เมื่อคนฉลาด ทำเรื่องโง่ๆ

eq1.jpg

เราคงเคยเห็นคนที่ฉลาดๆ มี I.Q. (Intelligence Quotient) สูง แต่ก็ทำเรื่องที่โง่ๆ ออกมาให้ได้อยู่เรื่อยๆ และเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมคนฉลาดนั้นทำเรื่องโง่ๆ ได้ และคนฉลาดนั้นจะทำเรื่องโง่ๆ ตอนไหน?

ท่านคิดว่าเพราะอะไร??

เรื่อง EQ (Emotional Quotient) หรือ ความฉลาดทางอารมณ์นั้นได้พัฒนามาจากหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ EQ คนเขียนชื่อนาย Daniel Goleman เขาได้พูดถึงบทบทหนึ่’ง“เมื่อคนฉลาดทำเรื่องโง่ๆ”

เขายกตัวอย่างนาย เดวิด โพโลกลูโต(David Pologruto) เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ระดับไฮสคูล ถูกแทงโดยเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนในชั้นของเขา ชื่อว่า เจสัน เอช (Jason H.)ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนเก่งมาในชั้น เป็นดาวรุ่ง (Star Student) ของโรงเรียนเลยก็ว่าได้

แต่การที่อาจารย์สอนฟิสิกส์คนนี้ถูกแทงโดยเด็กที่เรียนเก่งมากในชั้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่จนทุกวันนี้…
นายเจสัน เอช เป็นเด็กที่ไฮสคูลที่เรียนชั้นปีสอง (Sophomore) เขาเรียนได้ในระดับเกรด A ทั้ง 3 วิชาที่เรียนอยู่ที่ คอรัล สปริง ที่ฟลอริดา เขาต้องการเรียนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ และก็คาดหวังว่าจะเข้า Harvard เสียด้วยซ้ำไป
แต่โพโลกลูโต อาจารย์สอนฟิสิกส์ของเขาให้คะแนนแก่เจสันประมาณ 80 ในการ Quizครั้งหนึ่ง และตัวเลข 80 ในการสอบ
ครั้งนี้ทำให้เจสันเชื่อว่าเกรดของเขาในวิชานี้จะเหลือแค่ B

นั่นแปลว่าโอกาสที่จะเข้าฮาร์เวิร์ดของเขานั้นดูจะเลือนลางเต็มทน เนื่องจากเขาเรียนในโรงเรียนไฮสคูลในระดับธรรมดา การที่ได้คะแนนโดดเด่นเป็นพิเศษย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการมีสิทธิ์เข้าฮาร์เวิร์ด

เมื่อเกิดอาการเสียใจเช่นนั้น เจสันก็ไปเอามีดหั่นเนื้อไปที่โรงเรียน และก็เผชิญหน้ากับโพโลกลูโตที่ห้องแล็บวิชาฟิสิกส์ และก็แทงเข้าไปที่ลำตัวของอาจารย์ผู้นี้ และก็เกิดการต่อสู้กันอย่างชุลมุนขณะหนึ่ง

…หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น และจบลง ก็ได้มีการส่งเรื่องฟ้องไปยังศาล ผู้พิพากษาก็ตัดสินว่าเจสันนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะเจสันเกิดอาการที่เรียกว่า “เป็นบ้าชั่วขณะ” ซึ่งเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ในช่วงขณะหนึ่ง และผนวกกับการที่เขาเป็นเด็กเรียนดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย

การตัดสินครั้งนี้ก็ใช้กระบวนการตัดสินตามปกติ มีคณะลูกขุน และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาให้ความเห็น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีนักจิตวิทยา 4 คน และก็แพทย์อีกจำนวนหนึ่ง และให้ความเห็นว่าลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ในขณะที่ต่อสู้กัน

เจสัน ได้ให้การว่า ตัวเองนั้นก็ได้วางแผนว่าตนเองนั้นก็ได้วางแผนที่จะฆ่าตัวตาย เพราะเขาก็ได้ผิดหวังกับชีวิตเกินทำใจ และตอนกลางคืนก็จะไปหาอาจารย์เพื่อจะบอกว่าตนเองต้องการจะฆ่าตัวตายเพราะว่าเขาได้เกรดที่ไม่พึงประสงค์

แต่ว่าอาจารย์หนุ่มผู้สอนฟิสิกส์แก่เจสันคนนี้ได้ปล่อยเรื่องไป บอกว่า “ผมคิดว่าเขาพยายามจะแทงผมมากกว่า และมีความตั้งใจที่จะแทง ไม่ได้เป็นอาการของการบ้าชั่วขณะ” เป็นเพราะเขาโมโหที่ได้คะแนนไม่ดี และไม่เคยพบกับความล้มเหลวมาก่อน

…หลังจากนั้น เจสัน ก็ได้ลาออกไปเรียนโรงเรียนเอกชน (Private School) ซึ่งในอีกสองปีต่อมาเขาก็สำเร็จการศึกษาในระดับไฮสคูล โดยมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของชั้นปีนั้น และได้เกรด A ทุกวิชา

แต่เท่านั้นไม่ได้ทำให้เจสัน พึงพอใจ เพราะเขาไปลงเรียนวิชาที่ระดับสูงขึ้นไปอีกเป็นซึ่งเกินระดับ A+ ขึ้นไปเสียอีก และแม้ว่าเจสันจะจบด้วยคะแนนสูงที่สุดของชั้น (Highest Honor) โพโลกลูโตก็บ่นว่า เจสันนั้นไม่ได้เคยที่จะขอโทษในสิ่งที่ทำกับเขาเลย

Published in: on February 5, 2008 at 11:44 pm  Comments (5)  

The URI to TrackBack this entry is: https://thaicoon.wordpress.com/2008/02/05/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%87%e0%b9%88/trackback/

RSS feed for comments on this post.

5 CommentsLeave a comment

  1. เรื่องนี้ดีจังเลยเวลาสอนลูกหลานจะได้นำกรณีนี้ไปศึกษา เพราะถ้าเก่งอย่างเดียวก็ไปไม่รอดต้องเขากับคนให้เป็น ต้องรู้จักการทำงานเป็นทีมสำคัญที่สุด

  2. ดีครับ การศึกษาในสารขัณฑ์กำลังเร่ง บีบคั้น ให้เด็กเป็นแบบนี้ ต้องเรียนเก่งอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะมีโอกาศประสบผลสำเร็จ ตามปรัชญาการศึกษาขณะ การเอาเด็กเป็นศูนย์กลางของสารขัณฑ์หลายแห่ง กลายเป็นผู้สอน(ครู-อาจารย์) สบาย ไม่ต้องสอนให้เด็กไปค้นคว้า (ลอก copy paste จาก อินเตอร์เน็ต) มาส่งให้มากที่สุด

  3. ดีครับ การศึกษาในเรื่องนี้ดีจังเลยเวลาสอนลูกหลานจะได้นำกรณีนี้ไปศึกษา เอาเด็กเป็นศูนย์กลาง เป็นข้อเสียหนึ่งข้อของวัฒนธรรมตะวันตกที่แตกต่างจากเรา

  4. แน่นอน สังคมไทยทุกวันนี้เสมือนเป็นสังคมวัฒนธรรมตะวันตกที่คล้ายเสมือนจะเป็นอาณานิคมนอกดินแดนแห่งหนึ่ง เนื่องจากถูกปลูกฝังค่านิยมและความคิดแบบตะวันตก จึงต้องต่อสู้แย่งชิงสร้างความได้เปรียบ แข่งขันตั้งแต่เกิดจนยันตาย ไม่เบื่อไม่เหนื่อยเลยหรือ พวกเสพบริโภคนิยม เพื่อสนองความกระสัน(อินเทรนด์)และความอยาก(บริโภค)ความโลภ(สะสมความมั่งคั่ง)และความสะดวกสบาย(การสนุกสนานเฮฮาบันเทิง) ซึ่งทั้งหมดนี้มีรากเหง้าความคิดแบบยึดติดเป็นแบบแผน ดังเช่นต้องเข้า Harvard ให้ได้ การยอมรับ(โดยเชื่อกันมาตลอดว่าใช่)ว่าเด็กจากมหา’ลัยที่มีชื่อเสี่ยง จะต้องประสบความสำเร็จ จนทำให้เกิดระบบการทำงานเป็นพรรคเป็นพวกสีเดียวกัน อะไรทำนองนี้ทำไมไม่คิดกันละว่าก่อนที่จะเกิดสิ่งจอมปลอมให้ยึดติดนั้น ล้วนเกิดขึ้นมาจากเหงื่อและแรงใจและความมุ่งมั่นความพยายามและการสร้างสรรค์ของคนที่มีมาก่อนๆนั้นสร้างและปลูกฝังกันต่อมาเป็นทอดๆในแนววิถีของมันเป็นอย่างดีตลอดมาตั้งแต่ยังไม่เกิดวัตถุสัญญลักษณ์พวกนี้ ฉะนั้นพวกเจ้าเด็กรุ่นใหม่หรือพวกที่มาใหม่อย่าได้มาชุบมือเปิด หรืออาศัยร่มไม้ชายคามาพักแล้วยึดครอบครองสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น นี่แหละความหลงตัวเองและเห็นแก่ตัว ยึดติดกับตนเองอย่างไร้สติ จะนำความเสื่อมมาสู่แก่ตัวเองและพวกพ้อง เพราะฉะนั้น อย่าหลงกับวิถึแนวคิดตะวันตกให้มาก นอกจากจะเสียเงินแพงทั้งหนังสือนำเข้า,ค่าอบรม,ค่าเครื่องบินโรงแรมสำหรับการเชิญมาบรรยาย แถมยังฟังแล้วจะเข้าใจมันได้เต็ม 100% หรือเปล่า ขอจงหันมาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆกับสังคมคั้งเดิมของเราที่ยังคงเป็นอมตะอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ นั่นคืนขอให้ยึดถือขนบธรรมเนียม รักษาวินัย ดำเนินชีวิตตามครรลองคำสอนของพระพุทธเจ้า และกุศโลบายในวัฒนธรรมไทย เท่านี้ E.Q. ก็เกิดขึ้นแล้ว และมีมานานแล้ว แค่นี้ฝรั่งก็นำมาเรียบเรียงใหม่แล้วมาขายความคิดเรียกว่า E.Q.

    ปล. ขอร้องว่าอย่าสร้างค่านิยมผิดๆให้กับเยาวชนผู้อยู่ในวัยศึกษา ให้เข้าใจว่าพวกฝรั่งมันมีความคิดที่เหนือกว่า แต่ควรสร้างให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเองอย่างหลักวิทยาศาสตร์ (Self Intellectual ) แล้วก็จะสามารถพิจารณาได้ว่าอะไรคือสาเหตุ ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร และจะสร้างผลกระทบแค่ไหน ต่อใครบ้าง แค่นี้จาก 1 คน เป็น 2 จาก2 เป็น 4 แล้วก็จะเป็นสังคมที่มีเหตุผลและอยู่อย่างเป็นความสุข แค่นี้ E.Q. ก็เกิดต่อๆกันไปได้เอง

  5. เรื่องแบบนี้มันนานาจิตตัง เพราะ เรื่องรนาวที่นำเสนอมาก็ยังไม่ได้รู้ครบทุกแง่ทุกมุม ส่วน rep บนผมนั้น ขอ ออกความคิดว่า โบราณไปหน่อย คุณเคยได้ยินคำว่า วัฒนธรรม หัวหอมไหม ? ชาวญี่ปุ่นบอกว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น เป็นอย่างไร คือ เมื่อลอกผิวของมันออกแต่ละชั้นๆ ก็จะไม่เหลืออะไรอยู่ข้างในเลย ทุกอย่างรวมถึงประเพณี ล้วนมาจาก การเคลือบทับไปที่ละชั้น จนเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ดังคำว่า Nothing origin คือต้องผสมผสาน เพียงแต่รสชาติของหัวหอมนั้นจะดีหรือไม่ อยู่ที่แต่ละชั้นที่ปิดเคลือทับ ได้ทำการคัดสรรหมักบ่มจนได้ที่แล้วรึยังมากกว่า ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นได้โดย คนที่อยู่ใน วัฒนธรรมนั้นๆ เท่านั้น การจะตัดสินเรื่องวัฒนธรรมอื่นไม่ดีหรือดีนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่ คุณใช้ไม้บรรทัดอันไหนวัดเท่านั้น ซึ่ง แต่ละคนก็มีไม้บรรทัดที่ไม่เท่ากัน อยู่แล้ว ซึ่งแนวความคิดการวัด EQ นั้น ก็เกิดจาก การพยายามยกระดับ คนในวัฒนธรรมตะวันตก เพื่อ ให้เกิดการวิวัตของวัฒนธรรม นั่นเอง ซึ่งถ้าคนไทยจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นเองได้ ก็เห็นจะเป็น วัฒนธรรมประท้วงซึ่งฮิตอยู่ขณะนี้ ซึ่ง ถ้ามีคนในวัฒนธรรมของเรารู้สึกลบกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น มันก็จะเกิดพลังวิวัตในตัวเองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ โดยอาจชักนำด้วยเหตุการสำคัญๆเป็นตัวกระตุ้น และในทางกลับกัน ถ้าสังเกตุดูให้ดี การดำรงรูปแบบเดิมใว้ เช่นใน อัฟกานิสถาน หรือ อิรัก อิหร่าน ทิเบต ก็ยังต้องคล้อยตาม ครรลองโลกหรือเหตุการต่างๆอยู่บ่อยๆ ซึ่ง จะเจริญ หรือ ล้าหลัง ยากจน หรือ ร่ำรวย ก็อยู่ที่มุมมองของคนในวัฒนธรรมนั้น จะวัดว่ามัน ดีหรือไม่ ถ้าไม่ เดี๋ยวจะวิวัตเอง ซึ่งกินเวลาหรือใช้เวลาแค่ไหนก็แล้วแต่ เพราะฉนั้น อย่าได้ริวัด ว่าสิ่งใดเสื่อมสิ่งใดดีในวัฒนธรรมต่างๆ เพราะมันตั้งอยู่ในความเปลี่ยนแปลงและการวิวัตอยู่ตลอด ไม่มีทางเสาะหาคำว่าดั้งเดิมได้ แม้แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4-5 ปี ยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยแล้วตั้งหลายครั้งหลายหน เพราะฉนั้นการปรับตัวจึงเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมเพื่อไม่ให้สูญพันธ์ไปอย่างบางกลุ่มบางพวกที่ ปรับตัวได้ช้า หรือไม่คิดจะปรับตัว


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: