ไตรภาคความเสี่ยง ตอน 2 มาแล้วจ้า

ไตรภาคของความเสี่ยง (Risk) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty)
ตอน ภาค 2 ท่านจัดอยู่ในประเภทกลุ่มเสี่ยงหรือไม่
ดร. วรัณทัต ดุลยพฤกษ์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักเบื้องต้นกับเจ้าพี่น้องความเสี่ยง (Risk) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) มาแล้ว ผมได้ทิ้งท้ายคราวที่แล้วถึงประเภทของคน 3 กลุ่มที่มองความเสี่ยงต่างกันครับ ก่อนที่จะให้ท่านทั้งหลายเลือกจัดกลุ่มที่เหมาะสม ผมขอแนะนำตัวแปรอีกหนึ่งตัวเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ

ตัวแปรที่ว่านี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Certainty Equivalent ครับ ขอตั้งชื่อไทยแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า
‘ มูลค่าของตาย ‘ โดยเจ้ามูลค่าของตายที่ว่านี้เป็นมูลค่าที่ปราศจากความเสี่ยง พูดง่าย ๆ ว่า ได้แน่นอนแบบสิ่งที่เรามักเรียกติดปากว่า ‘ ของตาย ‘

เอาเป็นว่า ถ้าท่านมีโอกาสเล่นเกมโชว์ในโทรทัศน์ ถึงรอบสุดท้ายพิธีกรประจำรายการให้ท่านเลือกเปิดประตูดวงสองประตู

โดยประตูใดหนึ่งในนั้นจะเป็นรางวัลเงินสดมูลค่า 10,000 บาท ส่วนประตูที่เหลือท่านจะได้เพียงแค่เสียงปรบมือโห่ร้องจากกองเชียร์

ท้ายที่สุด พิธีกรก็จะเสนอทางเลือก(ที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของรายการ) โดยให้ท่านตัดสินใจรับเงินสดทันที 3,000 บาทโดยไม่ต้องเปิดประตูดวงดังกล่าวเลย

จากการคำนวณมูลค่าความคาดหวัง(Expected Value) จากคราวที่แล้วจะบอกท่านว่า

ถ้าท่านเลือกเปิดประตูดวง มูลค่าความคาดหวังจะเท่ากับ 5,000 บาทนั่นเอง (มาจาก 10,000 บาทคูณความน่าจะเป็น 0.5 ถ้าท่านเปิดถูกประตู แล้วนำมารวมกับ 0 บาท คูณกับความน่าจะเป็น 0.5 ถ้าท่านเปิดผิดประตู)

ลองคิดดูครับ ว่าท่านจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงดีเมื่อเทียบกับเงินสด 3,000 บาทที่พิธีกรเสนอให้ซึ่งในที่นี้คือ มูลค่าของตาย นั่นเองครับ

ถ้าท่านเลือกที่จะเสี่ยง เพราะเนื่องจากว่า ท่านคิดว่าท่านเป็นคนเหนือดวง หรือทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า ท่านมีความรู้สึกว่าเงินสด 3,000 บาทดังกล่าวยังไม่สามารถทำให้ท่านพึงพอใจที่จะหยุดการเสี่ยงดวงครั้งนี้

หากจะให้เขาหยุดเสี่ยงดวงพิธีกรจะต้องเสนอเงินที่มากกว่ามูลค่าความคาดหวัง ทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าท่านเป็นคนที่ชอบความเสี่ยง หรือ Risk Loving นั่นเองครับ

ถ้าท่านเลือกที่จะไม่เสี่ยงและรับเงินสด 3,000 บาทกลับบ้านเพราะรู้สึกได้ถึงความพอเพียงที่จะได้รับโดยไม่ต้องเสี่ยง ท่านจัดอยู่ในกลุ่ม พวกที่ไม่ชอบความเสี่ยง หรือ Risk Averse ครับ เพราะกลุ่มนี้ชอบของตายที่ได้แน่นอนมากกว่าของที่ต้องเสี่ยงครับ

กลุ่มสุดท้าย หรือกลุ่มพวกที่เฉย ๆ หรือ ไม่รู้สึกแตกต่างกับการเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง (Risk Neutral)

กลุ่มนี้จะใช้การเปรียบเทียบกันระหว่างมูลค่าของตายกับมูลค่าความคาดหวัง

ทางกลุ่มนี้จะไม่มีความรู้สึกแตกต่างกันระหว่างการเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงหากมูลค่าทั้งสองอย่างเท่ากันครับ

คือพูดง่าย ๆ ว่า พิธีกรต้องเสนอเงินมากกว่ามูลค่าความคาดหวัง เขาถึงจะไม่เสี่ยงแน่นอนครับ ในการนี้

โดยเนื่องจากเงิน 3,000 บาทมันยังน้อยกว่ามูลค่าความคาดหวังดังกล่าว ผมฟันธงว่า กลุ่มนี้จะเสี่ยงเปิดประตูดวงในรอบนี้ครับ

สรุปแล้วว่า ถ้าพิธีกรเสนอเงินสดเท่ากับมูลค่าความคาดหวังในครั้งนี้นั่นคือ 5,000 บาท ทางรายการเกมโชว์ก็มีโอกาสสูงที่จะลดต้นทุนเงินรางวัลได้ (แทนที่จะจ่ายสูงสุด 10,000 กลับจ่ายแค่ 5,000 บาท)

เพราะคนในกลุ่ม Risk Neutral และ Risk Averse มีโอกาสสูงที่เขาจะมาเลือกที่จะไม่เสี่ยงและรับเงินสดแทนครับ

ต้องหมายเหตุไว้สักนิดหนึ่งครับว่า มันอาจจะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการเสี่ยงได้

ถ้าอิงจากตัวอย่างดังกล่าว เสียงเชียร์จากห้องส่งผนวกกับความกดดันจากการพยายามรักษาภาพลักษณ์ว่าเป็นคนที่กล้าเสี่ยง อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจชั่ววูปไปในทิศทางที่ทฤษฎีไม่ได้กำหนดไว้ครับ

และผมก็เชื่อว่า คน ๆ เดียวกันอาจอยู่ได้ทั้ง 3 กลุ่ม โดยขึ้นอยู่กับเพศ อายุ ความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงความสำคัญของเรื่องที่จะต้องเสี่ยงครับ

ประเด็นเรื่องเพศ เพศชายโดยส่วนใหญ่จะชอบการเสี่ยงมากกว่าเพศหญิงครับ

อันนี้สังเกตได้จากการใช้ชีวิตของผู้ชายครับ ตั้งแต่เด็กจนโตมา ธรรมชาติสร้างมาให้สมบุกสมบันได้มากกว่าเพศหญิง พูดง่าย ๆ ว่ากล้าได้กล้าเสียครับ ยกตัวอย่างพวกกีฬาต่าง ๆ ผู้ชายจะชอบดูมากกว่าผู้หญิงเพราะติดนิสัยชอบลุ้นครับ

อายุ ประเด็นนี้จะสามารถเชื่อมโยงกับความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจด้วยครับ แต่มองในส่วนของอายุก่อน

คนที่อายุน้อยกว่าอาจมีความรู้สึกที่อยากจะท้าท้ายอยากลองสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าคนที่อายุมากขึ้นครับ อาจจะด้วยความคะนองของวัยที่กำลังเติบโต หรือ การถูกชักจูงง่ายโดยไม่ต้องมากเหตุผลครับ

ทางด้านความรู้ มาคู่กับประสบการณ์ ยิ่งข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ที่มีมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะมีวิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล (Rational Thinking and Decision Making) เมื่อมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น

ฐานะทางเศรษฐกิจก็มีส่วนครับ โดยส่วนใหญ่แล้วพวกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมักจะไม่ค่อยอยากเสี่ยงครับ อาจเป็นเพราะมีเงินในกระเป๋ามาก จึงทำให้มีโอกาสเลือกมากกว่าและอาจจะไม่อยากเสียเวลามาเสี่ยง

แต่กลุ่มนี้ต้องวิเคราะห์ให้ลึกหน่อยครับ ว่าพื้นฐานการมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ถ้าโตมาแบบเสี่ยงตลอดตั้งแต่การปฏิสนธิ แล้วใช้ชีวิตมาด้วยความเสี่ยงตลอดพวกนี้อาจจะมีมุมมองต่างกันกับส่วนใหญ่ที่ผมว่าไว้ครับ

หรือไม่ก็มีเงินมากจนไม่รู้จะทำอะไร โดยเฉพาะเงินหาง่ายจนแทบไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเงิน แถมเสียเท่าไรก็ยังมีจ่ายแบบเหลือเฟือ ก็อาจจะชอบเสี่ยงครับ

ประเด็นที่จะมองรวมของอายุ ความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ตอนที่เราเป็นเด็กนั้น โดยพลังชีวิตที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ความรู้ยังอยู่ในระหว่างการอัดเข้าไปในสมอง ประสบการณ์อาจมีแต่ยังไม่มากพอ และ ยิ่งมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่าย (พูดง่าย ๆ ว่าทำได้หนูรับ แต่ถ้าเสียพ่อแม่จ่าย)

คงเดากันได้นะครับว่า น่าจะชอบเสี่ยงมากกว่าไม่เสี่ยงครับ

ความสำคัญของเรื่องที่จะต้องเสี่ยง อธิบายง่าย ๆ ว่า เรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย โดยส่วนใหญ่คนจะไม่กล้าเสี่ยงครับ

โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องของคนที่เรารักและหวงแหนเช่น ลูกบังเกิดเกล้า หากภาวะทางเศรษฐกิจไม่บังคับ คุณพ่อคุณแม่ย่อมหาสิ่งที่ดีๆ ที่สุดมาให้ครับ (ลูกไม่ได้ร้องขอแต่พ่อแม่จัดให้ครับ)

เคยอ่านงานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศครับ เขาว่า เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาอย่างพวกเราเป็นกลุ่มไม่ชอบความเสี่ยง (Risk Averse)

ผมจะไม่ขอค้านความคิดแบบนี้ทั้งหมดทีเดียวครับ หากแต่ต้องพิจารณาประเด็นบางอย่างที่ชาวต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจครับ

การใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่มีต้นทุนสูงในการลงทุนผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการเกษตรของเรามักอิงกับความเสี่ยงสูง ๆ ทางด้านปัจจัยการผลิตเช่น ฝนและแดดที่ไม่สามารถควบคุมได้

ผนวกกับราคาผลผลิตที่เกษตรกรไม่อาจเลือกได้ ซึ่งดูผิวเผินแล้วเหมือนว่าเกษตรกรไทยชอบความเสี่ยง

แต่แท้จริงแล้วผมว่า เขาเหล่านั้นไม่มีทางเลือกของชีวิตที่ดีกว่าหรือเสี่ยงน้อยกว่านี้มากกว่าครับ เราอาจเรียกว่า เขาเลือกเกิดไม่ได้ครับ

ลองนำประเด็นเรานี้มาเชื่อมโยงกับความรู้ทางด้านการตลาดอันน้อยนิดของผม (หากจะถามลึก ๆ แล้วต้องอัญเชิญคุณธันยวัชน์มาตอบแทนครับ)

จะเปิดตัวสินค้าใหม่ให้กับตลาด

จะดึงความสนใจหรือความคิดที่จะลองเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่อย่างไร โดยอาศัยพฤติกรรมการเสี่ยงของแต่ละกลุ่มเบื้องต้นนี้

การสื่อสารผ่านวิถีทางการตลาดในเรื่องของความแปลกใหม่ที่พัฒนาตรงกับความต้องการของลูกค้าเพื่อทำให้สินค้าของท่านแตกต่างในทางบวก(Positively Differentiated Product) การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย และ ความถูกตาต้องใจของผลิตภัณฑ์ ในราคาที่แต่ละกลุ่มลูกค้ายอมรับได้

น่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำให้เกิดความอยากที่จะเสี่ยงลองใช้ผลิตภัณฑ์ของท่าน

โจทย์ที่ยากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มพวก Brand Loyalty สูง ๆ ที่อาจจะเกิดจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เดิม ๆ ไม่มีเสื่อมคลาย หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจนเกิดความเคยชินจนเป็นยากที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้

ก็คงต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ช่ำชองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบคิดของลูกค้าครับ
ความอยากเสี่ยงของลูกค้าในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของท่านก็ไม่ได้น้อยไปกว่าความเสี่ยงของท่านที่จะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกสู่ตลาด

แต่มันเสี่ยงกันคนละมุมครับ

ตอนหน้าผมจะจับโมเดลเดิม ๆ นี่แหละครับ มาวิเคราะห์ให้ดูครับว่าวิธีทั่วไปที่เขาทำกันเพื่อลดความสูญเสียจากความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันภัย หรือ บูชาองค์ท้าวจตุคามรามเทพตามกระแส มีผลอย่างไร ว่าจะแถมในเรื่องของมุมมองคนที่คิดจะโกงกับมุมมองคนที่จะกันไม่ให้โดนโกงเป็นเรื่องปิดบทสรุป ติดตามตอนต่อไปได้ครับ

Published in: on July 9, 2007 at 1:38 am  Comments (13)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2007/07/09/%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2/trackback/

RSS feed for comments on this post.

13 CommentsLeave a comment

  1. ขอบคุณอาจารย์มากเลยจ้า รออ่านตอนต่อไปอยู่นะจ๊า

  2. ชอบลุ้นมากกว่า มันรู้สึกตื่นเต้นดี สนุกกว่า(ไม่ชอบเป็นของตาย อ้าวเรื่องเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย)

  3. เพิ่งดูหนังไตรภาค เรื่อง Infernal Affair
    และอ่านหนังสือไตรภาคของ ‘ปราย พันแสง อยู่

  4. ผมว่าประเด็นเกมส์โชว์ “ประตูดวง” นี้โอกาสที่คนเล่นจะเลือกเสี่ยงกับการเปิดประตูดวงน่าจะมีมากกว่า ยอมรับเงินสด 3000 บาท โดยไม่ต้องไม่เสี่ยงเปิดประตูถึง 80-20 เลยทีเดียว

    เหตุผลนอกจาก เงิน 3000 บาทมี”มูลค่าต่ำกว่าความคาดหวัง”คือ 5000 บาทตามที่อาจารย์ว่ามาแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการที่”ไม่มีอะไรต้องเสีย”จากการเสี่ยงเปิดประตูดวงนี้

    หากเปิดผิดก็เพียงไม่ได้เงิน 10000 บาท ก็ยังถือว่าเป็นการเสี่ยงที่ไม่มีโอกาสขาดทุน ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจที่จะเสี่ยงมากกว่า จะยินยอมรับเงิน 3000 บาทที่นับว่าห่างไกลจาก 10000 บาทมาก

    ต่อให้เปลี่ยนเงิน 3000 เป็น 5000 บาท ผมก็คิดว่าโอกาสที่คนเล่นจะเสี่ยงเปิดประตู ยังมากกว่าจะยอมรับเงินสด 5000 บาทโดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ดี

  5. ขอตอบคุณnarinครับ ตอนนี้ผมประชุมอยู่ที่ฮานอยครับ เลยต้องยืมคอมลูกน้องตอบคำถาม จริง ๆ แล้วหากมองว่าต้นทุนเท่ากับศูนย์ในการลุ้นโชคก็ไม่ถูกทีเดียวนักครับ ทางเศรษฐศาสตร์มีต้นทุนครับ ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราตัดสินใจไปร่วมรายการ เราย่อมต้องมีการเตรียมตัว ต้นทุนนอกจากค่าแต่งหล่อก็ยังมีค่าเสียโอกาสครับ เพราะเราอาจต้องสละเวลาทำงานหรือเวลาของครอบครับไปลุ้นโชคยังไงครับ เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามีค่าใช้จ่ายครับ ยกเว้นแต่ว่าความสุขหรือโอกาสได้ออกทีวี ถ้าท่านประเมินว่ามีมูลค่ามากพอหรือพูดง่าย ๆว่าหักลบตันทุนทั้งหลายแล้วเหลือศูนย์บาท ก็โอเคครับ
    ในการนี้ผมว่า ผมมีต้นทุนครับ และหนึ่งในนั้นคือค่าเสียโอกาสนี่แหละ ผมจะพิจารณาอย่างถ้วนถี่ครับ หากตัวเลขเป็นดังว่า ผมออาจจะเลือกรับเงินสดค่ารถกลับบ้านหรือเอาไปเช่าจตุคามดีกว่าครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลองคิดตามผมดูครับ
    ขอบคุณครับ
    อ โท ณ ฮานอย โรงแรม Trade Hotel, Hanoi

  6. คำนวนความเสี่ยงได้เป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่จะให้ดีขอไม่เสี่ยงดีกว่า ดั่งที่ อ.วรัณทัตกล่าว ทุกอย่างมันมีต้นทุน

    บังเอินไปอ่านเจอหนังสือเล่มนึงค่ะ น่าจะเข้ากันได้กับเรื่องที่ อาจารย์ตอบคำถาม “ถ้าเราเป็นได้แค่…คนแอบรัก” น้องนิฐานันท์เขียนเตือนใจสาวๆว่า ให้ประเมินความเป็นไปได้ที่คนที่แอบรัก จะมารักเรา เพราะแค่แอบรักก็มีต้นทุนหัวใจแล้ว และก็อีกนั่นแหละถ้าความเป็นไปได้สูงก็น่าเสี่ยง แต่ถ้าไม่อย่าเสียงดีกว่านะ……….สาวๆ

    แต่จะคำนวนกันอย่างไรก็อย่าให้เข้าอีรอบที่ว่า “ยิ่งฉลาดยิ่งโง่” ของท่านพุทธธาตุก็แล้วกัน เตือนตัวเองให้อยู่ในกรอบของความพอดี พอเพียงก็แล้วกัน!!!

  7. ขอบคุณ อ.วรัณทัต ครับที่มาช่วยตอบ

    ผมเองก็ไม่ได้เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือ บริหารธุรกิจ บางทีคอมเมนท์ของผมก็อาศัยเอาจากหลักความจริงที่ตัวผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น โดยการเอาตัวเองเข้าไปแทนตัวคนที่เล่นเกมส์แล้วคิดว่าควรจะเล่นหรือรับเงินดี ซึ่งคำตอบของผมนั้นก็อย่างที่ได้บอกไว้ ว่าในเมื่อเราเลือกผิด เราก็ไม่ต้องเสียอะไรนี่นา อย่างภาษาบ้านๆก็ต้องบอกว่า มีแต่ “เจ๊า” กะ “เจี๊ยะ” แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองเสี่ยงดูหละ

    แต่พอได้อ่านที่อาจารย์เข้ามาตอบแล้ว ต้องขอบอกว่า ผมคิดน้อยไปหน่อย

    คือนอกจาก ต้นทุนที่ผมได้ลงไปจากการสละเวลามาเล่นเกมส์ หรือ เครื่องแต่งกาย ค่ารถต่างๆดังที่อาจารย์ว่ามาแล้ว บางทีบรรยากาศความกดดันในเกมส์การแข่งขัน อาจจะทำให้ผมยอมรับข้อเสนอเงิน 3000 โดยไม่ต้องตอบก็เป็นไปได้

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขอคำนวนต้นทุนของผมที่ได้วางลงไปก่อนว่าคุ้มกับเงิน 3000 หรือไม่ ไม่อย่างนั้นอาจจะขาดทุนย่อยยับก็ได้ 55

  8. บางครั้งถ้าเรามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเสี่ยงมากเกินไป จะทำให้ตัดสินใจยากรึเปล่าคะ สำหรับคนในกลุ่มประเภทที่ 3 (risk neutral) แต่ถ้าเป็น risk loving ก็คงจะไม่สนใจในเรื่องของข้อมูลมากเท่าไหร่ ใช่มั้ยคะ

  9. จะว่าไปแล้วคนที่ชอบเสี่ยงยังไงๆก็ชอบที่จะเสี่ยงอยู่ดี

    (ถึงรู้ว่าจะได้มายากแค่ไหนก็ตาม)

    ซึ่งต่างจากคนที่ไม่ชอบเสี่ยง ยังไงๆก็ไม่สน

    (ในกรณีของหวยรัฐบาล)

    ส่วนเล่นบ้าง ไม่เล่นบ้าง ไม่แน่อาจติดขึ้นมาก็จะเข้าข่ายชอบเสี่ยงอีกเช่นกัน

  10. ความเสี่ยงทำให้ชีวิต ไม่อับเฉาค่ะ อิอิ

  11. ผมเคยเป็นคนชอบเสี่ยงมากเมื่อตอนวัยรุ่น
    และยังชอบเสี่ยงมาตลอด
    วิ่งหวยตัวละหลายหมื่น ถ้าไม่ถูกงวดนี้ต้องตามไปจนกว่าจะออก
    ไม่รู้ยึดหลักการไหน
    พนันบอล คู่ละห้าหมื่นก็เคยครับ เสียมากกว่าได้ ชอบคำว่า
    กล้าได้กล้าเสีย ดูแมนมาก
    ชอบใช้เหตุผลว่าเล่นไว้ลุ้น ไม่งั้นไม่สนุก
    ล็อตเตอรี่ต้องซื้อชุดใหญ่ หวังเงิน 40 ล้านขึ้นไป
    สุดท้ายทิ้งลงขยะหมดหลังจากหวยออกแล้ว

    จนกระทั่งอายุมากขึ้น มีวิธีคิดเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
    และเริ่มเรียนรู้จักคำว่า การออม มากขึ้น
    ตอนนี้ไม่กล้าเสี่ยงอะไรอีกเลย ขนาดล็อตเตอรี่ขายแพงกว่า 10 บาท
    ยังไม่ซื้อเลย คิดว่าจ่ายแพงกว่าทำไม
    โอกาสได้ก็แทบจะไม่เห็น อย่างมาก 2 ตัวท้าย ไม่ลุ้นดีกว่า

    สรุปแล้วอายุและความรู้ ทำให้ผมไม่กล้าเสี่ยงแบบเดิมๆอีกครับพี่น้องครับ

  12. คุณPornpimol ครับ ในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ช่วยในการตัดสินใจ ถ้ามีมากกว่าย่อมดีกว่าครับ แต่อย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้ในการพิจารณาคือ ข้อมูลจำนวนมากก็ต้องอาศัยเวลาในการวิเคราะห์ จำแนก และ จัดหมวดหมู่ของความน่าเชื่อถือหรือน้ำหนักของข้อมูล พวกนี้ต้องใช้เวลาทั้งสิ้นมากขึ้นครับ
    เคยสังเกตุว่า คนที่รู้อะไรมากจะใช้เวลาตัดสินใจอะไรนานกว่าคนที่รู้หรือมีอะไรให้คิดน้อยกว่าครับ
    ข้อมูลคงจะต้องเลือกที่จะรู้อันที่มีประโยชน์
    ในส่วนของพวกชอบเสี่ยง Risk Lover พวกนี้ เขาจะมีความรู้สึกชอบลุ้นที่แฝงมากับกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ ของเขาครับ ความรู้สึกเหล่านี้จะเป็นความสุขหรืออาจเทียบได้ว่ามีมูลค่าในใจที่เป็นบวกครับ เขาเกิดมาเพื่อเสี่ยงครับ จะตรงข้ามอีกกลุ่มที่กลัวความเสี่ยงครับ พวกนี้ทุกครั้งที่ต้องลุ้นจะไม่ชอบ
    จะให้ดีปรับมาเป็นพวกกลาง ๆ หรือ risk neutral ดีที่สุดครับ ดูประโยชน์ที่ได้รับแบบมีเหตุมีผลครับ จะดีที่สุดครับ

  13. ขอบพระคุณค่ะ อ.วรัณทัต จริงค่ะตัวเองก็จะใช้วิธีชั่งน้ำหนักถึงผลได้ผลเสียดูก่อนค่ะ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: