เหยี่ยว VS พิราบ ตอน 2

แนวคิดเรื่อง “สายเหยี่ยว” และ “สายพิราบ” ระบาดไปทั่วทุกวงการ

กระทั่งคัมภีร์โบราณที่ใช้ศึกษาเพื่อบริหารธุรกิจก็เป็นการสัประยุทธ์กันระหว่างสายเหยี่ยวและสายพิราบด้วยเช่นกัน

ก็อย่างรู้กันมานานแล้วว่า การทำธุรกิจนั้นก็เปรียบเสมือนกับการทำสงคราม

ดังนั้นคู่มือในการเอาชนะสงครามก็คือพิชัยสงครามซุนวู หรือที่ฝรั่งรู้จักกันดีในชื่อ The Art of War

คัมภีร์พิชัยสงครามซุนวูนั้นโด่งดังมากในโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา เพราะเป็นยุคที่สายเหยี่ยวที่เน้นการบดขยี้คู่แข่งเป็นผู้ประสบชัยชนะ

อย่างไรก็ตามหลังจากอินเดียโดดเด่นขึ้นมาตีคู่กับจีนนั้น สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาด้วยก็คือวิทยาการจากอินเดีย ซึ่งถูกเผยแผ่โดยผู้รู้จากอินเดีย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจเชื้อสายอินเดีย

ในโลกเอ็มบีเอนั้น กูรูส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง หาเอเชียได้น้อยนักที่จะเบียดเสียดในทำเนียบกูรู

ดูเหมือนจะมีเพียงเคนอิชิ โอมาเอะ ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นกระมังที่สามารถเรียกขานได้

นอกจากนี้แล้ว ก็ล้วนแล้งแต่เป็นกูรูอินเดียแทบทั้งสิ้น

ในบรรดากูรูอินเดียผู้โด่งดังนั้นเห็นจะไม่มีใครเกิน ซี.เค.พาฮาลัด

พาฮาลัดโด่งดังขึ้นมาพร้อมๆกับแกรี่ ฮาเมล จากการเขียนหนังสือร่วมกันเล่มเดียว

หนังสือเล่มนั้นคือ Competing for The Future ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1994

จริงๆก่อนหน้านั้นทั้งสองเขียนบทความร่วมกันหลายชิ้น แต่ละชิ้นก็สร้างแนวความคิดใหม่ในแวดวงวิชาการด้านกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น Core Competency หรือ Strategic Intent

หนังสือสองเล่มล่าสุดของเขา Fortune at the Bottom of Pyramid และ The Future of Competition: Co-Creating Unique Value with Customersดังและประสบความสำเร็จมาก

เล่มแรกนั้นพาฮาลัดบอกว่าตลาดคนจนไม่ได้เป็นภาระเสมอไป มองให้ดีและหาโอกาสให้ดี นั่นแหละจะกลายเป็นขุมทรัพย์ ส่วนเล่มสองนั้น เขาชี้ให้เห็นว่าบริษัทสามารถร่วมคิด ร่วมสร้างกับผลิตภัณฑ์และบริการกับลูกค้าและจะประสบความสำเร็จได้ด้วยการผลิตสินค้าและเทคโนโลยีให้สอดรับกับความต้องการของคนจน

แนวความคิดของพาฮาลัดมีอิทธิพลต่อบริษัทต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น โนเกีย เมื่อหลายปีก่อนประสบปัญหา ส่วนแบ่งตลาดลดลง เพราะไม่สนใจที่จะพัฒนาโทรศัพท์แบบฝาพับ ปล่อยให้ซัมซุงกลายเป็นเจ้าตลาดฝาพับไปอย่างน่าเสียดาย

วันนี้โนเกียคืนสู่ความเป็นผู้นำอย่างแข็งแกร่ง เพราะการโดดเข้าไปทำตลาดมือถือคนจนในประเทศอินเดียและจีน เพราะตลาดใหญ่มหาศาล

นอกจากพาฮาลัดแล้วก็ยังมีกูรูชาวภรตะอีกหลายคนที่มาแรง อย่างเช่น Ram Charan ที่เขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม ที่ดังๆก็คือ Execution เพราะจับคู่กับลาร์ลี่ บอสสิดี้

Rakesh Khurana นี่ก็ดังพอตัวที่ฮาร์เวิร์ด บิสสิเนส สกูล ที่ดังขึ้นมาก็เพราะเขาเป็นคนชี้ให้เห็นว่าบริษัททำผิดแล้วที่ไล่ตามหาผู้นำที่มีบารมี

Vijay Govindarajan ศาสตราจารย์ของ Dartmouth ซึ่งเป็นได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะกูรูนวัตกรรม

กูรูชาวภารตะเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากปรัชญาอินเดียโบราณ

และหนึ่งในคัมภีร์โบราณที่ถูกนำมาประยุกต์กับการจัดการและเป็นคู่แข่งสำคัญของ The Art Of War ก็คือคัมภีร์ภควัทคีตา

คัมภีร์ภควัทคีตานี้เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นมหากาพย์เรื่องสำคัญที่สุดของอินเดีย

เรียกว่าถ้าอยากเข้าใจอินเดียก็ต้องอ่านมหากาพย์มหาภารตะ

เนื้อเรื่องของมหากาพย์มหาภารตะ พรรณนาถึงสงครามขับเคี่ยวกันสองตระกูล คือตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ

สองตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลเดียวกันคือท้าวภรต

การรบกันเพื่อแย่งชิงแผ่นดิน

ฝ่ายเการพคือผู้ร้าย

ฝ่ายปาณฑพ คือพระเอก

ในมหากาพย์มหาภารตะมีพระกฤษณะคือพระนารายณ์อวตารเป็นปางที่ 8 คอยช่วยเหลืออรชุนซึ่งเป็นตัวเอกของฝ่ายปาณฑพ

หัวใจสำคัญของมหากาพย์มหาภารตะ คือสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้ๆกรุงนิวเฮลดี

การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านถึง 18 วัน ตายกันเป็นเบือ

สุดท้ายฝ่ายปาณฑพชนะ

คัมภีร์ภควัทคีตาเริ่มต้นด้วยบทสนทนาระหว่างอรชุนซึ่งเป็นแม่ทัพฝ่ายปาณฑพ และกฤษณะซึ่งเป็นอวตารปางที่แปดของพระนารายณ์ ซึ่งทำหน้าที่สารถีให้อรชุน

ก่อนการสัประยุทธ์ครั้งสำคัญจะเริ่มต้นนั้น อรชุนอยู่ในสภาวะลังเล เพราะการรบพุ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นประหัตประหารกันเองพี่น้อง อาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของอรชุนนี้ ทำให้อรชุนไม่อาจทำศึกได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าฝ่ายปาณฑพจะประสบความพ่ายแพ้

พระกฤษณะซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่แปดจึงต้องสำแดงร่างที่แท้จริงของพระองค์ และแสดงธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ จนกระทั่งอรชุนตัดสินใจรบ จนนำมาซึ่งชัยชนะของฝ่ายเการพ

พระคัมภีร์นี้เองที่มีอิทธิพลต่อเหล่ากูรูอินเดียที่สอนด้านการจัดการและการตลาดในโรงเรียนเอ็มบีเอทั้งหลาย

หัวใจสำคัญของภควัทคีตาก็คือ ผู้นำที่รู้แจ้งเห็นจริงนั้นต้องสามารถขจัดอารมณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในห้วงยามวิกฤต

ท่านเนรูห์กล่าวถึงคัมภีร์นี้ว่า “ในยามที่เกิดวิกฤต เมื่อจิตใจของมนุษย์ได้รับความทรมานจากความสงสัย และต้องกระจัดกระจายสลายลงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภาระหน้าที่ มนุษยชาติก็มุ่งหน้าพึ่งพิงภควัทคีตามากกว่าปกติ เพื่อแสวงหาแสงสว่างและข้อแนะนำให้หลุดพ้ยจากวิกฤต ทั้งนี้เพราะภควัทคีตาเป็นกาพย์แห่งวิกฤตกาล เป็นกาพย์แห่งวิกฤตทั้งในทางการเมืองและสังคม และยิ่งกว่านั้นก็คือเป็นกาพย์แห่งวิกฤตกาลของวิญญาณมนุษยชาติ”

เมื่อถูกตีความโดยกูรูการจัดการนั้น คัมภีร์ภควัทคีตา บ่งชี้ว่า “ผู้นำที่แท้ต้องไม่ยึดติดกับตัวกู ของกู เป็นผู้ริเริ่ม และเน้นไปที่หน้าที่มากกว่าจะสนใจผลตอบแทน”

หัวใจสำคัญก็คือ การให้เอาหน้าที่เป็นหลัก เอาตัวตนเป็นรอง ซึ่งตรงนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้นำองค์กรในปัจจุบันได้” Ram Charan กล่าว

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ต้องถามว่าผู้นำไทยไม่รู้ว่าได้อ่านภควัทคีตากันบ้างหรือเปล่า

Published in: on June 22, 2007 at 1:32 am  Comments (4)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/06/22/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7-vs-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-2/trackback/

RSS feed for comments on this post.

4 CommentsLeave a comment

  1. ถ้าของไทยเราก็ต้องพระมหาชนกใช่มั้ยคะ ที่จะทำให้เรามีความเพียรพยายามมากขึ้น ช่วยให้รอดพ้นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ได้

  2. มองหาอ่านเรื่องความเสี่ยงและความไม่แน่นอนภาค 2 ของ อ.วรัญทัตอยู่
    นะคะ

  3. หัวใจสำคัญก็คือ การให้เอาหน้าที่เป็นหลัก เอาตัวตนเป็นรอง ซึ่งตรงนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้นำองค์กรในปัจจุบันได้” Ram Charan กล่าว เห็นด้วยกับประโยคนี้มากเลยคะ ถ้าผู้นำของประเทศเรา ทำตามหลักการนี้ เชื่อว่าประเทศของเราคงเจริญมากกว่านี้นะคะ อยากมีผู้นำประเทศแบบนี้จัง แต่คงหายาก

  4. นักการทหาร อาจอ้างตำราพิชัยสงครามซุนวู แต่ผู้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก Robert Oppenheimer อ้างภควัทคีตา “Now I am become Death, the destroyer of worlds.”

    อ่านประกอบครับ Has the Bhagavad Gita replaced The Art of War as the hip new ancient Eastern management text?
    http://www.businessweek.com/magazine/content/06_44/b4007091.htm

    เกี่ยวกับ ราม จรัญ
    finance.yahoo.com/expert/bio/companyknow/ram-charan


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: