คุณรู้จัก Guru ไหมครับ!?!

คำว่า Guru เป็นภาษาสันสกฤตที่นำมาใช้ในภาษาอังกฤษ โดยมาจากคำว่า “ครุ” ซึ่งแปลว่า “หนัก” อันนำมาสู่คำว่า “ครู” ที่ใช้กันในภาษาไทย

ในอินเดียจะเรียกว่าท่านผู้รู้ว่า ท่านคุรุ ต่อมาในระยะหลังฝรั่งก็เลยนำคำนี้ไปใช้ในภาษาของตนเองโดยนำไปใช้เรียกผู้รู้ในสาขานั้นๆ อย่างแท้จริงโดยแฝงการเป็นผู้นำที่สามารถชักชวนผู้คนให้คล้อยตามตนเองโดยการผลิตผลงานที่จับต้องได้

ดูๆ แล้วกูรูก็เหมือนกับผู้นำลัทธิอะไรทำนองนั้นเพียงแต่ผู้นำลัทธิที่พาคนไปตาย เขาไม่เรียกว่า Guru เพราะคำๆ นี้มีความหมายที่ดี

คำว่า Guru ที่นิยมใช้กันก็เอาไว้เรียก Management Guru นี่แหละคำๆ นี้เพิ่งเป็นที่นิยมกันเมื่อสักยี่สิบกว่าปีมานี้เอง ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในหนังสือด้านการจัดการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้นักคิดนักเขียนสาขานี้โด่งดังเป็นที่รู้จักและได้รับการสถาปนาให้เป็นกูรูกันไปเกือบหมด

Guru เมื่อแปลเป็นภาษาไทยให้สละสลวย อาจใช้คำว่า “บรมครู” , “ปรมาจารย์”หรือ “มหาคุรุ” ตามแต่ใจเขียน

บ้างก็ทับศัพท์ว่า “กูรู” ไปเลย เพราะสอดคล้องกับคำว่า “กูรู้” ในภาษาไทย

ซึ่งบางคนว่าแปลกวนๆ แต่ผมคิดว่าโอเคน่า

อย่าคิดอะไรมาก น้ำมันยิ่งแพงๆอยู่

อันที่จริง พวกที่ถูกเรียกขานกันว่ากูรูนั้นหากไปถาม เขาก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรนักหรอก ค่อนข้างจะกระดากเสียด้วยซ้ำไป
เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่จะเป็นกูรูได้นั้นต้องมีผลงานยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนสังคมได้

และเป็นผลงานที่ส่งผลอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ใช่เป็นพวกดาวตกหรือผีพุ่งใต้ที่มาเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จากไป
ระยะหลังมีการใช้คำๆ นี้ออกไปแบบเปรอะ อาทิ มีหนังสือบางเล่มอย่าง Guru Guide ที่มีกูรูเต็มไปหมด เขียนหนังสือเพียงเล่มเดียวพอหนังสือดังก็เรียกขานกันว่าเป็นกูรูไปทั้งหมด

ดังนั้นถึงได้บอกให้ดูดีๆ กูรูน่ะมีทั้งของจริง และของปลอม

Published in: on April 25, 2007 at 2:36 am  Comments (12)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/04/25/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-guru-%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/trackback/

RSS feed for comments on this post.

12 CommentsLeave a comment

  1. ผู้รู้มี 4 ระดับครับ รู้จัก รู้จำ รู้จริง รู้แจ้ง สิ่งที่ต้องระวัง คือ คนรู้ไม่จริง(โง่)สอนคนไม่รู้(ง้าว) สิ่งที่อันตรายสุดๆคือ คนไม่รู้ดันเชื่อคนรู้ไม่จริง

  2. น่ากลัวนะครับพี่!..ก็เพราะ “กูรู”มีน้อย แต่ถ้าเป็นพวก “กูรู้”มีทยอยเกิดขึ้นทุวันทุกนาทีเพราะว่าพวกกูรู้นี่ไปอ่านอะไรมาสักนิดหน่อยก็เอามาฝอยว่ากูรู้แล้วเยอะผมว่าพวกนี้นะเยอะจริงๆแม่นบ่ครับคุณธันยวัชน์

  3. มีอยู่หลายนะครับ กูรู พ่อหลวงของเราก็เป็นสุดยอดกูรูในยุคปัจจุบัน เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเพิ่งจะมาเริ่มกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนกัน แต่พระองค์ท่านทรงตรัสเรื่องนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว

    คานธี ปรัชญาที่ท่านใช้ดำเนินชีวิต ต่อสู้กับอังกฤษ ชี้นำประชาชนอินเดีย ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าท่านเป็นกูรูโดยแท้ (จากต้นกำเนิดของคำเลยทีเดียว)

    ฟูจิโอ ฟูกูโอกะ ผู้ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟาง (เกษตรกรรมธรรมชาติ ไม่พรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย) ทั้งที่เรียนจบเคมีมา

    อ.พิชัย วาสนาส่ง ก็เป็นอีกท่านนึงที่ผมนับถือว่าท่านเป็นกูรูของไทย

    ไอสไตน์ ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักจากทฤษฏีสัมพันธภาพ หรือทางเทคนิควิทยาศาสตร์ แต่หากไปศึกษาชีวิตของท่านจริงๆ แล้ว ท่านก็รอบรู้ทั้งทางด้านศาสนา ปรัชญา ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากูรูท่านอื่นๆ เลยครับ

  4. ผมว่าฝรั่งใช้คำผิดนะครับ
    เพราะว่าคำว่า คุรุหมายถึงผู้รู้(หรือครูในภาษาไทย)
    ลักษณะของความรู้ก็แตกต่างกัน
    ในศาสตร์ของตะวันออกเราแทบแยกไม่ได้ได้เลยระหว่าง
    ครู-ความรู้-นักเรียน

    ถ้าตะวันตกสามารถแยกออกจากกันได้
    ครู+ความรู้+นักเรียน

    ยกตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำ

    สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่ได้ ผมว่าถึงเขาจะอ่านหนังสือการว่ายน้ำ จาก แชมป์โลกว่ายน้ำ เมื่ออ่านจบ เขาก็ยังไม่สามารถว่ายน้ำได้อยู่ดี แต่เขาสามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ

    ที่นี้เราลองจ้างครูสอนว่ายน้ำ

    เขาก็สามารถสอนเราได้
    เขาก็สามารถว่ายให้ดูได้
    เขาก็สามารถแก้ไขเราให้ถูกต้องได้

    เรื่องของความรู้นี้ ผมเห็นว่าเขาไม่ได้ใช้ให้ตรงความหมาย
    อาจจะเป็นคำเทห์ๆที่ใครซักคนคิดว่าอยากใช้เป็นมันแตกต่าง(จ๊าบใจดี)

    แต่ที่น่าจะถูกสำหรับผมเห็นว่า หลายๆคนน่าจะใช้คำว่าโปรเฟสเซอร์ สำหรับ คุณฟินลิป ค๊อตเลอร์ หรือไมเคิล อี พอร์เตอร์

    แต่ถ้าเป็นคุณ บิล เกตต์ หรือสตีฟ จ๊อบบ์ ผมว่าน่าจะได้คำว่ากูรูได้

  5. ปล. กูรูไม่ได้ จำกัดที่ว่าต้องเป็นอัจฉริยะ หรือไม่ แต่ใช้ลักษณะของความรู้เป็นเกณท์

    เพราะฉนั้นจะอาจจะเห็นกูรู เต็มบ้านเต็มเมืองก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกครับ

  6. การที่เป็นกูรู หรือ ในทางภาษาเรียกว่า พหูสูตร ถือว่าหายากในสังคมไทยปัจจุบันนี้
    เมืองไทยมีดอกเตอร์มากที่สุดประเทศหนึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่ แต่ก็หาผู้รู้จริงได้น้อย

    เพราะหลายท่านมักใช้วิทยาการทางตะวันตกมาทั้งรูปแบบ โดยไม่ปรับให้เข้ากับสภาวะเมืองไทย

    ในขณะที่คนไทยเรานับถือผู้มีความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้หลายอย่างที่เกิดขึ้นมักขาดความรอบคอบที่จะคิดถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมไทย

  7. มันอยู่ที่คนนำมาใช้ว่าสามารถนำมาใช้ได้มากแค่ไหน จึงจะเกิดการพัฒนาอย่างแท้จรง ไม่ขึ้นอยู่ที่ระดับความรู้ของใครทั้งนั้น

  8. ด๊อกเตอร์หลายคน พยายามทำตัวเป็น “กูรู” ครับ
    แต่พอพูดคุยด้วย กลับรู้ว่า เขาอยู่แต่ใน “รูกู” มาไปแล้ว
    ไม่ออกมามองโลกกว้างบ้าง
    เรียนมากไป คุยไม่รู้เรื่อง

    เสนอแนวคิดให้เปิดโลก ออกมามองข้างนอกบ้าง
    กลับคิดทางแคบ กูเก่งที่สุด
    สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้เขาอยู่ใน “รูมึง” ไปแหล่ะครั

  9. รบกวนขอไฟล์ด้วยคนนะครับ..กำลังจะนำความรู้ใช้ในการสอบ comp.ครับ

  10. พอดีผมไม่ใช่กูรู ผมรู้แต่ว่าผมไม่รู้จึงได้มาขอความรู้จากพวกท่านแหละครับ อิอิอิ

  11. ดูหนูสู่รูงู
    หนูไม่รู้กูรูไหน
    รูปูกูลงไป
    กูรูใหญ่ ไกลกูรู

    อาจมีงงๆนิดๆ แค่สนุกกับรูปคำ อย่าหาว่าหยาบเลยนะคะ

  12. วันนี้ได้ไปฟังอาจารย์ที่ TMA ด้วยครับ
    ได้ชื่อกูรูมาหลายคนเลย

    ที่แน่ๆ ได้หนังสือ The Definitive Drucker มาด้วย เห็นว่าห้าดาว


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: