โค่น โมเดอร์นเทรด…ยาก

โมเดอร์นเทรดที่ครองอำนาจตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมานั้นได้กลายเป็น “ระบอบ” ที่ฝังรากลึกลงไปในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยแล้ว

ถ้าจะ “โค่นระบอบโมเดอร์นเทรด” จริง ก็ต้องมี “คณะปฏิรูปการปกครองระบอบค้าปลีก” เสียก่อน

ใครจะเป็นคนลงมือ ในเมื่อ “พันธมิตรโชวห่วยเพื่อค้าปลีก” ยังไม่เข้มแข็งพอ

ข่าวเครือข่ายต้านระบอบโมเดอร์นเทรดที่สะพัดไปทั่วทั้งก่อนการปฏิรูปการปกครองและหลังปฏิรูปการปกครองก็ยังไม่ซ่างซานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ค้ารายย่อยนั้ย “ทุกข์จริง”

ถึงกับมีข่าวว่าจะรวมตัวกันประท้วงแม้ว่าจะมีประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม

แสดงให้เห็นว่า “ระบอบโมเดอร์นเทรด”กำลังจะทำลายค้าปลีกไทยให้สูญพันธุ์ไปจริงจังแล้ว

อันจริงโมเดอร์นเทรดในช่วงแรกที่เข้ามาในปี 2539 นั้น ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเพราะเพิ่งเข้ามาในช่วงแรก อีกทั้งห้างสรรพสินค้าไทยก็แข็งแกร่ง

ตอนนั้นไม่ได้มองว่าโมเดอร์นเทรดจะเป็นคู่แข่ง เพราะถือว่าอยู่คนละตลาดกันอีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในอุตสาหรรมก็ถือหุ้นใหญ่ในคาร์ฟูร์ และบิ๊กซีอยู่ด้วย ก็เลยคิดว่ายิ่งโมเดอร์นเทรดโต ตัวเองก็จะได้ด้วย

โมเดอร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าอยู่คนละตลาดก็จริง แต่ก็มีบางส่วนที่คร่อมกันอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นคิดว่าโมเดอร์นเทรดนั้นก็แค่ทำให้แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

จริงอยู่ที่คนเข้าโมเดอร์นเทรดก็เพราะต้องการไปซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกกว่าไปซื้อตามห้างทั่วไป แต่สินค้าอื่นๆจะลูกค้าก็จะไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าที่มีของให้เลือกมากกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า แต่ทว่าวันนี้ความนิยมของผู้ซื้ออยู่ที่ว่า ถ้าซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกได้ที่โมเดอร์นเทรด ก็น่าจะซื้อของอย่างอื่นได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะเห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโมเดอร์นเทรดก็ขายดีมาก

สุดท้ายโมเดอร์นเทรดก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยยุคใหม่

ในรอบสิบปีมานี้ โมเดอร์นเทรด ซึ่งหมายถึงบิ๊กซี แมคโคร โลตัส คาร์ฟูร์ และ 7-11 ได้เจริญเติบโตขึ้นมาก แผ่กิ่งก้านสาขาและสร้างระบอบของตนขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ยากที่ใครจะโค่นลงได้ เพราะโมเดอร์นเทรดเหล่านี้มีประชาชนเป็นผนังแดงกำแพงเหล็ก

ข้ออ้างของพวกนี้ก็คือ “ก็ประชาชนได้ประโยชน์”

“เป็นความต้องการของประชาชน”

“ประชาชนเรียกร้อง”

ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่า ทว่าการแผ่ขยายอาณาจักรโมเดอร์นเทรดไปเรื่อยๆไปบ่อนทำลายธุรกิจรายเล็กรายน้อย เพราะอำนาจมากเหลือเกิน

ฝ่ายโชวห่วยนั้นถูกกระทำจนแทบหมดสภาพที่จะต่อสู้แล้ว

โมเดอร์นเทรดก็คิดว่าโชห่วยสูญพันธุ์ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่ามีพลังฮึดได้อย่างไร

Published in: on May 10, 2007 at 12:45 am  Comments (12)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/05/10/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81/trackback/

RSS feed for comments on this post.

12 CommentsLeave a comment

  1. สู้กันลำบากมวยคนละรุ่น ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ว่าไปแล้วผมเห็นว่าเป็นผลกรรมของโชวห่วยที่เคยสร้างไว้บางส่วน เช่น เวลาสินค้ามีแนวโน้มจะขึ้นราคาโชวห่วยก็จะกักตุนสินค้าและโก่งราคา เท่ากับผลักให้ลูกค้าวิ่งเข้าโมเดอร์นเทรด หรือ ถ้าคนซื้อเลือกมากหน่อยเจ้แกจะทำตาเขียว แล้วถามด้วยเสียงดุๆว่า จะซื้อหรือไม่ซื้อ ผมก็ไม่ซื้อแล้วก็เผ่นเข้าโมเดอร์นเทรดทันที กว่าโชวห่วยจะรู้ตัวก็สายเสียแล้วเสียลูกค้าไปแบบไม่กลับมาอีก แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นบ้าง บางส่วนพัฒนาตัวเองได้ก็รอดเช่น โชวห่วยภูธรตัวอย่างได้แก่ ร้านหงี้สุน ที่จังหวัดอุดรธานี หนังสือพิมพ์แนวธุรกิจบางฉบับเคยเอามาทำสกู๊ป ทุกวันนี้ก็ยังขยายกิจการแข่งกับ แม็คโค บิ๊กซี โลตัส อยู่อย่างสู้ไม่ถอย Thaicoon น่าจะเอามาลงมั่งเพื่อศึกษาวิธีการทำงาน เพื่อเป็นกำลังใจแก่กันว่าคนไทยยังสู้ฝรั่งหัวแดงหัวดำได้ไม่ต้องไปพึ่งรัถบาน(รัฐบาล)ที่ไม่รู้สึกรู้สากับความทุกข์ยากของประชาราษฎรไทย โชวห่วยสู้ สู้

  2. พวกห้าง modern trade ใหญ่ๆ ปล่อยเค้าไปสู้กันเองดีกว่า แต่ที่เราต้องมาคิดกันคือ ร้านโชว์ห่วย กับ seven , lotus express พวกนี้ ถ้าไม่นับเรื่องราคาของแล้ว ร้านโชว์ห่วยสามารถสร้างได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเยอะ เช่น ใช้บ้านตัวเองเป็นหน้าร้าน ไม่ต้องจ้างพนักงาน พี่น้องขายกันเอง ไม่ต้องเสียค่าแต่งร้านมาก ไม่ต้องจ่ายค่าไฟมาก ไม่ต้องจ้างพนักงาน ไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชน์ และอื่นๆ key factor มีอย่างเดียวคือต้นทุนสินค้า ที่จะเอามาขาย ไม่สามารถรับมาราคาต่ำกว่า modern trade ได้ ก็เอายังไงละครับ ร้านข้างบ้านผม เค้าจะซื้อของเข้าร้านมาขาย ยังต้องไปซื้อที่ modern trade ซึ่งผมก็สามารถไปซื้อจาก modern trade มาได้เช่นกัน แล้วเรื่องอะไรจะมายอมซื้อร้านข้างบ้าน ซึ่งเค้าต้องบวกราคาให้มันสูงขึ้นอยู่แล้ว ยกเว้นวันไหนขี้เกียจไป ค่อยหาร้านใกล้บ้าน ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นนึงที่ร้านโชว์ห่วย น่าจะได้เปรียบในแง่ทำเล อีกข้อ
    ผมมีวิธีแก้ไข คือเรื่องระดับนี้ต้องให้ รัฐมาช่วยซะแล้ว อาจจะตั้งเป็นสหกรณ์โชว์ห่วยประเทศไทย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่สามารถไปสั่งของจากผู้ผลิตใน volumn จำนวนมากไม่แพ้ modern trade เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องราคาให้รับสินค้ามาได้ในราคาต่ำเหมือน modern trade แล้วค่อยมาแจกจ่ายสินค้า
    ให้ร้านโชว์ห่วยไปขายอีกที
    ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าร้านโชว์ห่วยได้รับสินค้าราคาทุน ไม่แพ้ modern trade แล้ว จากข้อได้เปรียบเทียบอื่นๆ ที่กล่าวมา รวมทั้งให้เจ้าของร้านใส่ใจในลูกค้า และเพิ่มระบบบริหารจัดการอะไรเข้าไปอีกนิดหน่อย (ก็ไม่ต้องไปศึกษาจะที่ไหนมาก ก็ไปดูว่าร้าน modern trade เค้าทำกันอย่างไรแค่นี้เอง) สักวันนึงร้านโชว์ห่วยของไทยน่าจะกลับมาได้

  3. เห็นด้วยค่ะยากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางสู้ ความหวังยังมีอยู่

  4. Modern Trade ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ร้านโชว์ห่วยเท่านั้นนะคะ แต่ผู้ผลิตก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ฟังรายการวันก่อนพูดถึงเรื่อง Modern Trade ใช้นโยบายขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน และเน้นสร้างรายได้จากส่วนอื่นๆ ซึ่งมีเฉพาะ MT ที่ทำได้ เช่น ค่าแรกเข้า ค่าส่งเมล์ และอื่น ๆ ประเด็นนี้เป็นปัญหามากสำหรับผู้ผลิต ควรต้องมีกฏหมายควบคุม สร้างการแข่งขันให้ยุติธรรม

    เรื่องการแข่งขัน เชื่อว่าทั้งร้านโชว์ห่วยและผู้ผลิตไม่กลัวหรอกค่ะ ขอให้ยุติธรรมและสู้กันด้วยปัญญา ไม่ใช่ราคานะคะ ร้านโชว์ห่วยต่างจังหวัดกำลังปรับตัวอย่างมาก บางแห่งเห็นแล้วทึ่ง ทางรายการน่าจะเชิญมาเป็นตัวอย่างให้พวกเราได้เรียนรู้นะคะ

    ในฐานะผู้ประกอบการคนไทยซึ่งก่อตั้งมานาน และต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขอแสดงความคิดเห็นนะคะ หนังสือเล่มที่ชอบมาก คือ Who moves my cheese? ซื้อแจกผู้บริหารระดับสูงของบริษัททั้งหมดกว่า 3 ปี มาแล้ว และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรเพราะเชื่อว่าคนสำคัญที่สุด เช่นเดียวกับนักวิชาการหลาย ๆ คน ส่งผู้บริหารระดับสูงเรียน Mini MBA จุฬาฯ จัดอบรม Six Thinking Hats, 7 Habits,
    BSC รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร และอื่นๆ อีกมาก

    ประสบการณ์ที่อยากบอกเล่าคือ ต้องเลือกบุคลากรที่จะพัฒนาก่อนนะคะ บางคนเหมือนน้ำเต็มแก้ว ความรู้ใหม่ๆ เขาไม่รับแล้ว และต้องเปิดใจให้กว้างรับคนใหม่ ๆ หรือที่ปรึกษาที่จะช่วยให้เราก้าวได้เร็วขึ้น

    ประสบการณ์ที่ผ่านมาเชื่อว่าถ้าผู้ประกอบการอยากจะสู้ในภาวะปัจจุบัน “กลยุทธ์ของบริษัทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” หาแนวทางที่บริษัทจะเดินต่อไปให้ได้ก่อน แน่นอนว่าต้องมาจากผู้บริหารระดับบนขององค์กร

    การกำหนดกลยุทธ์อาจไม่ยากอย่างที่คิด หาช่องว่างทางการตลาด หรือ Blue Ocean ที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่าน พูดถึงเสมอ นั่งคิดดูดีๆ มีแน่ๆค่ะในทุกธุรกิจ คิดถึงสิ่งที่ผู้บริโภคน่าจะต้องการเพิ่มขึ้นจากสินค้าหรือบริการปัจจุบัน ใช้ตัวเองสมมติเป็นผู้บริโภคสินค้าของตัวเองก็จะง่ายดีค่ะ จากนั้นก็คิดว่าบริษัทเรามีอะไรที่ดี และเหมาะที่จะเสนอสินค้าหรือบริการนั้นๆ มากกว่าคู่แข่งขันอื่นๆ เช่น มีขนาดเล็ก มี Flexibility เป็นต้น ข้อแนะนำคือ คิดให้กว้างจากกรอบเดิม ไม่จำเป็นต้องยึดกับผลิตภัณฑ์รูปแบบเก่า

    คิดกลยุทธ์ได้แล้ว ปรับปรุงหรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการตลาด ถึงเราคิดหนังโฆษณาให้ได้ดีโดนใจท่านผู้ชมอย่างไร ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะซื้อสินค้าเรา ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

    ในหนังสือเรื่อง Tipping Points อ่านจบแล้วค่ะ ไม่คิดว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้ง่าย หลายๆ เรื่องเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ เช่น บริบท เป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้เลย

    ขอสรุปว่าการประสบความสำเร็จทางธุรกิจต้องใช้ทั้งศาสตร์ ศิลป์ และดวงค่ะ ไม่ได้บอกให้ย่อท้อหรือเชื่อในโชคชะตา ดวงคนเรามีขึ้นมีลง แต่ถ้าเรามีความพยายามที่เพียงพอ เรียนรู้ และลงมือทำ สักวันความสำเร็จจะเป็นของเรา

    ชอบ 7 Habits เรื่อง Proactive คิดเสมอว่า “เราทำอะไรได้อีก เราทำอะไรได้บ้าง”

  5. หากได้ลองอ่าน The World is Flat ที่กล่าวถึงพลังสามประสานของเทคโนโลยีที่ทำให้ modern trade ที่รู้จักใช้พลังของมันนั้นแข็งแกร่งและยากต่อต้านเพียงใด ก็จะรู้ว่า Local Trade หรือโชวห่วยที่ขาดพลังของเทคโนโลยีที่จะช่วยให้อยู่รอดในโลกแบนๆใบนี้ มีประตูสู้อยู่อีกหรือ
    เราจะรอให้มีพลังมากดดันให้สูญพันธุ์ กดดันให้เปลี่ยนแปลง หรือจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับตัวให้เข้ากับพลังที่กดโลกจนแบนราบ และสู้กับ modern trade ข้ามชาติ หรือจะรอวันดับสูญ
    อย่าฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานใดจะมาช่วยอะไรเลย ลำพังตัวเองก็รับมือกับแรงกดโลกนี้แทบไม่ไหวอยู่แล้ว ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุด หาความรู้ใหม่ๆ ปรับเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ, networking ตัวเองเข้ากับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ, ค้นหามูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าตัวเอง อาศัยความได้เปรียบเรื่อง customer relationship management กับคนในท้องถิ่นให้เป็นจุดแข็งตีโต้กลับ ฯลฯ
    ก็อาจจะพอสู้หรือยืนหยัดอยู่ได้ แต่อย่าหวังว่าจะชนะในสงครามนี้ แค่ยันไว้อยู่ก็น่าจะโชคดีแล้ว

  6. ผมเข้ามาศึกษาหลายครั้งแล้ว แต่หาที่โหลด File ไม่เจอ.. ฟังทาง 96.5 ว่าให้ Load File ได้แต่ไม่รู้ว่า Load ตรงใหน อย่างไรครับ…ช่วยแนะนำที

  7. ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเรียกทางโมเดิร์นเทรดมาพูดคุยแล้วแต่คิดว่าทางโลตัสคงไม่
    มีความคิดที่จะทำตามที่รัฐบาลขอร้องแน่ ๆ เลย เมื่อพูดคุยกันแล้วแต่ก็แค่รับฟัง
    เท่านั้น เท่าที่ดูร้านรายย่อยของโมเดิร์นเทรดก็มีแต่โลตัสและบิ้กซีแค่นั้นที่มีร้าน
    ขายของใกล้ตลาดสดทำให้พ่อค้า – แม่ค้ามีผลกระทบแต่ของโลตัสจะมีอยู่เยอะ
    มั้กมาก เพราะผมเห็นบิ้กซีมีแค่ร้านเดียวเอง แต่ยังไงคิดว่าโลตัสคงจะทำเป็นแค่
    หูทวนลมเท่านั้น แต่เท่าที่ดูแล้วถ้าโชว์ห่วยผนึกกำลังกันก็พอที่จะมีทางสู้ได้เพราะ
    เท่าที่บ้านผมค้าขายอยู่ สินค้าบางรายการมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่าราคาส่งของ
    โมเดิร์นเทรดอีกด้วย แต่ถ้าให้คิดผมว่าในระยะยาวถ้าสู้กันแล้วโชว์ห่วยอาจสู่ไม่ได้
    แน่ ๆ เลยจริงไหมครับพี่น้อง

  8. รบกวนพี่ธันยวัชร์นิดนึงนะคะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่พลาดโอกาสไปฟังสัมนาในวันที่ 19 พ.ค. ค่ะติดงานจริงๆ พี่ช่วยเก็บรายระเอียดมาบอกเล่ากันบ้างนะคะ
    ขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ

  9. เป็น Case ที่น่าติดตามมากๆ .. โดยเฉพาะ Lotus Express .. กลยุทธ์ที่ 7-11 จะงัดมาใช้ และโชว์ห่วยเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน .. อยากให้ทางรายการยกมาคุยอีกค่ะ ..

  10. ก็คนไทยเองนี่แหละที่สร้างนิสัยฟุ่มเฟือยมาตั้งแต่เล็ก โตมาเลยติดนิสัย นี่คือพฤติกรรมผู้บริโภค ถ้าจะป้องกันคือต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าขายของไม่มีคนซื้อร้านจะอยู่ได้ไหม นี่พวกเราเองได้แต่พูดไม่ลงมือกันแก้ปัญหา แล้วก็รอวันล่มสลายในเร็ววันนี้

  11. it is diffucult but possible.
    belive it or not.

  12. ไม่ต้องโค่น มาทำแข่งกันเลย

    ส่งเสริมมาแล้ว ร้อยกว่าแห่ง ๓ปีที่ผ่านมา ถามว่าช้าาไหม ช้า เราเลยเติม….

    * ร้านโชว์ห่วยแบบเก่า หรือผู้สนใจ จะทำร้านโชว์ห่วยยุคใหม่ ที่ทางกลุ่มได้ส่งเสริมมาแล้ว ๓ ปี ได้ไปร้อยกว่าแห่ง ซึ่งยังมีอัตราการขยายตัวน้อยมาก

    * พันธมิตรของเราจึงลงทุนติดเขี้ยว เล็บเพิ่มให้แก่ทุกๆร้าน ใช้ระบบ อี-คอมเมิร์ซ ให้ใช้ฟรีอีก ๑๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่งเริ่มเปิดให้ใช้ในกลุ่ม ช่วยให้ร้านโชว์ห่วยยุคใหม่ ทำการค้าและขยายกิจการออกไปได้ทั่วประเทศ และสามารถเติบโตไปกับเราในประเทศต่างๆ

    * ใช้เงินลงทุนเพียงเรือน หมื่น ใช้พื้นที่ทำ การไม่กี่ตารางเมตร ไม่ต้องสต๊อคสินค้า และส่งสินค้าให้ผู้สั่งซื้อถึงบ้าน ทางคลังสินค้าจะดำเนินการส่งสินค้าให้เองทั่วประเทศ

    * เรามีสินค้า เริ่มกิจการ เน้นการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตให้แก่พี่น้องเกษตรกร เพิ่มปริมาณผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพเป็นเกรดเอบวก ปลอดสารพิษตกค้าง ด้วยนวัตกรรมทางการเกษตรสมัยใหม่ สกัดจากสารอินทรีย์ธรรมชาติล้วนๆ ช่วยปรับปรุงสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ธรรมชาติ ใช้ทดแทนปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยอินทรีย์ หรือน้ำหมักชีวภาพ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และช่วยลดระยะเวลาการผลิตแต่ละช่วงลงประมาณ ๑๔%

    * เมื่อเกิดผลผลิต ทางร้านโชว์ห่วยจะรับซื้อมาจำหน่ายในท้องถิ่น และส่วนภูมิภาค ที่เหลือส่งออก ด้วยผลิตผลปลอดสารพิษตกค้างเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก

    * ที่วังน้ำเขียวทำมา ๙ ปี ปัจจุบันไม่สามารถผลิตพืชผักปลอดสารพิษตกค้างได้ทันกับผู้รับซื้อ

    * เมื่อ พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นอย่างพอเพียงแล้ว ทางร้านจะทยอยนำสินค้าอื่นๆที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ตลอดทั้งผิวพรรณความงาม และเครื่องอุปโภคในครัวเรือน ที่ล้วนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสกัดจากสารธรรมชาติมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคต่อไปอีกนับร้อยรายการ มาจำหน่ายให้แก้ลูกค้า

    * โครงการช่วยยกระดับเศรษฐกิจในครัวเรือนให้แก่ พี่น้องเกษตรกร และพี่น้องร้านโชว์ห่วยยุคใหม่ เป็นเรื่องระดับชาติ ที่ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องประมาณ ๓๕ ล้านคน

    * นอกจากนั้น ทางบริษัทพันธมิตรขนาดใหญ่ของเรา เป็นบริษัทมหาชน ที่ดำเนินงานแนวเศรษฐกิจพอเพียง และโปร่งใส ต่อเชื่อมระบบบัญชีกับสำนักงานสรรพากรตลอดเวลา และเสียภาษีเงินได้รายวันให้แก่รัฐ และเป็นเจ้าของทีวีดาวเทียมอีก ๑ ช่อง ที่กำลังทดลองออกอากาศ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของพี่น้องร้านโชว์ห่วย และพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทำธุรกิจเสริมรายได้เป็นพันธมิตรฯกับร้านโชว์ ห่วย เสริมรายได้ให้แก่กันอย่างเป็นระบบที่โปร่งใสตรวจสอบผลงานของตนเองได้ตลอด เวลา

    * สำหรับผู้สนใจทำกิจการร้านโชว์ห่วยยุคใหม่ ที่ร้านค้าปลีกต่างชาติไม่มีบริการ ได้ที่ คุณสมศักดิ์ อรรถวรรณ ผู้ดำเนินโครงการช่วยพี่น้องเกษตรกรและร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศให้ต่างมี เศรษฐกิจพอเพียง ที่โทร ๐๘๗ ๕๑๗ ๐๗๒๓

    * ส่วนพี่น้องที่ต้องการรายได้ ที่ยิ่งกว่าพอเพียง ก็สามารถเลือกตั้งเป้าหมายของตนเองได้ เนื่องจากเราจะสนับสนุนนาๆประเทศที่เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดสารพิษตกค้าง ที่ผู้บริโภคทั่วโลกเรียกหา แต่ภาคการผลิตยังเริ่มต้นได้น้อยนิด เนื่องด้วยยังขาดตัวช่วยต่างๆที่มีประสิทธิภาพที่แท้จริง และยังไปเน้นทำธุรกิจในระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งกำลังล่มสลายตั้งแต่ยอดคือธนาคารขนาดใหญ่เล็กต่างๆ ทะยอยลงมายังธุรกิจขนาดใหญ่ต่างๆโดยลำดับบนพื้นฐานความโลภในทุกๆธุรกิจ ลูกโป่งแห่งภาพลวงตาจึงแตกออกโดยพร้อมเพรียงกัน

    * ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองได้ ทุกๆคนต้องปรับตัว มาดำเนิธุรกิจและมีชีวิต ตามรอยเท้าพ่อของแผ่นดิน นั่นเอง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: