วันนี้คุณห้อยจตุคามรามเทพ หรือยังครับ

jatu1.jpg

การบูมจนกระทั่งกลายเป็นกระแสของจตุคามรามเทพนั้น หากจะว่ากันไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากกระแสอื่นๆ

สังคมไทยเป็นสังคมที่ปั่นให้เกิดกระแสได้ง่าย และกระแสก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ยกตัวอย่างกระแสโรตีบอย ที่ก่อนหน้านั้นสักปีต้องต่อแถวรอซื้อกัน 50-60 คน กว่าจะได้กินแต่ละที ถึงกับมีอาชีพรับจ้างต่อแถวซื้อโรตีบอยเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีอีกหลายเจ้ามาเปิดขายประชันขันแข่ง จนกระทั่งกลายเป็นของหากินได้ง่ายไม่มีอะไรแตกต่างอีกต่อไป

กระแสโรตีบอยก็ถึงจางหายไป

ทุกวันนึ้ถึงจะมีโรตีบอยเหมือนเดิม ทว่าไม่จำเป็นต้องลำบากไปต่อคิวอีกต่อไปแล้ว

กระแสการบูมคอนโดกลางเมืองก็เป็นเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ปีเศษๆ คอนโดเปิดใหม่ของแอลพีเอ็นหรือพลัส เปิดตัวแต่ละครั้งคนต้องไปเข้าคิวเพื่อรับใบจองล่วงหน้าเป็นสิบๆชั่วโมง ทำราวกับว่าคอนโดแจกฟรี ทั้งที่ราคาเป็นล้านๆบาท จนถึงทุกวันนี้บางคอนโดกลางเมืองที่ทำเลดี ใกล้รถไฟฟ้า ราคายุติธรรม ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ จนกระทั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ต่างโดดลงมาทำคอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้ากันหมด ทำให้กระแสคอนโดกลางเมืองค่อยซาลงไปหน่อย

แต่ก็ยังไม่จางหายไปเหมือนกับโรตีบอย เพราะความต้องการในการอยู่คอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้ายังมีอยู่ อัตราดอกเบี้ยต่ำ จูงใจให้คนซื้อเพื่ออยู่อาศัย ลงทุนเพื่อปล่อยเช่า และอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสไหลลื่นก็คือผู้จองเพื่อขายใบจอง ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรดีทีเดียว

กระแสคอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้าคงไม่จางหายไปเร็วๆนี้ แต่นับจากนี้ไปคอนโดที่ทำเลดี ราคาและคุณภาพโอเคเท่านั้นถึงจะยังไปได้

กระแสจตุคามรามเทพเป็นคนละแบบ เพราะเป็นกระแสที่เกิดจากศรัทธาเป็นสำคัญ

จตุคามรามเทพรุ่นแรกนั้นของขุนพันธุ์ฯนั้นย้อนหลังกลับไปถึงปี 2530 ช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครรู้จักในวงกว้างทั้งขุนพันธุ์ฯและจตุคามรามเทพ

จวบจนกระทั่งกลางปี 2549 กระแสจตุคามรามเทพก็เกิดขึ้นกะทันหัน ผู้คนทั้งประเทศ ทุกเพศ ทุกวัยรู้จักกันหมด พร้อมๆกับจตุคามฯชื่อขุนพันธุ์ฯ นายตำรวจจอมขมังเวทย์ ผู้สร้างจตุคามรามเทพรุ่นแรกก็โดดเด่นคู่กับจตุคามฯ

หากจะวิเคราะห์กระแสจตุคามรามเทพทั่วๆไปก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะการพูดกันปากต่อปาก และสื่อโหมกระพือ
คำถามก็คือก็แล้วทำไมเพิ่งจะมาพูดกันปากต่อปากจนดังไปทั้งประเทศสูงสุดเมื่อกลางปี 2549 ทั้งๆที่จตุคามฯรุ่นแรกสร้างกันมาตั้งแต่ปี 2530 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว

การบูมจนกลายเป็นจตุคามณฟีเวอร์ไปทุกวงการเช่นนี้ราวกับเป็นการระบาดของเชื้อไวรัส ต้องใช้กรอบความคิดจากหนังสือ “จุดชนวนคิด พลิกสถานการณ์” หรือ The Tipping Point เขียนโดย Malcolm Gladwell น่าจะให้ภาพที่ดีที่สุด
ปัจจัยที่ให้เกิดการระบาดของกระแสหรือปรากฏการณ์ต่างๆนั้นขึ้น Gladwell บอกว่ามีหลัก 3 ประการ

1.เกิดจากคนจำนวนน้อย

2.ปัจจัยติดหนึบหรือสิ่งที่ดึงดูดให้กระแสนั้นน่าสนใจ

3.บริบทที่ก่อให้เกิดกระแส

สภาพแวดล้อมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทยนั้นแย่มาก ความขัดแย้งทางการเมืองสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินต่ำ การทำมาหากินเริ่มฝืดเคือง

ภายใต้บริบทแบบนี้ ผู้คนไร้ที่พึ่ง หนึ่งเดียวที่ทุกคนบ่ายไปหาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยให้รอดและรวย
จตุคามรามเทพนั้นเป็นที่ร่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์ใหม่ที่ยิงไม่เข้า ฟันไม่ระคายผิว ใครที่ห้อยจตุคามฯจะแคล้วคลาด ในยามที่อันตรายรอบตัวเช่นนี้ ใครก็อยากแคล้วคลาด

และมีคำร่ำรือว่าจตุคามฯจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ มั่งมีศรีสุข เงินทองไหลมาเทมา

“รอดและรวย” คือปัจจัยติดหนึบของจตุคามฯ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้บูมเริ่มต้นจากเพียงไม่กี่คนที่คล้องจตุคามฯแล้งแคล้วคลาด ก็เล่าให้คนอื่นฟัง บางคนขอแล้วรวย คนอื่นๆก็รู้ก็พูดกันไปทั่ว

จนกระทั่งคนดัง ดารา ห้อยจตุคามกันเยอะแยะและประกาศให้คนรู้ สื่อมวลชนทุกแขนงเริ่มตีพิมพ์ ออกอากาศ
คนทั้งประเทศต่างประจักษ์ในฤทธานุภาพ

จนกระทั่งมีการปลุกเสกจตุคามฯกันทั้งประเทศ

หน่วยงานต่างๆก็ผลิตจตุคามฯถ้วนหน้า

มีการโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต มีคีออส เช่าได้ตามเซเว่นฯ

จตุคามฯจึงกลายเป็นวัตถุมงคลที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องมี

โดยเฉพาะภายใต้บริบทเช่นนี้

ที่คนไทยไร้ที่พึ่ง

Published in: on April 26, 2007 at 8:32 am  Comments (28)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/04/26/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/trackback/

RSS feed for comments on this post.

28 CommentsLeave a comment

  1. นอกจาก tipping point ที่ทำให้จตุคามฯ ติดตลาด
    น่าคิดต่อเหมือนกันนะครับ ว่าเมื่อไร S Curve นี้ จะเปลี่ยน

    สังเกตดูจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์สิครับ
    เหยียบกันตาย ขโมยขึ้นบ้าน กระชากสร้อย เผาบ้าน ต่อยกัน
    พระเรี่ยไรเงินซื้อจตุคามฯโดนตบ
    วัดและโรงเรียนที่ได้รับแจกก็เดือดร้อน

    ตอนนี้ ข่าวสาร ผู้โชคร้าย และมีภัย จากการห้อยจตุคามฯ
    มีมากกว่าผู้ได้รับโชคดีของการห้อยจตุคามฯ

    มันจะมีทฤษฎีอะไร ที่ Anti Tipping Point หรือไม่?
    หรือ ในสังคมไทย ที่ยังชอบลึกลับมากลึกซึ้งนี้
    ทางออกมีทางเดียวคือ
    ต้องมี Tipping Point ของตัวอื่นขึ้นมาแทน

    พระภิฆเนศ อาจเป็นอีกอันที่เอามาตีได้

    ได้ข่าวคุณธันยวัชร์ มีไว้อันนึงแล้ว?
    เก็บไว้ดีๆ นะครับ

  2. ไม่ได้ห้อยขอรับ…แต่ว่ามีไว้บูชาเหมือนกัน…เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ…จะบอกให้…เออ…

  3. พี่ครับเปลี่ยนสีbackgroundได้มัยครับมันแสบตามากเลยครับ

  4. คิดว่าอันนี้เกิดจากวัฒนธรรมของคนไทยที่ค่อนข้างจะเชื่อในเรื่องเหล่านี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือปรากฏการณ์นี้บังเอิญว่าเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีค่อนข้างมาก

    ลองนึกภาพว่าหากเรื่องของจตุคามนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู เช่นในยุคพลเอกชาติชายฯ ซึ่งเงินสพัดกันมาก ราคาที่ดินพุ่งพรวดพราด คนมีเงินใช้กัน จตุคามก็คงจะไม่ได้รับความนิยมถึงขนาดนี้นะครับ

    ชอบฟังรายการของคุณกับคุณอาทิตย์มากนะ โดยเฉพาะเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีมาก ๆ

  5. เห็นด้วยค่ะ ที่ว่าในช่วงเวลานี้คนไทยเรากำลังต้องการที่พึ่งทางใจ
    เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นส่วนมาก มักเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ
    และคงรวมกับที่พวกนายทุนไปปลุกปั่นด้วย
    แต่ก็ยังไม่ได้มีไว้บูชานะคะ เพราะจำนวนรุ่นมากเหลือเกิน
    ถ้าคุณธันยวัชร์ทราบว่ารุ่นอะไรดีมากๆ ก็อย่าลืมบอกพวกเราด้วยนะคะ

  6. สีเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีดีไซน์แบบนี้เท่านั้นที่มี latest ดูของเก่าได้ง่าย

    ถ้าเป็นแบบอื่นจะต้องลากยาวเลย ซึ่งถ้า update ทุกวัน มีดูยากมากครับ

  7. ผมยังไม่มีจะห้อย อยากได้อยู่เหมือนกัน ลูกน้องเก่าบอกจะฝากมาให้ตั้งแต่ปีใหม่จนถึงเดี๋ยวนี้ยังมาไม่ถึงเลย(สงสัยหลอกให้ดีใจ ซะงั้น)

    รูปที่โหลดมาสงสัยเป็นของส่วนตัวK.ธันยวัชร์แน่ๆ

    ยอมรับว่ากระแสแรงมาก แต่ผมว่าสุดท้าย เราคงต้องพึ่ง”สติ สัมปชัญญะ”+”อัตตา หิ อัตต โน นาโถ” จะเป็นสิ่งที่จีรังยั่งยืนแท้แน่นอน

  8. คนที่เข้ามาในช่วงนี้มีแต่รากหญ้า สักการะแล้วถูกหวย จึงมีการบอกต่อว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริง

  9. เห็นภาพข่าวที่มีคนแห่กันเพื่อต้องการไว้ครอบครองแล้วมันคนละความรู้สึกกันกับที่เห็นประชาชนไทยใส่เสื้อเหลืองในวันฉลองครบ 60 ปีที่ผ่านมา แต่ชอบการรวมพลังสามัคคีในวันฉลองมากกว่า

  10. …มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับ “ความเชื่อ & ความศรัทธา” อยู่เรื่องหนึ่ง(คุณแม่เราเล่าฟัง ท่านอายุ ๘๔)ความว่า…นักเลงพระท่านหนึ่งถูกโจรบุกปล้นบ้าน ด้วยความที่ท่านมีของดี-วัตถุมงคลในกรุอยู่มากมาย และกอร์ปกับใส่พระดีห้อยติดตัวเป็นพวงใหญ่ไว้ประจำ

    แต่บังเอิญมีเหตุโจรบุกปล้น ต้องปะทะกับโจรจวนตัวเข้าจึงต่อสู้สุดฤทธิ์ กระทั่งสร้อยคอที่สรวมไว้ขาด องค์พระกระเด็นหลุดกระจาย พอสบโอกาสจึงรีบเอามือควาน-คลำหาทั่วบริเวรแน่ใจว่าได้องค์พระมาองค์หนึ่ง ก็รีบจับใส่ปากอมไว้ทันที!!หวังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ก็บังเกิดความรู้สึกว่า องค์พระที่อมไว้มีการสั่นไหวอยู่ในปาก เกิดความเข้าใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มภัยจึงเกิดพลังใจฮึดสู้ และเป็นจังหวะที่รอดพ้นจากคมดาบ/ลูกปืนที่เกิดจากการต่อสู้ จนกระทั่งเหล่าโจรนั้นพ่ายถอยหนีไป เมื่อคายพระที่อมไว้ใส่มือ ปรากฏว่าเป็น “ตัวเขียด” ที่ดิ้นกระแด่วๆอยู่ในปากท่านนั่นเอง….(ขอนุญาตเล่าเพื่อคลายความเครียดจากอุณหภูมิร้อนแรงของอากาศ+เหตุบ้านการเมืองด้วยนะ..)

    …โดยส่วนตัวเรา มีจิตศรัทธาศัการะบูชาต่อ “องค์จตุคามฯ” อยู่ ด้วยใจเสมอ เคยสวดมนต์ขอท่านช่วยขจัดปัดเป่าภัยร้ายในดินแดน ๓-๔ จว.ชด.ใต้ให้สงบสุขร่มเย็น มิเคยลบหลู่และมิได้แสวงหามาครอบครอง เพียงสื่อด้วยพลังใจก็ประเสริฐสุดสำหรับเราแล้ว เราเชื่อว่าเมื่อใจคิดดี ทำดี ก็จะต้องได้รับแต่สิ่งที่ดี ..โดยเจตนาองค์จตุคามฯ และท่านขุนพันธุ์ฯ คงต้องการให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติอยุ๋ในจารีต-ศีลธรรมอันดี แต่ด้วยความโลภของมนุษย์ นำพาซึ่งความหายนะมาสู่ตน! ต่อให้มีวัตถุมงคลที่วิเศษสุด แต่หากไร้คุณธรรม-จริยธรรมจิตอกุศลครอบงำแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง คงไม่อาจเหนี่ยวรั้งจิตใจไว้ได้

    …เราขอสรุปว่า ศรัทธาอยู่ที่ใจ…ใจที่บริสุทธิ์ย่อมก่อให้เกิดพลังในตัวตน!

    …ขอบพระคุณท่านอาจารย์ธันยวัชร์ และคุณอาทิตย์ เป็นอย่างสูง.

  11. ไม่จำเป็นต้องห้อยครับ
    ขยัน
    ประหยัด
    ซื่อสัตย์
    ทำดี
    อะใรดีๆก็ตามมาเอง
    เชื่อมาก คนขายพระรวย

  12. เพิ่งกลับมาจาก จ.นครศรีธรรมราช เมื่อตะกี๊นี้เอง
    ได้เห็นอะไรกะตาด้วยตัวเอง รู้สึกทึ่งในพลังอันล้ำลึกของจตุคาม

    ประชาชนชาวนครศรีธรรมราช จะต้องห้อยจตุคามวงกลมๆ ใหญ่ๆ พร้อมสายห้อยเส้นกลมๆ หนาๆ …ห้อยออกมาให้เห็นเด่นเป็นตะหง่าน
    ประหนึ่งว่า ถ้าใครไม่ห้อย คนนั้นไม่ใช่ชาวนครฯ
    หรืออีกนัยหนึ่งว่า คนห้อยจตุคาม คือชาวนครฯ ตัวจริงเสียงจริง ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่มีของขลังอาคม (ที่ชาวไทยส่วนหญ่ายยยยทุกวันนี้เชื่อกันอย่างนั้น)

    อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ ป้ายผ้าใบโฆษณา หรือป้ายตามท้องถนน หรือแม้กระทั่งทั่วร้านทุกหัวระแหง มีแต่บอกว่า “รับจองจตุคาม….” คือเดินไปไม่เกิน5เมตรต้องผ่านป้ายดังกล่าวแน่นอน

    ผมว่า คนที่ห้อยจตุคามแล้วรวย คงรวยไม่เท่าคนที่รับจ้างทำป้ายโฆษณารับจองจตุคามมากกว่า…นี่คือเรื่องจริง

    มีประเด็นหนึ่งที่สงสัยก็คือว่า ถ้าเราเอากระแสจตุคามรามเทพ มาเปรียบเทียบกับกระแสปี๋ซิ่ว (หรือปี๋เซียะ) คิดว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลจะทำอะไรกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ (ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเองก็มีการสนับสนุนในเรื่องปี๋ซิ่วอยู่เหมือนกัน …แต่ในขณะเดียวกันก็มีตลาดรัสเซีย หรือเซิ่นเจิ้นก็มีของปลอมพวกนี้ขายด้วย

    ส่วนตัว…ไม่ใช่เกาะกระแส หรือเห็นด้วยกับจตุคามนะครับ แต่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นชีวิตของคนไทยทั้งชาติ(ส่วนใหญ่)ในช่วงที่ผ่านมา ว่ามีการลุ่มหลงมัวเมาไม่ต่างจากติดสิ่งเสพติดสิ่งหนึ่ง ถึงขั้นต้องเหยียบกันตาย หรือทำร้ายร่างกายเพื่อช่วงชิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของตัวเอง

    เห็นด้วยกับ Hopeless ที่คุณธันยวัชร์กับคุณอาทิตย์ว่า เป็นยุคสิ้นหวังของคนไทยจึงบูมสิ่งนี้ขึ้นมา แต่อย่าลืมว่า ช่วงปีที่ผ่านมาเราใส่เสื้อเหลืองกันทำไม เราใส่เสื้อเหลืองให้รำลึกถึงพระคุณของกษัตริย์ของแผ่นดินที่ทรงปกครองให้ประเทศอยู่เย็นเป็นสุขมิใช่หรือ…สิ่งที่ในหลวงทำ น่าจะเป็นกำลังใจให้พวกเราช่วยกันทำประเทศต่อไปให้ดีขึ้นสมกับที่พวกเราใส่เสื้อเหลืองกันใช่หรือไม่

    กลับมาที่กระแสจตุคาม เห็นด้วยนะถ้ามีการทำ marketing เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดนครฯ เพิ่มมากขึ้น เพราะจังหวัดนครฯ เองก็มีสถานที่ท่องเทียวค่อนข้างเยอะ …นี่ยังไม่นับกับชายหาดริมทะเลเรียบเคียงไปกับถนน ซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่สวยกว่าพัทยา(อย่างมากๆๆๆๆๆ)

    …เป็นไปได้นะครับเพราะต่างชาติที่ไปพบเห็นมาครั้งนี้ สนใจจตุคามเช่นกัน

  13. บางคนมองว่าเป็นกระแส แต่หลายคนที่ศรัทธาจริง บูชาจริง อธิฐานขอในสิ่งที่ไม่เกินวิสัย ร้อยละ 90 มักได้ตามที่ขอ เหมือนที่ท่านบอกไว้ว่า “ขอได้ ไหว้รับ” บางคนกล้าท้าทายท่านโดยพิสูจน์ดูขอกันแบบยากที่จะเป็นไปได้ แต่กลับได้ตามที่ขอ บอกต่อยิ่งทำให้คนศรัทธา ผมเองและเพื่อน ๆ หลายคนเคยขอแล้วได้ตามที่ขอ ผมเองก็เกิดศรัทธา เพื่อนบางคนในชีวิตไม่เคยแขวนพระเครื่อง พอนำไปบูชาแขวนและอธิฐานขอได้ตามที่ขอก็ทำให้เกิดศรัทธามากยิ่งขึ้น ขณะนี้ไม่ใช่บางวงการ แม้แต่ในบริษัทฯ หรือธุรกิจขนาดใหญ่ยังตั้งองค์จตุคามไว้บูชา มีผ้ายันต์แขวนผนัง ธนาคารหลายสาขา หลักทรัพย์หลายแห่ง เป็นอย่างนี้ แม้แต่นักธุรกิจร้อยล้านยังบูชากันเลยครับ ตัวผมมองว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่ต่อไปคนจะนับถือดังเช่น พระโพธิสัตย์กวนอิม หรือเทพองค์อื่น ๆ ของพราหม

  14. ศรัทธาในความดี ความขยัน ความอดทน ความถูกต้อง รุ่นนี้ห้อยกรวดห้อยทรายก้อได้ดี

  15. อย่างว่าครับ ถ้าเชื่อว่าห้อยแล้วรวย ชีวิตมีความสุขก็ ห้อย แล้วนั่งอยู่ในบ้านแหละครับ แล้วดูว่าชีวิตมันจะเจริญมั้ย

  16. ผมคิดว่าต้องมองพื้นฐานนิสัยคนไทย ที่เคยได้ยินได้ฟังตอนเด็กว่า อะไรก็ได้คีอไทยแท้ ซึ่งผมไม่ชอบพูดนี้มากๆ เพราะบ่งบอกถึง ความไม่ขยัน ไม่อดทน ชอบเสื่ยง ชอบรวยทางลัด ปากว่าตาขยิก จตุคามรามเทพจึงเป็นคำตอบทื่โดนใจคนไทยทั้งมวล แต่เดี๋ยวก็ซาไปเองในเวลาอันสั้นนี้ ทุกอย่างมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง สำหรับผมไม่คิดจะมีไม่คิดจะห้อยครับ

  17. i need to buy “case study 10.0 ” book.please advise.
    NOTE: i try to many book store but it finished.

  18. ที่ออฟฟิศผม พนักงาน 80% เป็นคนทางภาคใต้ครับ
    แต่ผู้ริเริ่มนำมาบูชา (ห้อยคอ) ก็คือหัวหน้าผมครับ คงสืบเนื่องมาจากการที่พี่เค้าเคารพนับถือในตัวของขุนพันธ์ฯ
    (เคยให้ผม search หาเกี่ยวกับขุนพันธ์)

    ในช่วงแรก ๆ (เท่าที่ผมเริ่มสังเกตเห็น) ก็งานแต่งงานของพี่ที่ออฟฟิศคนนึง เมื่อปลายปี 47 (ตอนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ) เห็นมาแต่ไกลเลยครับ ใหญ่มาก…….
    แล้วก็เห็นห้อยมาเรื่อย ๆ (เมื่อไหร่ที่มีงานเลี้ยงออฟฟิศ)
    ส่วนในออฟฟิศ เริ่มมาสนใจ ก็ตอนที่พี่ฝ่ายขายเขตภาคใต้เริ่มนำมาห้อย และหลังจากมีข่าวว่า เห็นภาพขุนพันธ์ในงานศพของท่าน ก็ยิ่งเป็นตัวจุดกระแส ให้คนในออฟฟิศเริ่มหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น

    ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ งานบวชงานบุญ ห้อยกันเพรียบ
    แต่เวลาปกติก็ไม่ห้อยกันนะครับ มีแต่พูดถึง หรือไม่ก็เข้าอินเตอร์เน็ทกัน
    (ไม่เชื่อก็ไปดูตาม favorite ตามเครื่องได้เลยครับ)
    ตอนนี้ก็ฝากพี่ฝ่ายขายเขตใต้ ให้จองให้

    ถ้าเฉพาะฝ่ายขายแล้ว คงเหลือผมกับเพื่อนอีกคนที่ไม่ได้สนใจนัก (ติดเกมส์ออนไลน์กันมากกว่า)

  19. ปล. ที่บอกว่า “ตอนนี้ก็ฝากพี่ฝ่ายขายเขตใต้ ให้จองให้” คือคนที่สนใจ น่ะครับ

  20. ชอบในแง่ศิลปกรรม เป็นวัตถุมงคลที่มีภาพลักษณ์งดงาม ข้อดีอีกประการ คือ เป็นการจุดชนวนความคิดว่า ไม่มีอะไรที่อยู่กับที่ ทุกสิ่งพัฒนาได้ แล้วแต่ใครจะเห็น หรือจะหยิบมุมใดมาพัฒนา และสร้างสรรค์

    รัฐบาลยังทำแจกเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนเสื้อเกราะเลย (จะคุ้มค่าไหม?)

  21. ผมว่าการที่คนไทยนั้น ขาดที่เพิ่งทางด้านจิตใจ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดนั้นก็คงเป็นเพราะคนไทยอยากรวยเร็ว (ทุกคน) ไม่ว่าจะทำสิ่งใดซึ่งอาจเป็นวิธีต่างๆนอกจาก การบูชา จตุคามรามเทพ และ วัตถุมงคลต่างๆ สัตวมงคล ในตำนาน หรือไปขอหวยขอเลขทุก อาจารย์ ต้นไม้ ที่เค้าบอกมา วัว 5 ขา แมว 2 หัว ก็ไปขอกัน
    ผมว่ากระแสต่างๆ จะค่อยๆเงียบ ไปเอง ราคาในการเช่าบูชา ของวัตถุมงคลนั้นก็จะเบาบ้างลดลงไปเรือยๆ ราคานั้นจะดีผมว่าน่าจะเป็นรุ่นแรกๆ สะมากกว่า เพราะเป็นต้นกำเนิด
    ผมว่ากระแสแบบนี้เปรียบเทียบได้เหมือนกระแสชาเขียว แรกๆดังมาก หลังๆก็เงียบลงแต่ไม่หายไป เหลือคนที่กินก็คือพวกชอบดื่มจิงๆ กระแสนี้ก็เช่นกัน เดี้ยวก็เงียบแต่ไม่หาย…

  22. เป็นเรื่องธรรมดาครับ

    บ้านนี้เมืองนี้

    นักการเมือง โกงกิน เชื่อถือไม่ได้

    ไม่มีสัจจะในหมู่โจร

    ข้าราชการเช้าชามเย็นชาม

    เก๋าเจี๊ยะ

    พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธ์ และพึ่งตังเองนี่แหละดีที่สุด

  23. ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

    บางพวกชอบอ้างว่าเมืองไทยเมืองพุทธ อยากเอาข้อความเพียงข้อความเดียวไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ราวกับว่ามันจะทำให้สภาวะศาสนาพุทธในเมืองไทยดีขึ้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่เรายังเชื่อเรื่องเหนือ”ธรรม”ชาติกันอย่างไร้สติ

    ถามคำเดียวครับ มงคล 38 ในพระไตรปิฎกมี “วัตถุมงคล” รวมอยู่ด้วยหรือเปล่า ช่วยกลับไปค้นคว้ากันหน่อยนะครับชาวพุทธทั้งหลาย

  24. เห็นด้วยกับความเห็น ของ Air Force Dude อย่างแรง “มงคล 38 ”
    ในมุมของการตลาดแล้ว ตอนนี้คงพยายามยืด tipping pt.ออกไปให้ยาวนานที่สุด
    บางเรื่องในข่าว ไม่ทราบว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ช่วยให้ผลทั้งทางบวกและทางลบกับวัตถุมงคลนี้
    อย่างไรก็ตาม ศรัทธา คือความเชื่อมั่น หากมีไว้เพื่อสร้างกรรมดี ย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ

  25. ผมเห็นว่าจาตุคานฯเป็นผลพวงทางการค้าที่อาศัยจุดอ่อนของคนไทยอันเป็นการทำลายพุทธศาสนาและเป็นปรากฎการณ์สะท้อนพุทธศาสนาของคนไทย
    อันที่จริงจาตุคามฯป็นเทพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์(เชื่อเรื่องผี ราหูอมจันทร์ พระภูมิเจ้าที่ )ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพุทธศาสนา แต่เดิมจาตุคามฯถูกสร้างขึ้นรุ่นแรกๆเมื่อประมาณปี 2530 รุ่นอะไรผมก็จำไม่ได้แต่ตอนนั้นยังไม่ดังไม่มีใครรู้จักเอาไปแจกก็ยังไม่คอยจะมีใครอยากได้ จุดพลิกผัน(Tipping point) ก็ครงที่งานศพของท่านขุนพันฯอันมีเกียรติประวัติในการปราบเสือ(โจรปล้นชาวบ้าน) ในสมัยอดีตย้อนไป60-70 ปี เช่นเสือใบ เสือขาว โดยใช้อาคม และคงกระพันจนเป็นที่ล้ำรือมีชื่อเสียง ท่านได้ปลุกเสกจาตุคามด้วยตัวท่านเองไว้แจกเป็นของชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพของตัวเอง ทำให้ผู้ที่ทราบข่าวต่างพากันไปรอของแจกจนเกิดปัญหาตามข่าวที่เราทราบกัน
    กระแสงกล่าวเริ่มทำให้คนสนใจและการพูดแบบปากต่อปาก (word of mount) ทำให้กระแสการระบาดของจาตุคามเหมือนไวรัสรวดเร็วเหมือนไฟรามทุ่ง
    จากเหตุดังกล่าวจึงเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ของบรรดาพ่อค้าแม้กระทั่งตัวพระสงฆ์เอง(บางรูป) ที่ต้องการหารายได้เข้าวัด(บางวัดเจ้าอาวาสก็ยอมให้พวกพ่อค้าเอาชื่อวัดไปจัดทำจาตุคามฯแล้ววัดรับเงินก้อนจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทน ) ต่างก็จัดทำจาตุคานฯเยอะมากจนจำรุ่นกันไม่ได้ โดยมีการนำพระทางพุทธศาสนาเข้าไปปนเป มีพระเข้าไปร่วมปลุกเสกยิ่งทำให้พุทธสาสนิกชนสับสน(อย่างคำพูดที่ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ) บวกกับภาวะเศรษฐกิจความเชื่อดั่งเดิม และกระแสความนิยมแล้วมีคนที่เข้าใจว่านับถือศาสนาพุทธเข้าไปซื้อหากันมากมาย
    ผมคิดว่าเราชาวพุทธจะต้องไม่ลังเรเชื่อมั่นในพระธรรมอันเป็นทางนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ ดังที่ว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปปฏิบัติธรรม หรือที่ว่า ธรรมะไม่มาโลกาวินาศ

  26. บทความของไมเคิล ไรท์ ในมติชนสุดสัปดาห์ 4 พค. 50 กล่าวถึงเรื่องของ จตุคามรามเทพ ว่าไม่มีเทพนี้จริงในประวัติศาสตร์ ของศาสนาพราหมณ์ และ ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเซีย

    น่าสนใจหาอ่านกันนะครับ

  27. ร่วมกัน ปลุกกระแส“พระเจ้าตาก “
    สิ้นพระชนม์เมืองนคร ฯ จริงหรือ ?
    ฤาษีต้อง ( นายอรรถสิทธิ์ ลักษณะปิยะ ) กล่าวถึงชื่อถนนที่พาดผ่านหน้าอาศรมของเขาที่มีชื่อว่า “ตากสินอนุสรณ์ “ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความหมายถึงความผูกพันและความเชื่อของชาวบ้านว่า “พระเจ้าตากสิน สิ้นพระชนม์ที่วัดเขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
    โดยเฉพาะแรงจูงใจ ล่าสุดเกิดจาก เมื่อต้นปี 2550 ตนได้รับภาพลายเส้นที่มีการแกะภาพจากฝาพระพุทธบาทจำลองด้วยหมึกจีน ซึ่งเดิมติดอยู่บริเวณฝาผนังถ้ำวัดเขาขุนพนมมาช้านานแล้ว ต่อมา ชาวบ้านเกรงว่าจะถูกขบวนการค้าวัตถุโบราณขโมยจึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิทธภัณฑ์ของวัด
    ปริศนาจากภาพรอยพระพุทธบาทจำลอง
    “ โดยภาพลายเส้นดังกล่าว มี ลักษณะพิเศษที่เป็นลายเส้นที่เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่ไม่ใช่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องพุทธประวัติ หรือ ภาพมงคล 108 เหมือนกับพระพุทธบาทที่พบเห็นโดยทั่วไป
    ผู้รู้ทางด้านศิลปกรรมหลายคน ให้ความเห็นร่วมกันว่าเป็นศิลปกรรมลายเส้นแบบจีน ไม่ใช่เป็นการสร้างสรรค์ของช่างไทย หรือ ช่างท้องถิ่น”
    “ ภาพดังกล่าวเป็นเหมือนกับสื่อสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับตำนานพระเจ้าตากสินกับวัดเขาขุนพนม ตราตรีจักร หมายถึงกองทหาร ของ้าวเป็นอาวุธของคนชั้นสูง ช้างสามเศียร เป็นพาหนะของพระอินทร์ “ ฤาษีต้อง กล่าว
    “ ภาพเรือสำเภาแบบจีนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทะเล การเดินทัพทางบกน่าจะหมายถึงการเดินทางลี้ภัยของพระเจ้าตากสินออกจากกรุงธนบุรีรอนแรมมายังเมืองนครศรีธรรมราช
    “ มีภาพถ้ำ และ สัตว์ป่าน่าจะหมายถึงขุนเขาพนม ภาพ มังกรเป็นสัตว์ชั้นสูงตามคตินิยมของจีนน่าจะหมายถึงพระเจ้าตากสิน ภาพสัตว์ที่เป็นปีจันทรคติหมายถึงสิ่งบ่งบอกห้วงเวลาในการเดินทางจากกรุงธนบุรีที่เป็นการลี้ภัยมายังเขาขุนพนม “ ฤาษีต้อง กล่าว
    ใคร ? คือผู้เขียนภาพปริศนา
    ฤาษีต้อง กล่าวว่า หลังจากนั้น มีการตีความเพิ่มเติมว่า ใคร ? เป็นผู้สร้างสรรค์ศิลปกรรมแบบจีนขึ้นมาเมื่อศึกษาลึกในลงไปในรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ก็มีการสันนิษฐานว่าเป็นทหารเสือของพระเจ้าตากที่เป็นทหารเชื้อสายจีน 500 คน
    “ ก็คือกำลังหลักในการตีฝ่าวงล้อมพม่าก่อนกรุงศรีอยุธยาจะตกเป็นของพม่าครั้งที่ 2 มีประสบการณ์ในการเดินเรือในท้องทะเลลึกเป็นที่มาของการกำหนดยุทธศาสตร์การเข้าตีเมืองจันทบุรีเป็นฐานที่มั่น “ ฤาษีต้อง กล่าว
    ฤาษีต้องกล่าวว่า จุดที่เกี่ยวโยงระหว่างทหารเสือของพระเจ้าตาก กับภาพสัญลักษณ์ปริศนาจากลายแทงพระพุทธบาทก็คือ คาดว่าทหารเชื้อสายจีนก็คือองค์รักษ์ที่คุ้มครองพระเจ้าตากในการลี้ภัยจากกรุงธนบุรีมายังเขาขุนพนมเป็น และ ทหารจีนกลุ่มนี้คือ ผู้เขียนภาพลายเส้นที่เป็นศิลปกรรมแบบจีน
    หลักฐานเก่ามีน้ำหนักมากขึ้น
    ฤาษีต้องกล่าวว่า เป็นพยานในการตอกย้ำพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วให้เกิดความกระจ่างชัดมากขึ้น ว่า ศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ในรูปโบราณวัตถุถ้วยชามลายครามที่เป็นศิลปะแบบจีน และ พระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลายที่เป็นพระพุทธรูปทองคำซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นเครื่องใช้ของบุคคลผู้สูงศักดิ์มิใช่สามัญชนอย่างแน่นอน
    “ รวมถึงประวัติศาสตร์บอกเล่า เพลงร้องเรือกล่อมเด็ก เรื่อง “ตาแปะหนวดยาวนอนอยู่ในโลงดีบุก “ที่มีขบวนแห่ศพที่มีธงหรือ ฉัตรซึ่งเป็นพระศพของบุคคลชั้นสูง หมายถึงพระเจ้าตากสิน “ “ ฤาษีต้อง กล่าว
    ก่อตั้งพิพิทธภัณ์ภาพ
    ฤาษีต้อง กล่าวว่า จะมีการจัดกิจกรรมประกวดภาพเขียนสีน้ำมันโดยนักศึกษาทางด้านศิลปกรรมของจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยใช้ข้อเขียนของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงค์ “ ใคร ? ฆ่าพระเจ้าตากสินเป็นพล็อตเรื่องโดยใช้ความสามารถแปรตัวหนังสือออกมาเป็นภาพในเชิงจินตนาการ จะนำภาพทั้งหมดมาจัดตั้งพิพิทธภัณท์ภาพเพื่อการเผยแพร่ประวัติศาสตร์พระเจ้าตากกับเมืองนคร ฯ
    “ ถือว่าเป็นกิจกรรมแรกที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อให้มีกลไกในการขับเคลื่อนกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของกองทุนทางปัญญา “ ฤาษีต้อง กล่าว
    แจกหนังสือ “ภิกษุณีวรมัย “ 3 จังหวัดชายแดนใต้
    “ ผมต้องการสานต่อเจตนารมณ์ของภิกษุณี วรมัย กบิลสิงห์ ผู้เขียนหนังสือ “ใครฆ่าพระเจ้าตาก “ โดยการนำหนังสือชื่อ “ดุซงยอ 2491 ถึงตากใบวิปโยค “แจกจ่ายหัวหน้าส่วนราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อกระตุ้นให้มีการนำแนวคิดในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ฯ “ ฤาษีต้อง กล่าว และ ว่า
    “ ผมเห็นว่าแนวคิดยังมีความทันสมัยเป็นข้อเขียนจากการสัมผัสเหตุการณ์จริงเมื่อ 56 ปีมาแล้ว “ ฤาษีต้อง กล่าว

  28. มาดูที่นี่สิถ้าจะมองหาคอนโดเข้าเวปนี้สิครับหาง่ายมากๆเลย

    เว็บไซต์นี่ที่รวบรวมข้อมูลที่ท่านต้องการเช่าคอนโด ต้องการที่จะลงประกาศ ขายคอนโด เว็บนี้ ทุกที่ มีรูป และ แผนที่ ไว้บริการเพื่อความ สะดวกและรวดเร็ว เป็นเว็บที่รวบรวมข้อมูลคอนโดและเช่าคอนโด และขายคอนโด
    เข้าไปดูที่ http://www.thairemap.com สิครับ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: