั้ง 2 แนวคิด คือวิธีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างระบบทุนนิยมคือรถยนต์ หลักทักษิโนมิค จะไม่ใช่เครื่องบินและเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ใช่เรือ แต่เป็นวิธีการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมที่แตกต่างกัน ขณะที่ทักษิโนมิค ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ทำให้รถยนต์มีความเร็วสูง หากแต่ส่งผลต่อความสึกหรอของเครื่องยนต์ เกิดมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และการสิ้นเปลืองน้ำมัน เศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การใช้รถตามสมถนะของเครื่องยนต์

แน่นอน เรื่องความแรงอาจไม่สามารถสู้กับแบบทักษิโนมิคได้ แต่อายุการใช้งานก็จะมากขึ้น ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็น้อยลง ขณะที่ก็ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ และรถยนต์ก็ยังขับไปได้

หากรถยนต์คันนี้เป็นรถของเราเอง บางคนชอบรถแรง บางคนไม่ชอบ ก็แล้วแต่ หากแต่รถยนต์คันนี้คือประเทศชาติ ซึ่งไม่สามารถขายทิ้ง และซื้อใหม่ได้

ดังนั้น การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
ทักษิโนมิค ให้ความสำคัญต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างมาก โดยเชื่อว่าหาก GDP โตขึ้น ก็จะทำให้ความมั่นใจในศก. ไทยมีมากขึ้น แต่ถ้าเรามาศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า การโตขึ้นของ GDP ที่ผ่านมาเป็นภาวะหลอก โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานความเป็นจริงเลย

GDP นั้นประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ คือ การบริโภค C, การลงทุน I, ค่าใช้จ่ายภาครัฐ G และ มูลค่าการส่งออกสุทธิ (ส่งออกX-นำเข้าM)

จริงๆ แล้วการเติบโตของ GDP ควรเริ่มต้นจากการลงทุน I ของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเกิดการลงทุน ก็จะเกิดการจ้างงาน เมื่อประชาชนมีรายได้(ค่าจ้าง) ก็นำรายได้ไปบริโภค(C )ขณะที่ก็ส่งเงินภาษีกลับเข้ารัฐ และรัฐก็นำภาษีที่ได้ มาบริหารจัดการ สร้างสาธารณูปโภค และให้บริการด้านต่างๆ (G)

ขณะที่หากมีการลงทุนมากขึ้น ก็จะมีผลิตภัณฑ์มากขึ้น หลังจากประชาชนในประเทศบริโภคแล้ว ก็นำที่เหลือส่งออก (X) นี่คือหลักสำคัญของศก.แบบทุนนิยม ซึ่งผมก็มองว่า หากเป็นไปตามนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

ยกตัวอย่างเห็นกันง่ายๆ สมมติว่าผมลงทุนในโรงงานผลิตเก้าอี้พลาสติก นำเข้าเครื่องจักร เปิดโรงงาน จ้างแรงงาน คนงานก็นำค่าจ้างไปกินส้มตำ คนขายส้มตำก็ไปซื้อมะละกอ พริก มะนาว

เมื่อผมผลิตเก้าอี้ออกมาขายคนไทย กำลังการผลิตที่เหลือก็ผลิตส่งออก ขณะที่รัฐบาลก็ได้เงินภาษีจากผม และแรงงาน ก็นำเงินมาสร้างถนน สร้างท่าเรือ

เมื่อสร้างถนน สร้างท่าเรือเสร็จ ผมก็มีต้นทุนการขนส่งลดลง ผมก็จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น กินส้มตำมากขึ้น มะละกอ พริก มะนาว ขายดีขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ ทีมเศรษฐกิจมองว่าจะต้องเพิ่มความมั่นใจให้เศรษฐกิจประเทศไทย โดยจะต้องขยายการเติบโตของ GDP โดยใช้มาตรการทั้งทางการเงิน และการคลัง อาทิ การพักหนี้เกษตรกร การปล่อยสินเชื่อเพื่อการ
บริโภค ทำให้การบริโภคในประเทศมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ ที่มาจากต่างประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรม ตลาดเงิน ตลาดทุน คำถามมีอยู่ว่า GDP ที่เพิ่มขึ้นนี้ เพิ่มขึ้นจากฐานความจริงหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ การบริโภค C ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการก่อหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่เกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อคนไทยจริงๆ น้อยมาก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ที่รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นำ ปตท. เข้าตลาดสร้าง market cap ให้สูงขึ้น ทำให้ I เพิ่มขึ้น แล้วถามว่าประชาชนคนไทยได้ประโยชน์อะไร

ทรท. มอง ประชาชนเป็นตัวแปรในการเพิ่ม GDP โดยไม่ได้คิดว่า C ที่ได้มาเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เกิดจากการขาดวินัยและความไม่รู้ทางการเงินของประชาชน นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมาก

หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 3 – 5 ปี ประเทศไทยวิบัติแน่
ถ้าเงินลงทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามา ย้ายออกไปทั้งหมด อุตสาหกรรมข้ามชาติย้ายการผลิตไปสู่เวียตนาม และจีน เหลือแต่อุตสาหกรรมในประเทศ

ถามว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับแรงงานจากอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ตกงานได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นหนี้ภาคประชาชนที่ก่อไว้ ก็จะกลายเป็น NPL ระบบการเงินล้ม รัฐบาลไม่มีเงินเข้าค้ำประกันเงินฝาก รัฐบาลล้มละลาย จบข่าว

การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อน พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง จึงมีนัยสำคัญเช่นนี้

หากมองย้อนกลับว่า เรามีอุตสาหกรรมในประเทศที่มีความแข็งแกร่งสัก 75% จากต่างประเทศ 25%

หากเกิดการเคลื่อนย้ายทุนออกไป เราก็ยังพึ่งพากันเองได้

Published in: on February 19, 2007 at 11:53 am  Comments (32)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/02/19/%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87/trackback/

RSS feed for comments on this post.

32 CommentsLeave a comment

  1. อืม…..ครับ อธิบายได้อย่างเห็นภาพชัดเจนทีเดียวครับ
    ย่อยมาซะบริโภคได้ง่ายกำลังดี ขอบคุณมากครับ

  2. อธิบายดีเข้าใจได้ง่ายค่ะ

  3. อ้อ ! ดิฉันขอ File ไปหลายครั้ง ยังไม่ได้รับเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

  4. ค่อยๆทยอยส่งน่ะครับ เพราะขอกันมาเยอะครับ

    แต่จะส่งให้เดี๋ยวนี้ล่ะครับ

  5. ผมคิดว่าตัวเศรษฐกิจพอเพียงเองก็ต้องใช้อย่างพอประมาณเช่นกัน มากไปอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจขาดความท้าทาย น้อยไปก็จะทำให้ฟุ้งเฟือไปหมด ผมคิดว่าแนวคิดนี้จะแตกต่างจากแนวคิดเดิมๆได้ตรงใช้แนวคิดนี้และแนวคิดที่เหมาะสมอื่นๆผสมผสานกันอย่างพอเพียงครับ
    กรุณาส่งไฟล์การอ่านคนและเจาะเส้นทางเศรษฐีไทยด้วยครับ ขอบคุณ

  6. สวัสดีครับพี่ธันยวัช+พี่อาทิตย์
    ผมติดตามรายการทางfm 96.5มานานแล้ว
    สำหรับคราวนี้ก็ ขอไฟล์ blue ocean ด้วยครับ
    ผมความรู้น้อยได้ฟังรายการพี่แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองมอง+คิดอะไรกว้างขึ้น
    สำหรับเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ผมคิดว่า
    มันตรงกับคำว่าพอประมาณ แม่ผมสอนเสมอเวลาตักข้าวใส่จาน
    “ตักพอประมาณ ที่สำคัญอย่าตักมาเยอะเพราะถ้าตักมาเยอะเหลือก็ต้องทั้ง
    แต่ถ้าเราตักพอประมาณ หรือน้อยกว่า
    ถ้าไม่อิ่มเราก็ลุกไปตักอีกได้”
    ผมว่านี่คือ แนวทางเสรษฐกิจพอเพียงได้หรือเปล่าครับ

    อย่าลืมไฟลblue ocean + เศรษฐกิจพอเพียง และ อีกอันที่พี่พุดถึงในรายการครับ ฟังไม่ทัน

    ขอบคุณล่วงหน้าครับ
    คมจักร

  7. รัฐบาลทักษิณเค้าเน้นด้าน supply side แบบเคน ครับเนื่องในช่วงที่ผ่านมาปรเทศไทยอยู่ในภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงการที่จะไปกระตุ้นด้าน demand side อย่างที่คุณเสนอมานี้มันจะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้สูงขึ้นไปอีกครับ คือจริงๆแล้วผมว่ารัฐบาลเค้าเน้นที่ตัวG (ค่าใช้จ่ายภาครัฐ) ครับและแต่คนที่ได้รับเงินจากค่า G พวกนี้นำไปเป็น C (ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน) อย่างเดียวเลยไม่ค่อยมีใครคิดที่จะสร้าง S (เงินออม) ขึ้นมาเท่าไรผลที่ออกมาก็เลยเป็นอย่างที่เห็นแหละครับ ถ้าเป็นช่วงนี้ภาวะดอกเบี้ยขาลงเห็นๆ แต่หม่อมแกไม่เห็นกระตุ้นอะไรเลยแทนที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดไม่ให้เงินทุนไหลเข้ามาไม่ใช่มาใช้กันสำรอง 30% (ซึ่งเป็นการสกัดการลงทุนในส่วนที่เป็น real secter มีส่วนในการกระตุ้น GDP อย่างแท้จริง)

  8. สวัสดีครับคุณ ธันยวัช คุณอาทิตย์
    ส่วนตัวผมเองคิดว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั้น สอนให้คนไม่โลภ จะได้ไม่มีการแก่งแย่งกัน ถ้าทุกคนโลกนี้ทำได้หมด โลกคงจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ
    คนที่ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนา อาจจะเข้าใจและทำใจยากหน่อย กับเศรษฐกิจพอเพียง
    วันนี้ถ้าเมืองไทยของเราเริ่ม หันมาสนใจ ปฏิบัติตัวแบบ เศรษฐกิจพอเพียง อย่างจริงจัง
    น่าจะเป็นทางออกให้กับประเทศได้บ้าง ถึงจะเริ่ม อย่างช้าๆ ดีกว่าปล่อยไปโดยไม่ทำครับ
    สุดท้ายนี้ ขอไฟล์ เศรษฐกิจพอเพียง กับ Blue Ocean ด้วย ครับ เคบขอมาครั้งหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ได้เลย ช่วยส่งให้หน่อย คร๊าบ

  9. ไม่ว่าจะมีวิธีการที่ดีอย่างไรก็ตาม…แต่ถ้าชาวบ้านทั่วไปกู้เงินไปแต่ใช้เงินที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ เช่น เกษตรกรกู้เงินเพื่อทำไร่ทำสวนจาก ธกส.ไป แต่นำเงินไปซื้อมอเตอร์ไซด์หรืออย่างอื่นที่ไม่สามารถวกกลับมาเป็นเม็ดเงินเพื่อชำระหนี้ได้…สุดท้ายก็เจ๊ง

    เราคงต้องสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านเสียก่อนแล้วมั๊ง…เพื่อให้พื้นฐานเศรษฐกิจแน่นปึ๊กๆ

    หรือว่าที่พิมพ์มาทั้งหมดไม่เกี่ยวหว่า…หว้าผมพิมพ์ผิดประเด็นซะแล้ว

    จบครับ ^-^

  10. ได้มีโอกาสอ่าน Comment ของคุณคมจักร ที่ว่าคุณคมจักรมีความรู้น้อย ผมจึงอยากเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นนิทานที่ผมแต่งขึ้นเอง เรื่อง “เด็กชายกล่อง และกล่องความรู้”

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีห้องอยู่ห้องหนึ่ง เรียกว่า “ห้องความรู้”

    ห้องนี้จะเก็บความรู้ด้านต่างๆไว้มากมาย เมื่อมีคนที่มีความรู้ด้านต่างๆ ก็จะเขียนใส่กระดาษ A4 แล้วนำมาวางไว้ในห้องนี้ และถ้าใครก็ตามต้องการความรู้ ก็จะเข้าห้องนี้ไป เพื่อหาความรู้

    เมื่อวันเวลาผ่านไป เจ้าของห้องความรู้ก็เห็นว่า ความรู้ด้านต่างๆมากมายขึ้น วางทับถมซ้อนกันจนอยากต่อการหา เมื่อมีคนเข้ามาเพื่อหาความรู้ ก็ต้องวุ่นวาย เช่น มีคนเข้ามาหาวิธีปลูกมะม่วง เมื่ออ่านหน้าที่ 1 จบ ก็ต้องใช้เวลาควานหาหน้าที่ 2 ต่อ เมื่อเจ้าของห้องเห็นเช่นนี้ จึงมีความคิดว่า จะต้องหาวิธีจัดเก็บเจ้าความรู้ ต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นหมวดหมู่ จึงได้สั่งกล่องเข้ามา และนำความรู้ต่างๆ เรียงหน้า และจัดหมวดหมู่ จากนั้นก็ทำดัชนี เช่น กล่องความรู้ด้านคณิตศาสตร์กล่องที่ 1 กล่องที่2 ความรู้ด้านการเกษตรกล่องที่ 1 กล่องที่ 2 เป็นต้น

    ต่อมาเมื่อมีคนเข้ามาหาความรู้ ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปหาความรู้ทีละหน้า อีกทั้งยังจัดหมวดหมู่ความรู้ และลำดับต่างๆ ไว้ ด้วยความหวังดีว่า คนที่เข้ามาจะได้ความรู้อย่างเป็นกระบวนการ คืออ่านกล่องที่ 1 จบ ค่อยอ่านกล่องที่ 2 ไล่ไปเป็นลำดับ เพื่อป้องกันการสับสน ทุกครั้งที่คนเข้ามาเบิกกล่อง เจ้าของห้องจะเขียนไว้ที่มือของคนๆนั้น เช่น เมื่อเข้ามาเบิกกล่องที่ 1 เจ้าของห้องจะเขียนที่มือว่า “ประถม 1” เมื่อคนๆนั้นอ่านความรู้ในกล่องที่ 1 จนจบและมาเบิกกล่องที่ 2 เจ้าของห้องจะลบ “ประถม1” และเขียน “ประถม2” แทน เป็นไปอย่างนี้เรื่อยๆ

    จนมาถึงวันหนึ่งก็มีคนมายืนอยู่นอกห้องความรู้ เขาไม่มีความรู้ อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น จึงไม่กล้าเดินเข้าห้องความรู้นี้ ได้แต่เฝ้ามองอยู่ที่หน้าห้อง เมื่อเห็นคนมากมายถือกล่องออกมาจากห้อง มากน้อยต่างกัน จึงเข้าไปคุยกับคนเหล่านั้น และได้รู้ว่า คนที่แบกกล่องออกมามากกว่า คือคนที่มีความรู้มากกว่า

    เมื่อรู้เช่นนั้นแล้วชายคนนี้จึงกลับบ้านไป อุ้มลูกชายตัวน้อยบอกว่า “ลูกกล่องเอ๋ย พ่อไม่มีโอกาสได้เข้าไปในห้องความรู้นั้น แต่เมื่อเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าจะต้องเข้าไปในห้องนั้น และนำกล่องออกมาให้มากที่สุด เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้พ่อเถิด”

    ต่อมาเมื่อเด็กชายกล่องเติบโต พ่อจึงส่งเขาเข้าไปในห้องความรู้ ขณะนั้นก็มีเด็กอีกคนที่เดินเข้าห้องความรู้ไปเช่นกัน แต่บังเอิญว่าห้องนี้มีกล่องความรู้พอสำหรับคนๆเดียวเท่านั้น เด็กชายจึงอ้อนวอนขอแบ่งกล่องความรู้จากเด็กชายกล่อง แต่เด็กชายกล่องตอบว่า “พ่อฉันตั้งความหวังกับฉันมาก ฉันคงแบ่งกล่องให้นายไม่ได้หรอก ฉันต้องเอากล่องกลับไปให้พ่อมากที่สุด” เด็กชายที่ไม่ลดละพยายามจึงต่อรองอีกครั้งว่า “ฉันก็ต้องการเข้ามาเอาความรู้ อย่างนี้ไหมล่ะ นายก็เอากล่องทั้งหมดออกไป ส่วนความรู้ข้างในกล่องนายก็ยกให้ฉัน” เด็กชายกล่องก็ตกลง

    เมื่อวันเวลาผ่านไปจนเด็กชายกล่องก็มีกล่องมากมาย จึงถึงเวลาออกจากห้องความรู้ เด็กชายกล่องแบกกล่องเปล่าออกมามากมาย และได้พบกับพ่อ พ่อที่มายืนต้อนรับด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ และภาคภูมิใจ “ในที่สุดลูกก็ทำสำเร็จแล้ว ด็อกเตอร์กล่อง ของพ่อ”

  11. เห็นด้วยกับความเห็นของคุณธันยวัชร์ค่ะ ที่พูดเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินอย่างพอตัวน่ะค่ะ อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ในช่วงที่เศรษฐกิจแบบนี้เราก็คงจะต้องพักเอาไว้ก่อนดีกว่า

  12. คุณ INK. จากที่อ่านแสดงให้เห็นถึงความรู้และความคิดความอ่านของคุณ ว่าเป็นคนที่ฉลาดและน่าจะเป็นนักอ่านที่ดีมากๆ ดูจากสำนวนการเขียนแล้วการวรรคตอนท่อน ถือว่าเยี่ยมมาถ้าเป็นมือสมัครเล่นและดีถ้าเป็นมืออาชีพ อ่านง่ายและสนุกด้วยกับการขย่อนความรู้ที่มี ออกมาเป็นตัวหนังสือขอชมครับ ผมมีคำพูดประโยคหนึ่งได้มาจากพระรูปหนึ่ง คงพอช่วยอธิบายคำว่าเศรษฐกิจเพียงพอได้บ้างครับ เริ่มต้นที่ ” มีก็ดี ไม่มีก็ได้” และพัฒนาไปเป็น ” มีก็ได้ ไม่มีก็ดี” จนถึงขั้น สุขข้างนอก สุขข้างหน้า สุขที่แท้อยู่ข้างใน
    :ถ้าเป็นบุคคลทำงานด้วยความสุข ยิ่งทำมากมันจะล้นออกมา คนที่อยู่ข้างๆก็จะได้สัมผัสความสุขด้วย
    :ถ้าเป็นครอบครัวก็อยู่ด้วยกันสนอกสนใจกัน ดูแลกันพอมันดูแลกันเองจนมากเข้าไม่รู้จะดูแลใคร ในครอบครับก็เหลือเวลามาดูแลคนในชุมชน
    :ถ้าเป็นชุมชนก็ดูแลกันเองระวังภัยจากภายนอก สร้างความสุขภายในชุมชน จนเป็นวิถีของชุมชน ก็เริ่มแบ่งปันชุมชนรอบข้าง
    :เมื่อเป็นบริษัทหรือองค์กร ก็เริ่มจากทำอย่างไรให้ลูกน้องมีความสุข ก็ต้องใส่ใจลูกน้อง(ลูกแปลว่าบุคคลที่ต้องได้รับการดูแลและเอ้าใจใส่: น้องแปลว่าบุคคลที่ต้องให้ความช่วยเหลือและเป็นคนที่จะคอยช่วยเหลือเราได้)
    :ถ้าเป็นประเทศก็ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ก็ต้องให้ได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาตนให้เป็นคนรู้จักความสุข ดูแลเค้ายามเจ็บป่วย ช่วยให้เค้ามีความสามารถในการช่วยเหลือกันและกันได้

  13. นักเศรษฐศาสตร์ได้กำหนด”แรงงาน” เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิต แต่ในความคิดของนายจ้าง แรงงานเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องลดให้เหลือน้อยที่สุดด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยี แต่สำหรับคนงานการทำงานเป็นการสูญเสียอรรถประโยชน์ เพราะต้องสละเวลาแห่งการพักผ่อน แต่ได้ค่าจ้างเป็นการตอบแทน ด้วยทัศนะคติที่ขัดแย้งกันนี้ ก่อให้เกิดวิธีการที่เรียกว่าการแบ่งงานกันทำของนายอดัม สมิท ทำให้แรงงานกลายเป็นแค่เครื่องมือ เครื่องจักรของผู้ประกอบการเท่านั้น เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ของเราไม่สามารถที่จะพัฒนาวิธีการและเครื่องจักรที่มีราคาย่อมเยาพอประมาณ เพื่อที่จะได้เข้าถึงทุก ๆ คน เหมาะที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจขนาดเล็ก และสอดคล้องกับความจำเป็นต่อการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ช่วยให้แรงงานเป็นอิสระจากนายจ้าง กล่าวเป็นนายของตนเอง หรือร่วมมือกันทำงานเพื่อท้องถิ่นของตนเอง เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิด ตลอดจนอำนาจทางเศรษฐกิจได้ จะได้มีชีวิตที่ได้รับความพอใจเพิ่มขึ้นเยี่ยงมนุษย์ มีมาตรฐานแห่งประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองอย่างแท้จริง และเป็นอิสระจากการปกครองของนักการเมืองที่มอมเมาโดยผู้ผลิตสินค้าบริโภคมากมายด้วยการโฆษณา ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่ว่า การงานมีหน้าที่อย่างน้อย 3 ประการ คือ เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ใช้และพัฒนาความสามารถส่วนตัว เพื่อช่วยให้มนุษย์ขจัดอัตตาด้วยการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลและบริการอันจำเป็นแก่การดำรงอยู่

  14. อยากเสริมเรื่องการลงทุนจากต่างชาติหน่อยค่ะ
    โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่ารัฐบาลทักษิณไม่ควรให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจสำคัญๆของชาติ
    เช่น ปตท. ไฟฟ้า ดาวเทียม สายการบินในประเทศ ฯลฯ คือไม่รู้ว่าเค้าคิดยังงั้นเพื่ออะไร อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าขายชาติก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว คงนึกว่าจะไม่มีคนรู้ทันรึไง

  15. ขอขอบคุณในคำชมที่ได้รับ และรู้สึกดีมากๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการ ร่วมคิด ร่วมสร้าง กับชุมชนนี้
    ผมอยากให้ชุมชนนี้ เป็นศูนย์รวมทางความคิดของคนมากๆ ที่นี่ ไม่มี “กล่อง” ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีใครเก่งกว่าใคร อาจจะมีความคิดต่อยอดกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากสังคมใด ให้อิสระทางความคิด สังคมนั้นก็จะเป็น “สังคมอุดมปัญญา”

    ได้รับรู้ธรรมที่ดี จากคุณ atisan คือ ” มีก็ดี ไม่มีก็ได้” ” มีก็ได้ ไม่มีก็ดี” “สุขข้างนอก สุขข้างหน้า สุขที่แท้อยู่ข้างใน” แล้วนำมาคิดว่า ตัวเราอยู่ที่จุดไหน

    ข้ออนุญาตคิดต่อยอดจากธรรมข้างต้น ผมมองว่าก็เหมือนชั้นดินแห่งความโลภ และกิเลส

    ชั้นแรก คือ “ต้องมี ไม่มีไม่ได้” เมื่อเราขุดดิน คือความโลภและกิเลส ออกไป เราจะพบชั้นที่สอง คือ “มีก็ดี ไม่มีก็ได้” เมื่อขุดความโลภ และกิเลสออกไปอีก ก็จะพบชั้น “มีก็ได้ ไม่มีก็ดี” และสุดท้ายเมื่อเราขุดกิเลสออกจนหมดสิ้น ก็จะพบกับ ความสุขที่แท้จริง คือ “มีก็ได้ ไม่มีก็ได้” เพราะ “สุขที่แท้อยู่ข้างใน”

    ยอมรับว่า ผมยังอยู่ในจุดที่เรียกว่า “ต้องมี ไม่มี ไม่ได้” เหมือนกับคนอื่นอีกมากมาย ซึ่งในภาวะสังคมโลกาภิวัฒน์ ก็ผลักดันให้เป็นเช่นนั้น เป็นเหมือน “แนวคิดเรื่องเครื่องปั๊มน้ำ”

    สำหรับความโลภชั้นพิเศษ ที่กิเลสหนากว่า “ต้องมี ไม่มี ไม่ได้” ก็คือ “ต้องมี ไม่มี กูไม่ยอม (กูจะเป็นนายกฯ)”….หยอกหน่อยนะคร้าบบบ

  16. ได้อ่านความคิดเห็นของคุณ ink berry แล้ว รู้สึกดีมากนะครับ อธิบายเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีทีเดียว ซึ่งคนที่ไม่มีความรู้ก็พอที่จะเข้าใจได้ง่าย และก็ขอบคุณบทความเรื่อง ดร.กล่อง (จะเลือกเป็น ดร.แบบไม่มีอะไรเลยเพื่อที่จะขนกล่องกลับไปให้พ่อได้มากที่สุด หรือจะเลือกเอาความรู้ที่มีอยู่ในกล่องเก็บไว้ให้มากที่สุด. ซึ่งเป็นบทความที่ดีนะครับ) ขอบคุณ…คุณ ink berry ที่แสดงความคิดเห็นผ่านเวทีแห่งนี้. และก็ขอให้เวทีนี้เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดและการต่อยอดต่อไปนะครับ ขอบคุณเจ้าของ Web.ที่สร้างสรรค์สิ่งที่อุดมไปด้วยปัญญา. ขอบคุณมาก ๆ ครับ.

  17. ผมชอบการที่ คุณเปรียบเทียบ ทุนนิยม เป็นรถยนต์ แล้วให้ทักษิโนมิค กับ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิธีที่จะนำรถยนต์ไปให้ถึงเป้าหมายครับ เห็นภาพได้ชัดดี

    ตอนแรก ผมสงสัยว่า แล้วระบบทุนนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียงมันจะไปด้วยกันได้เหรอครับ หากดูจากการที่คุณ ink berry เปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า

    “ถ้าเราคิดจะใช้รถยนต์ส่วนตัว(ทุนนิยม)เป็นพาหนะในการเดินทาง นั่นหมายถึงว่า เราต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง ซึ่งจะตรงกับ ทักษิโนมิค มากกว่า เเต่ถ้าเราจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเราก็ใช้วิธีเดินไป(ไม่เป็นทุนนิยม) มันก็จะไปถึงช้ากว่า แต่จะไม่เกิดมลพิษอย่างแน่นอน ไม่สิ้นเปลือง”

    แต่หลังจากได้ฟัง ดร. สมคิด อธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (ไม่ว่าจะพูดตามหลักจริงหรือหวังผลทางการเมืองก็ตาม) ทำให้ผมเข้าใจบทความที่คุณ ink berry เขียนมากขึ้น

    ดร.สมคิด อธิบายว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการพัฒนาไปในแบบพอเพียง คือ ถ้าเรามีจักรยาน เราก็ใช้ปั่นจักรยานไปช้าๆ แม้จะไปช้าแต่เราก็มั่นคงไม่ต้องมีหนี้สิน แต่ถ้าเรามีจักรยานแต่ไปกู้เงินมาซื้อรถยนต์ ดูภายนอกอาจจะไปถึงเร็วกว่าจักรยาน แต่เราต้องเป็นหนี้เงินกู้ และวันใดไม่มีเงินจ่ายรถยนต์ก็ต้องโดนยึดคืนไป แต่หากวันใดที่เราพร้อมเราก็ไม่ปฏิเสธที่จะซื้อรถยนต์มาใช้เหมือนกัน (อันนี้อธิบายเองตามความเข้าใจนะครับ ดร.สมคิดไม่ได้บอกแบบนี้)

    อ่านแล้วอาจจะงงๆ ผมก็เขียนไม่ค่อยเก่ง แต่ก็ขอบคุณ คุณ ink berry ที่ช่วยเขียนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะเรยครับ

  18. เยี่ยมครับ อ่านแล้วได้ความเข้าใจมองเห็นเป็นรูปธรรม
    กำลังหาทางประยุกต์ใช้กับตัวเองครับ

    ได้ความอย่างงัยจะมาเล่าสู่กันฟังครับ

  19. อธิบายได้เป็นรูปธรรมดีครับ สอดคล้องกับสิ่งที่ดร.สมคิดพูดเมื่อวันที่ 15
    แต่ปัญหาหลักที่ผมมองในตอนนี้คือ ตัวของรัฐบาลเอง ยังไม่มีนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และ “น่าสนใจ” สำหรับคนทั่วไป ตั้งแต่เกษตรกร ไปจนถึงนักธุรกิจ ไม่สามารถสร้างภาพที่เข้าใจได้ ปฏิบัติได้ ให้กับประชาชน และแม้แต่ราชการเอง

    หลายครั้ง หลายเรื่อง ก็แสดงให้เห็นว่าคนในรัฐบาลเอง ก็ยังไม่เข้าใจใน concept ของเศรษฐกิจพอเพียงดีพอ พอพูดถึงพอเพียง ก็จะนึกภาพไปถึงทุ่งนา เลี้ยงโค ปลูกผัก ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้นำรัฐบาล หรือนายกฯ เองก็เคยได้ทำงานด้านนี้มาตลอดตั้งแต่เกษียณอายุราชการ

    เวลาของรัฐบาลใกล้จะหมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะพอมีเวลารึเปล่าที่รัฐบาลจะตีเรื่องนี้ออกมาให้คนรู้ว่าหลักการที่เป็นเชิงปฏิบัติจริง มันคืออะไร ให้คน “เชื่อ” ให้ได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณประโยชน์ โดยเฉพาะในระยะยาว และทำได้จริง

    อย่าแค่อ้างเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอยู่เลย มันตัดสินกันยาก

  20. อธิบายได้เป็นรูปธรรมดีครับ สอดคล้องกับสิ่งที่ดร.สมคิดพูดเมื่อวันที่ 15
    แต่ปัญหาหลักที่ผมมองในตอนนี้คือ ตัวของรัฐบาลเอง ยังไม่มีนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และ “น่าสนใจ” สำหรับคนทั่วไป ตั้งแต่เกษตรกร ไปจนถึงนักธุรกิจ ไม่สามารถสร้างภาพที่เข้าใจได้ ปฏิบัติได้ ให้กับประชาชน และแม้แต่ราชการเอง

    หลายครั้ง หลายเรื่อง ก็แสดงให้เห็นว่าคนในรัฐบาลเอง ก็ยังไม่เข้าใจใน concept ของเศรษฐกิจพอเพียงดีพอ พอพูดถึงพอเพียง ก็จะนึกภาพไปถึงทุ่งนา เลี้ยงโค ปลูกผัก ทั้ง ๆ ที่ตัวผู้นำรัฐบาล หรือนายกฯ เองก็เคยได้ทำงานด้านนี้มาตลอดตั้งแต่เกษียณอายุราชการ

    เวลาของรัฐบาลใกล้จะหมดแล้ว ไม่รู้ว่าจะพอมีเวลารึเปล่าที่รัฐบาลจะตีเรื่องนี้ออกมาให้คนรู้ว่าหลักการที่เป็นเชิงปฏิบัติจริง มันคืออะไร ให้คน “เชื่อ” ให้ได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณประโยชน์ โดยเฉพาะในระยะยาว และทำได้จริง

    ทำให้คนในรัฐบาลเข้าใจตรงกันก่อน วางเป็นนโยบายออกมาในเชิงกลยุทธ ให้ข้าราชการเข้าใจเหมือนกัน แล้วก็ให้ประชาชนเข้าใจ และสนใจอยากที่จะทำ

    อย่าแค่อ้างเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอยู่เลย มันตัดสินกันยาก

  21. อยากให้คุณ inkberry อธิบายนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้วให้ครบถ้วนทุกนโยบาย อยากฟังข้อโต้แย้งโดยองค์รวม มิใช่ยกเอาลักษณะบางประการที่เกิดขึ้น เช่นการก่อหนี้ภาคครัวเรือนที่นำไปบริโภค ผมคิดว่าน่าจะมีตัวเลขประกอบ หรือการศึกษาที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพราะประสบการณ์ของผม เห็นทั้งด้านบวกและด้านลบของนโยบาย แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นบวกมากกว่า (6ปีของรัฐบาลเก่า ถ้ามันแย่มากจริงๆ ผมว่าอาการมันต้องออกบ้าง ไม่ต้องรอจากนี้ไปอีก 3-5 ปี ถ้ารอขนาดนั้นมันอาจจะเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจแล้วก็ได้) ผมอาจจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างไปจากสังคมเมือง เลยมีภาพที่แตกต่างกันไป การยกเอาทฤษฎีมาอธิบายเป็นเรื่องดีที่ทำให้รู้ที่มาที่ไป แต่การนำไปใช้ประกอบกับความเป็นจริง (ไม่ใช่ว่าคิดเอาเองว่าเป็นจริง) มองด้วยสายตาแห่งความเที่ยงธรรม น่าจะเป็นประโยชน์ต่อโดยรวมสูงสุด

  22. ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การมองสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ควรมีมุมมองหลายๆ ด้าน และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะยกแต่ข้อเสีย ข้อใด ข้อหนึ่งออกมาด้วย “อคติ”

    อย่างไรก็ตามผมคงไม่สามารถอธิบายนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณทักษิณทุกนโยบายได้ แต่ในความเป็นจริงทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวงจรเศรษฐกิจ เหมือนลูกโซ่ที่คล้องกัน หาก Sector ใดมีปัญหา ก็จะส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ไปด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายจริงๆ ครับ

    ส่วนเรื่องที่ว่า ทำไมรัฐบาลเก่าบริหารมา 6 ปี ถึงไม่มีปัญหา ในความเห็นส่วนตัวผมว่า ตอนนี้เรามีปัญหาแล้วครับ นั่นคือ สถานะทางการคลังของประเทศครับ แต่ต้องเรียนก่อนว่า นี่เป็นสมมุติฐานส่วนตัวนะครับ เพราะสถานะทางการคลัง เป็นเรื่องที่เป็นความลับอย่างสูงไม่สามารถแพร่งพรายได้ ผมตั้งสมมุติฐานจากสิ่งที่ผมสังเกตได้ 3 ข้อ คือ
    1.) นโยบายทางการเงิน การคลัง ของรัฐบาลปัจจุบัน
    2.) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างไม่สมเหตุ สมผล
    และ 3.) พฤติกรรมแปลกๆ ของหม่อมอุ๋ย
    ประกอบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ของภูมิภาคเอเชีย

    ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลยครับ

  23. ขอบคุณ คุณ inkberry ที่มิได้มี อคติ กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากนัก สังคมปัจจุบันนี้ดูเหมือนอยากจะผลักให้ทุกคนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การทำงานไม่ว่าจะเป็นระดับการเมือง ข้าราชการ หรือภายในที่ทำงานเอกชนเอง ก็ดูแบ่งแยก หวังว่าคงจะค่อยละลายหายไปในที่สุด

    ผมไม่แน่ใจนักว่า อาการที่คุณ inkberry ต้องเป็นข้อสังเกต 3 ประการนั้น จะเป็นผลพวงจริงหรือปัญหาที่แท้จริงอันเกิดจากการบริหารงานของรัฐบาลเก่าหรือไม่

    อย่างกรณีเงินบาทแข็งค่านั้น คุณศุภวุฒิ วิเคราะห์ว่า มันแข็งอย่างมีเหตุมีผล และเป็นที่คาดการณ์ได้ของนักลงทุนต่างประเทศทั่วไป คนเหล่านั้นจึงแห่เข้ามาเก็งกำไร ด้วยเหตุผล 2 ข้อคือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอันยาวนานต่อเนื่อง (น่าจะเป็นข้อดีของรัฐบาลก่อน) และการอ่อนตัวของอเมริกันดอลลาร์อันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจของเขา (ไม่เกี่ยวกับพวกเรา)

    ส่วนนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลปัจจุบัน ผมต้องออกตัวว่าไม่มีความสามารถดูในรายละเอียดได้ แต่เหตุผลที่ท่านหม่อมอุ๋ยบอกว่าต้องตั้งงบประมาณขาดดุล เพราะต้องนำเงินไปใช้หนี้ที่รัฐบาลชุดที่แล้วก่อขึ้น ผมก็สงสัยเหมือนกันว่ารายละเอียดมันเป็นอย่างไร คำถามผมมี 2 ข้อคือ หนี้นั้นเกิดจากนโยบายอะไร คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่ และ แผนการจัดการหนี้เขามีอย่างไร จำเป็นต้องใช้ให้หมดภายในปีสองปีหรือไม่ ส่วนเรื่องนโยบายการเงินที่เด่นชัดก็คงเป็นเรื่องการสำรอง 30% เรื่องนี้ คุณศุภวุฒิ ก็ได้วิพากษ์ไว้ว่า ไม่ควรทำ น่าจะลดดอกเบี้ยดีกว่า เพราะจะเป็นการส่งเสริมการลงทุนให้มีการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อลงทุนขยายกำลังผลิต การเกินดุลการค้าก็จะลดลง ทำให้ลดแรงกดดันให้เงินบาทแข็ง ส่งผลดีระยะสั้นในเรื่องการส่งออกและระยะยาวในเรื่องความสามารถในการผลิต

    ส่วนนโยบายแปลกอย่างอื่น ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับการเมืองทั้งสิ้น ซึ่งผมคิดว่าน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟฟ้า ที่ยังงงอยู่ว่าจะเกิดอย่างไร ถ้าเป็นอย่าง ไทยรัฐวิจารณ์ก็คงแย่ การยกเลิกภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ก็เช่นกัน ไทยรัฐก็สับเสียเละ

    ส่วนเรื่องพฤติกรรมของหม่อมอุ๋ย ผมไม่รู้จะวิจารณ์ยังไง ความรู้สึกส่วนตัว ผมก็ไม่ค่อยชอบท่าน แต่พอท่านลาออก มันก็สะท้อนปัญหาของรัฐบาลได้เหมือนกัน ก็แล้วแต่ว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหาหรือเปล่า แต่ไม่อยากวิจารณ์ท่านว่าท่านหนีปัญหาเหมือนหนังสือพิมพ์บางฉบับ

    แต่ที่เป็นห่วงมากคือ เศรษฐกิจภาคประชาชน คงต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า ภาคประชาชนระดับล่างเป็นฐานใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนคงได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจระดับมหภาค ตราบใดที่ ภาคประชาชนไม่มีภูมิต้านทาน (หมายถึงสามารถดำรงชีวิต มีกินมีใช้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับโลกภายนอกมากนัก)

    สิ่งที่อยากเห็นคือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ที่ยั่งยืน ซึ่งแน่นอนคงต้องจัดการกับ มหภาคให้ดีก่อน (หรือทำควบคู่กันไป) ก็ไม่รู้รัฐบาลชุดนี้จะทำอย่างไร หรือรอชุดใหม่เข้ามา

  24. ผมขอบอกตามตรงว่าผมไม่ชอบพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ใช่เรื่องกรอบนโยบายทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเหตุผลด้านจริยธรรม จริงๆแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ผมเชื่อว่ากรอบแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ อ.สมคิด ดีมาก และจะเกิดประโยชน์กับประเทศอย่างมาก ถ้านำมาปฏิบัติได้จริง แต่โครงการต่างๆ ภายใต้กรอบเหล่านี้ ถูกนำมาใช้อย่างเร่งรีบเกินไป และไม่ถูกลำดับ (จากโครงการที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี กลับถูกนำมาปฏิบัติภายในเวลา 2 ปี) ผมเชื่อว่า อ สมคิด เองก็ทราบ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ อ.สมคิด บอกว่า ความเห็นของท่านขัดแย้งกับ คุณทักษิณ มานานแล้ว

    ส่วนผลพวงที่เกิดขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดเก่านั้น มาจากการขาดวินัยทางการคลังอย่างมาก อาจทำให้ฐานะทางการคลังมีปัญหา ซึ่งเราคงเคยได้ยินนักวิชาการหลายท่าน
    นำประเด็นนี้มาพูดถึงก่อนหน้านี้ มาพอสมควร

    การใช้จ่ายของภาครัฐที่ออกไป ไม่ได้กลับมาในรูปเงินออม หรือ การลงทุน แต่กลับมาในsector ของการบริโภค ส่วนเรื่องการแข็งตัวของค่าเงินบาท ผมว่าจะอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล แน่นอนครับสิ่งที่ ดร.ศุภวุฒิ กล่าวมาก็เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง แต่ไม่น่าจะใช่เหตุผลหลัก ในส่วนนโยบายการกันสำรอง 30% ตอนแรกผมก็คิดเหมือนกันว่าทำไมไม่ใช้มาตรการลดดอกเบี้ย ทั้งๆที่อัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน ก็ยังมีส่วนต่างอยู่พอสมควร ทำไมไม่ให้กลไกตลาดดำเนินไป ดร.ศุภวุฒิดร.อนุสรณ์ มืออาชีพหลายต่อหลายท่านก็ว่าอย่างนั้น ทำไม หม่อมอุ๋ย ถึงเลือกวิธีนี้ เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ “สถานะการณ์คับขัน” แต่นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ

    ผมเห็นตรงกับคุณ thaitraveller ว่า เศรษฐกิจภาคประชาชนน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เท่า ของรายได้ และ 13 เท่า สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ส่วนนี้เป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ ส่วนที่อยู่นอกระบบอีกเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ปัญหานี้ภาครัฐ ต้องหานโยบาย เข้าไปแก้ไขโดยด่วน

    ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ผมอยากให้ทุกท่าน ที่อยู่ในชุมชน blog นี้ มาช่วยกันออก idea กันดีกว่าไหมครับ

  25. ไทยรักไทยกระตุ้นเศรษฐกิจดัวยงบประมาณของรัฐเพื่อผลทางการเมืองในการให้ความหวังแก่ประชาชน
    โดยไม่ได้เตือนว่าเป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่ให้ผลในระยะสั้น และจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะยาว
    30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ไม่ได้มีผลชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังสร้างภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคต

    จากความพยายามใช้จ่ายของไทยรักไทย ทำให้ดุลเงินสดของปีงบประมาณ 2548 เหลือน้อยมาก เพียง 1.68 หมื่นล้านบาท หรือ 1.1% ของรายรับรัฐบาลเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินคงคลังสูงถึง 42,393 ล้านบาท ซึ่งจากตัวเลขสิ้นเดือนตุลาคม 2548 ยอดเงินคงคลังเหลือเพียง 5.2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลขาดดุลเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนตุลาคมถึง 5.3 หมื่นล้านบาท

    ช่วงที่ไทยรักไทยเป็นรัฐบาล การจัดเก็บภาษีขยายตัวในเกณฑ์สูง
    อีกทั้งยังมีการนำเงินคงคลังไปใช้ แต่ดันต้องการขยายวงเงินกู้ในรูปตั๋วเงินคลัง เป็นจำนวนมาก จึงชี้ชัดว่าภาครัฐบาลกำลังใช้จ่ายเกินตัว

    หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความเป็นสังคมหนี้สินมากขึ้น ภาคครัวเรือนก่อหนี้กว้างขวางและมีอัตราการออมลดลง ภาครัฐบาลซึ่งเคยออมในอัตราสูง และมีเงินคงคลังสูง กลับเปลี่ยนเป็นมีหนี้สาธารณะเพิ่มสูงแทน จาก 2.8 ล้านล้านบาท ปี 2543 เป็น 3.3 ล้านล้านบาท ในปี 2548 ซึ่งยังมีหนี้นอกระบบอีกจำนวนมากที่ไม่ได้นำมาเป็นตัวเลขของหนี้สาธารณะ

    และยอดหนี้เงินกู้คงค้างก็ได้เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วจาก 9.7 แสนล้านบาทในปี2543 เป็น 1.83 ล้านล้านบาทเมื่อสิ้นปี2548

    ไทยรักไทยใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เห็นคุณค่าของภาษีอากรที่ประชาชนเป็นผู้แบกรับ อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี โดยที่ใครบางคนไม่ยอมจ่ายภาษีแม้แต่สตางค์แดงเดียว

    นอกจากนี้ นโยบายการเงินของไทยรักไทย กดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติ เพื่อเก็บภาษีได้สูงกว่าปกติ ทำให้ตัวเลขดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะดูดีกว่าที่ควรจะเป็น

    แนวคิดของเคนส์เซียน มักถูกกล่าวอ้างว่าจะนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยที่มิได้กล่าวถึงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นอย่างที่เคนส์เซียนกระทำ
    เราควรคิดอย่างเคนส์ แต่ควรมีความรอบคอบในการใช้จ่ายมากกว่านี้ เพราะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเป็นการกระตุ้นระยะสั้น โดยต้องคำนึงถึงผลเสียหายต่อฐานะทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ

    สรุปแล้วผมเกลียดไทยรักไทยทั้งนโยบาย และจริยธรรมครับ คุณ thaitraveller

  26. ผมไม่ค่อยคิดมากหรอกครับ ว่าใครจะรักใครชอบใคร ผมเพียงอยากเรียนรู้ตรรกะที่แท้จริงของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะผู้รับผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายคือ ประชาชนผู้ระดับล่างผู้เป็นฐานของประเทศ ผมอยากให้คนที่หันไปมองคนเหล่านั้นรู้สึกเห็นใจ อยากช่วยเหลือ ไม่ใช่เดินผ่านคนเหล่านี้แล้วรู้สึกเหยียดหยาม แบ่งชนชั้นคนกรุง คนชนบท ดำเนินชีวิตเอาเองตามอัตภาพ

    ช่วงเวลาของผมที่ผ่านมาอยากจะเรียนรู้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสังคม คนมากหน้าหลายตา ผ่านเข้ามาบนเวทีที่มีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ ที่สำคัญ กระทบปากท้องที่ร้องเรียกวันละสามเวลา ไม่นับว่าอาจจะมีเจ็บป่วยบ้างในบางครั้ง ผมไม่อยากให้ผู้รู้ทางเศรษฐกิจ หรือ นักเศรษฐศาสตร์ มีลักษณะอย่างที่ ดร.วีระพงษ์ เปรียบเทียบ ว่าไม่เคยจับแมวได้ในห้องมืดเลย แต่ก็ยังเพียรจับ แต่ไม่เคยสำเร็จ ผมไม่แน่ในว่าท่านคิดว่านักเศรษฐศาสตร์มัวแต่ไล่ตามปัญหาแต่ไม่เคยแก้ปัญหาได้สำเร็จหรือไม่ แต่ยังดีกว่านักการเมือง ที่จับแมวในห้องมืดไม่ได้ แต่ออกมาบอกกับคนทุกคนว่าจับได้แล้ว ผลของปัญหามันไม่ได้ตกอยู่กับนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมือง เพราะคนเหล่านี้เอาตัวรอดในสังคมได้สบาย แต่ฐานของประเทศได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

    ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ การแจกแจงของคุณ sarayo ว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร ระหว่าง นโยบาย การกระทำ ตัวเลขที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อสังคมเศรษฐกิจของประเทศ ผมอาจจะมีสติปัญญาต่ำต้อยไปหน่อยก็ขออย่าให้คุณ sarayo รู้สึกขุ่นเคืองใจ เพราะถ้าไปฟังการโต้แย้งของกลุ่มอำนาจเก่า เขาก็ยกตัวเลขอธิบายถึงผลสำเร็จจนเราเคลิบเคลิ้มมากกว่าคุณ sarayo แจกแจงเสียอีก ตอนนี้ผมก็พยายามตั้งสติมองดูการเปลี่ยนผ่านของสังคมด้วยใจที่(พยายาม)ไม่ให้รู้สึกอย่างไร เพราะผมเชื่อว่าถ้าอะไรเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ในที่สุดจะเกิดการยอมรับในสังคม การแตกแยกทางความคิดคงมีไม่มาก (คงมีอยู่บ้าง) พอที่จะสร้างกระแสทางสังคมขึ้นมาได้

    ความรู้สึก(ขอเน้นว่าเป็นความรู้สึก)ของผม รู้สึกว่า การคาดหวังของประชาชน มันได้ถูกยกระดับมากขึ้นจากแต่ก่อน จากเดิมที่ไม่ค่อยได้คาดหวังว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือหรือยังประโยชน์ให้กับการดำรงชีวิตมากนัก มาเป็นการคาดหวังจากรัฐบาลไปเสียทุกอย่าง ผมคิดว่า ใครที่ขึ้นมาบริหารประเทศในยุคนี้คงลำบากมากพอสมควร ทั้งนี้อาจจะคุ้นเคยกับสิ่งที่รัฐบาลชุดก่อนทำเป็นแบบอย่างไว้ จะเรียกว่าประชานิยม หรืออะไรก็ตาม ถึงวันนี้ผมว่ารัฐบาลไม่กล้ายกเลิก 30 บาท ไม่กล้ายกเลิกกองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบายอื่นๆ อีกหลายอย่าง มิฉะนั้นแล้วมวลชนจะถอยห่าง และอาจจะล่มรัฐนาวาได้ (แทนที่จะพยุงให้ลอยอยู่) ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็น แรงกดดันหรือจะเรียกว่า ระเบิดเวลา ก็ได้ ที่รอวันระเบิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ใช้เงิน ปัญหาก็คือ ต้องหาเงินเก่งด้วยเหมือนกัน ถึงจะสมดุล ผมเห็นข่าวว่าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 เป็น 10% ก็ได้แต่ทอดถอนใจว่า การแก้ปัญหาประชาชนทำไมเขาทำกันง่ายดายขนาดนี้ แต่ผลกระทบมันไปอยู่ที่ ปากท้องของชาวบ้านจริงๆ เหมือนกับที่เขาแก้ปัญหา itv ด้วยการลอยตัวให้ตีความทางกฏหมาย ให้คนพันคนตกงานไปก่อนไม่เป็นไร ถ้าผมอยู่ในสถานะการณ์อย่างคน itv ก็คงน้ำตาร่วงเหมือนกัน ถ้าแก้ปัญหากันง่ายๆ อย่างนี้ ก็คงไม่ลำบากที่จะหาผู้บริหาร ดูเหมือนว่าเอาใครมาเป็นก็คงได้ (อันนี้มองจากคนนอก ที่มีความรู้สึกร่วม คงต้องหันไปถามคนตัดสินใจว่า ทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นเข้าใจไปในทางที่ดี อย่าได้ตำหนิผมเลยที่คิดอย่างนี้)

    ถึงตรงนี้จะเป็น เคนส์ จะเป็นกลไกตลาด หรือจะเอาพอเพียง ผมอยากจะเห็นความชัดเจนของทิศทางของชีวิตคนทั่วไป จะเป็น เคนส์ ในระดับมหภาค และ พอเพียงในระดับจุลภาค หรือจะเอากันอย่างไร ก็ช่วยแก้ปัญหาด้วยวิธีที่แยบคาย มิควรจะง่ายดาย แล้วทำให้ ท้องหิว ครับ

  27. HO HO 1 สมใจครับ ผมว่าการได้แลกเปลี่ยนความคิด ทัศนะ ถือเป็นความสมใจอย่างยิ่ง (แต่สงสัยเหลือแค่เรา 3 คน)

    HO HO 2 ได้ไปสัมมนา CEO TALK วันที่ 10 นี้ด้วย อิจฉาบุญ วาสนา ตัวเองจัง

    คุณ thaitraveller พูดถึงเรื่องปากท้อง ก็เลยมีเรื่องบางอย่างอยากเล่าให้คิดกัน วันนั้นผมได้รับจดหมาย จากมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน CCF ก็เอาไปเปิดอ่านขณะกินข้าวเที่ยงไปด้วย ในจดหมายก็มีประวัติของเด็กผู้หญิง สองพี่น้อง คือน้องผึ้ง และน้องจักร ก็บรรยายถึงความลำบากของครอบครัว

    ผมมาสะอึกที่ประโยคหนึ่ง ที่น้องผึ้งเล่าให้ฟังว่า “เธอต้องอดอาหารอยู่บ่อยๆ ความเคยชินทำให้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกำลังหิว” พอถึงตรงนี้ น้ำตาผมร่วงเลยครับ (แน่นอนครับ ไม่ใช่เพราะเฮียเจ้าของร้านแกผัดกระเพรา) ผมก็คิดว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ประเทศที่มีการส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ประเทศที่มีมหาเศรษฐีติดอันดับโลกหลายต่อหลายคน ประเทศที่มีองค์พระประมุข ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณา เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกับประเทศที่เสนอตัวเป็น
    “ครัวของโลก”

  28. เมื่อเราถกปัญหา ด้วยเหตุผล ก็ไม่มีเรื่องใดต้องมาขุ่นเคืองใจหรอกครับ คุณ thaitraveller ^-^

    ตรรกะที่แท้จริงของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมไม่มีอยู่จริงหรอกครับ ไม่มีทฤษฏีใดที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในครั้งเดียวครับ ในภาวะเศรษฐกิจแบบหนึ่งก็จะใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง บางเรื่องต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนในการแก้ปัญหา บางเรื่องก็ใช้วิธีการง่าย ๆ ในการแก้ปัญหาได้

    เมื่อเป็นเช่นนี้เราควรจะนำประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาศึกษา ค้นคว้า และหาแนวทางประกอบการพิจารณาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    อย่างที่คุณ thaitraveller บอกถูกแล้วครับ นโยบายจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ผมก็ได้บอกให้ทราบถึงด้านลบของนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อปัจจุบัน ส่วนด้านบวกนั้นผมไม่ค่อยสันทัด เพราะผมเป็นพวกชอบจับผิดครับ ha ha ha

    การรอความหวังจากผู้บริหารราชการแผ่นดินมาดูแลปากท้องของประชาชนมีโอกาสสูงเท่ากับการถูกล๊อตเตอรรี่รางวัลที่ 1(เป็นรางวัลแจ๊คพอตด้วยนะครับ)
    เพราะฉะนั้น ประชาชนจะต้องพึ่งพาตนเอง ตั้งใจทำมาหากิน (ย้ำว่าต้องตั้งใจ) เลิกหวังเพิ่งโชคลาภ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
    อย่าสร้างหนี้สินขึ้นมาโดยไม่จำเป็น บางทีการทำเกษตรกรรมก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมาบ้าง เพียงแต่อย่าให้เกินกำลังที่จะต้องใช้คืน
    เหลือเก็บค่อยเอาไว้ใช้ เหลือจ่ายค่อยเอาไปเก็บ
    แบบนี้ถึงแม้จะไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็จะมีความสุขตามอัตตภาพได้นะครับ

    “ถ้าเราจับปลาให้ชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะต้องรอปลาจากเรา
    แต่ถ้าเราสอนวิธีเลี้ยงปลาให้กับชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะมีปลากินไปตลอด”

    ส่วนประชาชนในเมืองหลวง น่าจะรู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรกับชีวิตแต่ละคน เพียงแต่จะทำ หรือไม่ทำเท่านั้นเอง

    ปล. แสดงความยินดีกับคุณ inkberry ด้วยครับ สงสัยทำ”บุญ”
    มาเยอะ ho ho ho

  29. ขอบคุณที่ คุณ sarayo มิได้ขุ่นเคืองใจ ความคิดไม่สอดคล้องกัน ก็ไม่ได้นำมาซึ่งความขัดแย้งกัน

    ผมก็เห็นด้วยกับคุณ sarayo ในแง่ที่ว่า คงไม่มีทฤษฎีและแนวทางการแก้ปัญหาใดที่ใช้ได้และอธิบายได้ในทุกๆ สถานะการณ์ โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัจจัยแปลกใหม่เข้ามากระทบอย่างไม่รู้ตัว มุมมองเก่าๆ อาจจะลำบากในการหาแนวทางแก้ปัญหา ต้องพิจารณาจากเหตุและปัจจัย และคงต้องใช้เวลาในการศึกษาหาแนวทางแต่ละปัญหาไป แต่คงต้องละอคติที่มีไปทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว การแก้ปัญหาคงจะยากขึ้นไปอีกขั้นเพราะจะไปจำกัดแนวทางการแก้ปัญหามากกขึ้น (แต่อคตินี่แหละปัญหาตัวจริง บางครั้งผมก็เป็นเหมือนกัน)

    แต่ผมว่า ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศนี่ เผลอๆ อาจจะแก้ยากกว่าปัญหาเศรษฐกิจเสียอีก เพราะปัญหามันมีเยอะแยะ ในรายละเอียด ไม่ซ้ำปัญหากันเลย แต่โดยสรุปอาจจะเกียวกับปากท้องเป็นส่วนใหญ่ ที่แน่ๆ คงไม่สามารถเอาปลาไปให้เขากินได้ทุกวันแน่ แต่รัฐเองไม่ควรรอให้ปัญหาเดินไปตามยถากรรม ความหวังของประชาชนส่วนหนึ่งก็คงอยากจะให้รัฐเข้ามาดูแล เพราะปัญหาบางอย่างอาจเกิดจากรัฐเอง กฏหมาย การประพฤติปฏิบัติของข้าราชการ หรือแม้กระทั่งความไม่พอเพียงของทรัพยากรที่เป็นปัจจัยในการทำมาหากิน เช่น น้ำ เหล่านี้แล้ว คนคนหนึ่งคงจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ยากยิ่ง

    สำหรับผมแล้ว สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเกิดผม ยังไม่ถือว่ามีปัญหาเยอะ อาจจะมีวิถีชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือจะเรียกว่าพอเพียงก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ยังสนทนาด้วยหน้าตาปกติไม่ได้อมทุกข์แต่อย่างใด คนในหมู่บ้านผมอาจจะโชคดีกว่าคุณป้าหลายคนต้องถอดเสื้อประท้วงเมื่อสองวันก่อน แต่อย่างว่าแหละครับ รัฐบาลชุดไหนก็มีกลุ่มคนที่มีปัญหาออกมาเรียกร้องอยู่แล้ว จะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมก็แล้วแต่ แต่มันสะท้อนว่าปัญหามันต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งแน่ๆ

    ทุกวันนี้ผมพยายามแยกแยะ สิ่งที่เป็นจริง กับสิ่งที่อยากให้เป็นจริง ออกจากกัน เพราะเมื่อก่อนนี้ผมคอยคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ก็เลยรู้สึกเป็นทุกข์ โดยเฉพาะกับเหตุการณ์บ้านเมือง ผมขอเป็นคนที่เรียนรู้เรื่องราวความเป็นไปดีกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ และคอยวิพากษ์วิจารณ์ จะจัดผิดอย่างเดียว หรือจับถูกอย่างเดียว อันนี้คงต้องดูเนื้อหาสาระ แล้วเอาไว้แลกเปลี่ยนกัน ครับ

  30. อธิบายได้อย่างดีมากเลยครับทำให้คนที่ไม่เคยทราบได้รู้ความจริงของระบบทักษิโนมิก

  31. ได้อ่านความคิดเห็นของหลายๆท่านในนี้แล้วทำให้เกิดความคิดและมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีมากยิ่งขึ้น ตอนนี้มองไปทางใดก็จะมีแต่คำว่าปัญหาจริงๆ ทั้งของเก่า(ไฟใต้ การเมือง เศราฐกิจ) และของใหม่ที่กำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชนคนที่อ่านข่าวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้ง ,ทิศทางเศรษฐกิจจะเป็นยังไง, คมช.จะอยู่ต่อหรือป่าว ทุกๆปัญหากลายเป็นเรื่องเฉพาะหน้าไปเสียหมด การที่จะวางแผนที่จะทำการใดหรือการที่จะริเริ่มอะไรใหม่ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ จนหลายคนต้องพึ่งหมอดู เพราะชักเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมา
    ตัวผมเองมีความคิดส่าระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองรูปแบบต่างๆที่เราตั้งชื่อให้กันนั้นแท้จริงเป็นการสะท้อนตัวตนที่แท้ของประชากรภายในประเทศนั้นเอง เพราะเราเป็นประเทศประชาธิปไตย(แบบไม่ค่อยเต็มใบ) รูปแบบของประชาธิปไตยนั้นยึดถือเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของแต่ละประเทศก็มีหลายรูปแบบตามแต่ว่าประชาชนของประเทศนั้นๆมีการศึกษา สติ ปัญญา กันมากน้อยขนาดไหน การศึกษาจึงควรจะเป็นเรื่องรัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่ใช่แค่การส่งๆให้เรียนจบแล้วได้วุฒิมา แต่เป็นการศึกษาที่เป็นองค์ความรู้ที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นได้กับตัวของประชาชนเอง ในการใฝ่หาความรู้ ผมเองก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่หวังว่าผู้ที่เข้ามาอ่านในกระทู้นี้จะช่วยขยายความและต่อยอดทางความคิด เพื่อให้เกิดสัมมาปัญญามากยิ่งๆขึ้นไป

  32. ผมว่าคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่รัฐบาลนี้นำมาใช้ เป็นเพียงคำที่สวยหรู
    เพื่อให้โยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เกิดภาพของความชอบธรรม

    โดยที่จริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรกันแน่
    แต่รู้ว่ามันจะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้

    ถ้านึกถึงสามก๊ก ก็คงเหมือนกับโจโฉทำการเชิดชูฮ่องเต้ ทำให้ตัวเองเป็นกองทัพธรรม และทำให้ฝ่ายตรงข้ามทั้งหลายกลายเป็นกบฎ หรือไม่ก็เป็นพวกไม่จงรักภักดีไป

    โอเค… พอเพียง คงจะไม่ได้หมายถึงการกลับไปทำไร่ไถนา
    หรือไปเลี้ยงควายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ความหมายอาจจะลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ

    ลึกซึ้ง..เสียจนหาคนที่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไรไม่ได้ซะที

    มีแต่คนที่คิดเองเออเอง แล้วก็มาบอกคนอื่นว่ามันแปลว่าอย่างนั้นนะ อย่างนี้นะ
    แต่ก็ล้วนแต่คาดเดากันล้วนๆ ไม่มีใครที่สามารถแจงได้จริงๆ

    คนที่ควรจะเป็นผู้ที่มาแจง ก็ไม่แจง

    โอเค ประเทศไทยควรจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
    แต่อีกกี่ชาติครับ ประเทศไทยเราจะมีอุตสาหกรรมในประเทศ
    ที่มีความแข็งแกร่งสัก 75% จากต่างประเทศ 25% อย่างที่เจ้าของกระทู้บอก

    และยิ่งประเทศยังปกครองด้วยระบบเผด็จการแบบนี้
    รัฐบาลหน่อมแน้มทำงานไม่เป็น เอาแต่แก้ปัญหาด้วยการบอกว่าตัวเองมีคุณธรรม

    ปัญหาน้ำท่วม—–ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    ปัญหาเกษตรกร—-ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    หวยใต้ดินกลับมา—ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    ยาบ้ากลับมา——ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    เศรษฐกิจตกต่ำ—-ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    ฯลฯ————ข้าฯ แก้ไม่ได้ แต่ข้าฯ มีคุณธรรม
    ระเบิดปีใหม่มา 3 เดือน ทุกวันนี้ยังจับหมาไม่ได้สักตัว แต่ข้าฯ มีคุณธรรม

    นโยบายก็แปรเปลี่ยนรายวัน วันนี้ประกาศ พรุ่งนี้ยกเลิก

    คิดอยากจะยึดคืนสัมปทานรัฐก็ยึด คิดอยากจะขโมยลิขสิทธิ์ยาก็ขโมย

    ประชาคมโลกเขาจะว่ายังไง ไม่เคยสนใจ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: