จิวยี่ ผู้เกรียงไกรในแดนกังตั๋ง

เรื่องราวของขุนศึกหนุ่มหน้าตาดีมีชาติตระกูลคนนี้ แฟนสามก๊กหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะถูกต่อเสริมเติมแต่งให้มีสีสันมากขึ้นจากความเป็นจริงในประวัติศาสตร์

เป็นสีสันที่ไปส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของขงเบ้งโดดเด่นขึ้นตามความต้องการของหลอกว้านจงผู้แต่งสามก๊กเล่มที่คนนิยมอ่านมากที่สุด

เพราะจิวยี่ในนวนิยายอิงพงศาวดารของหลอกว้านจงนั้น เป็นคู่ปรับตัวเอ้ของขงเบ้ง และแข่งบารมีทีไร จิวยี่เป็นรองทุกที กระทั่งตอนใกล้วายปราณ ยังตายด้วยความแค้นที่เสียรู้ขงเบ้งจนถึงกับแหงนหน้าดูฟ้าแล้วเอื้อนเอ่ยวาจาตัดพ้อชะตาชีวิตว่า

“เทพยดาองค์ใดหนอซึ่งให้เราเกิดมาแล้ว เหตุใดจึงให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า” ก่อนกระอักเลือดตายด้วยความแค้น

แต่ว่าฉากนี้ไม่มีปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์หรอกนะ

จิวยี่ในบันทึกประวัติศาสตร์ตายเพราะอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กำเริบ

และชื่อเสียงความเก่งกาจปราดเปรื่องของจิวยี่นั้นก็เป็นที่กล่าวขวัญ ทั้งตัวเขาก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะของขุนพลหนุ่มแห่งง่อก๊ก

จิวยี่มีชื่อรองว่ากงจิน เป็นคนอำเภอซู มลฑลอันฮุย

เขาเกิดปีพ.ศ. 718 ปีเดียวกันกับซุนเซ็กซึ่งเป็นเพื่อนรักที่ชอบพอกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ในสามก๊กบอกลักษณะของจิวยี่ว่ามีรูปร่างงามสง่า มีจิตใจกว้างขวาง มีความรู้ความสามารถในทางทหาร ในขณะที่ก็เชี่ยวชาญด้านดนตรี และรักเดียวใจเดียว

จิวยี่สนิทกับซุนเซ็กมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ฐานะของครอบครัวดีทำให้คุณชายน้อยของตระกูลเช่นจิวยี่สามารถเชิญอาจารย์มาสอนสรรพวิชาต่างๆ ให้ที่บ้าน ไม่ต้องดั้นด้นไปเรียนที่ไหนไกล

ตรงนี้มีเกร็ดสามก๊กเล่าเป็นนิทานชาวบ้านว่า ซุนเซ็ก ซึ่งก็เป็นคุณชายน้อยคนฉลาดเช่นกันนั้นพยายามเฟ้นหาอาจารย์ดีๆ เก่งๆ มาสอน เปลี่ยนครูคนแล้วคนเล่าก็ไม่ได้ครูที่เก่งถูกใจเสียที

เห็นจิวยี่เรียนกับอาจารย์คนเดียวไม่เคยเปลี่ยน ซุนเซ็กก็เกิดคิดจะไปเรียนด้วยเพราะอยากรู้นักว่าครูของจิวยี่นั้นเก่งขนาดไหน

แต่อาจารย์ของจิวยี่ดูออกว่าซุนเซ็กมีความยโสจะมาลองดี จึงบอกปัดว่าไม่รับศิษย์ 2 คน ซุนเซ็กจึงขอเป็นเด็กรับใช้คอยติดตามอาจารย์แทน

วันหนึ่งอาจารย์ ลูกศิษย์คือจิวยี่และเด็กรับใช้คือซุนเซ็กไปเดินเล่น ผ่านต้นไม้ต้นหนึ่งมีผลสุกน่ากิน อาจารย์จึงสั่งให้เด็กรับใช้ไปเก็บมา โดยมีข้อแม้ว่า “ห้ามปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บ เดี๋ยวเสื้อจะเปื้อน และห้ามใช้ไม้สอย เพราะลูกไม้ตกลงมาก็ช้ำหมดพอดี”

ซุนเซ็กคิดแล้วคิดอีกถึงวิธีเก็บลูกไม้นั้นให้ได้ตามเงื่อนไข คิดเท่าไรคิดไม่ออก จิวยี่จึงขออาสาเป็นผู้เก็บลูกไม้นั้นให้อาจารย์เอง

ว่าแล้วจิวยี่ก็แก้สายรัดเอวออกเหวี่ยงขึ้นไปพันกิ่งไม้ แล้วก็โน้มกิ่งลงมาจนเก็บลูกไม้ได้สบายๆ

ซุนเซ็กถึงกับทึ่งในสติปัญญาของเพื่อนและยอมรับในตัวอาจารย์

กาลต่อมา ทั้งสองคนคือซุนเซ็กกับจิวยี่ก็ร่วมปณิธานช่วยกันสานสร้างกังตั๋งจนเป็นที่เลื่องลือ และต่างก็ได้รับฉายาเป็นทำนองเชิดชูทั้งคู่โดยซุนเซ็กได้รับฉายาว่า “พยัคฆ์น้อยผู้ยิ่งใหญ่”

ส่วนจิวยี่ได้รับฉายาว่า “สิงห์สำอางแห่งกองทัพเรือ”

ในเรื่องสามก๊ก จิวยี่เป็นกำลังสำคัญของก๊กง่อ ทั้งเก่ง ทั้งงามสง่า มีบุคลิกเป็นที่น่าชื่นชม และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบัญชาการรบเพื่อสร้างความรุ่งเรืองและทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ง่อก๊กจนเรียกได้ว่าทุ่มเททั้งชีวิตให้เลยทีเดียว จึงไม่แปลกเลยที่ชาวกังตั๋งจะมองว่าเขาเป็นวีรบุรุษ

อย่างไรก็ดี แม้จิวยี่จะเป็นแม่ทัพผู้กรำศึก ต้องจับอาวุธฆ่าฟันศัตรูมากมาย แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต จิวยี่รักและมีความสามารถในดนตรียิ่งนัก

เชี่ยวชาญถึงขนาดที่ว่า แม้กำลังเมามาย เมื่อได้ยินนักดนตรีบรรเลงเพลงผิดเพียงนิด ก็สามารถทักท้วงได้ทันที

ทั้งยังมีความเป็นศิลปิน จับท่วงทำนองของสายน้ำฉางเจียงมาแต่งเป็นเพลงฉางเหอ (ครวญสายธาร)จนเป็นที่เลื่องลืออีกด้วย

เรียกว่าเป็นวีรบุรุษที่เก่งรอบด้านจริงๆ

แล้วคุณล่ะ ต้องการเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจเช่นจิวยี่หรือไม่?

ปล.บทความนี้แฟนรายการของผมที่ชื่อ pemaster เขียนไว้เมื่อ On May 21, 2007 at 9:53 pm ผมเห็นว่าดี จึงนำมา Post ต่อครับ

Advertisements
Published in: on November 20, 2009 at 2:14 am  Comments (10)  

วิถีเล่าปี่3

3. ผู้นำต้องเปี่ยมน้ำใจ

เคยถามคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ซีอีโอเซเว่นฯว่าทำไมถึงได้ชื่นชอบเล่าปี่มากที่สุดในสามก๊ก ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเล่าปี่แต่อย่างใด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ตอบว่าเพราะเล่าปี่เป็นคนยึดถือน้ำใจกับพี่น้องร่วมสาบาน

ผู้อ่านคงจำได้ว่าเล่าปี่ใช้ให้กวนอูเฝ้ารักษาเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก ในการรุกขึ้นสู่ภาคเหนือเพื่อทำสงครามขั้นแตกหักกับโจโฉ

อย่างไรก็ตาม ซุนกวนซึ่งครองแดนกังตั๋งอยู่นั้นเห็นว่าเกงจิ๋วภายใต้การยึดครองของซุนกวนนั้นถือว่าเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง

สุดท้ายกวนอูพ่ายแพ้ต้องถูกตัดหัว ทำเอาเล่าปี่ซึ่งเป็นผู้ร่วมสาบานซึ่งในเวลานั้นเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นจ๊กก๊กแล้วพิโรธยิ่งนัก

การเสียกวนอูและเมืองเกงจิ๋วนั้นถือว่าเป็นความเสียหายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก

ขงเบ้งก็รู้ว่าเล่าปี่ต้องไม่นิ่งดูดายเห็นกวนอูตายไปโดยไม่ล้างแค้นเป็นแน่แท้ เพราะกวนอูไม่เพียงเป็นขุนพลคู่ใจ หากยังเป็นน้องร่วมสาบานอีกต่างหาก

หากยึดหลักยุทธศาสตร์สามก๊กตามที่ขงเบ้งวางไว้นั้น ก็ต้องผูกพันธมิตรกับซุนกวน

ซึ่งก็หมายความว่าเล่าปี่ต้องกล้ำกลืนฝืนตีหน้ากับซุนกวนต่อไปเพื่อผูกพันธมิตรไว้

ทว่าการนิ่งเฉยเช่นนั้น อาจทำให้เล่าปี่ถูกมองว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่เหนือความผูกพันน้องร่วมสาบาน ซึ่งความเชื่อมั่นในตัวเล่าปี่จะคลอนแคลนได้

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเล่าปี่เป็นฮ่องเต้ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายออกรบเพื่อน้องร่วมสาบาน

การล้างแค้นให้น้องร่วมสาบานอย่างกวนอูนั้นทำให้เขาได้ใจราษฎรและขุนพล

ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์แล้วเสียหายอย่างยิ่ง

เล่าปี่เป็นคนมากน้ำใจแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว
ไม่เพียงกับน้องร่วมสาบานเท่านั้น กระทั่งกับเล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋วซึ่งยกเมืองให้ก็ไม่ยอมครอบครอง เพราะเหตุที่ว่าไม่ต้องการได้ชื่อว่าแย่งสมบัติจากคนแซ่เดียวกัน ทั้งๆที่ตามหลักยุทธศาสตร์แล้วไซร้จำต้องยึดให้จงได้

เจตจำนงอันแน่วแน่เช่นนี้ ทำให้ขงเบ้งซึ่งเป็นกุนซือใหญ่ต้องเหนื่อยแทบรากเลือดกว่าจะแผ้วทางในการสู่บัลลังก์ฮ่องเต้ไม่สบอารมณ์ จึงไม่เดินทางไปบัญชาการรบ
เฝ้ารักษาเสฉวน

ขณะที่เล่าปี่ซึ่งไม่มีความสามารถในการรบและการวางแผนแต่อย่างใด กลับคุมทัพไปรบเพื่อล้างแค้นแทนน้องร่วมสาบาน ทั้งที่ก็รู้ว่าถ้าชนะซุนกวน คนที่ดีใจก็คือโจโฉ

เล่าปี่ก็บ่ยั่น

ซึ่งก็หมายความว่า “เล่าปี่ไม่มีสายตาของนักยุทธศาสตร์” ขณะที่จุดแข็งของขงเบ้งก็คือการมองภาพรวม ซึ่งจำเป็นมากต่อการครองแผ่นดิน

การไล่ล่าเพื่อล้างแค้นของเล่าปี่ ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ 3 ก๊กที่ขงเบ้งวางไว้

Published in: on November 19, 2009 at 1:44 am  Comments (1)  

เรียนรู้จากสามก๊ก ตอน (1) การสร้างตัวของเล่าปี่

415px-Liu_Bei_Tang

ว่ากันว่าใครอ่าน “สามก๊ก” สามจบ คบไม่ได้

ประโยคนี้แสดงว่าสามก๊กนั้นเป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม คนที่อ่านมากถึงสามครั้ง ย่อมซึมซับเพทุบายต่างๆไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะตัวละครสำคัญในสามก๊กนั้นมากเล่ห์เพทุบาย

อ่านมากๆเข้าก็อาจจะคิดแบบโจโฉเข้าสักวัน

ยอมทรยศต่อโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

อันนี้ก็เป็นประโยคที่ติดปากเหมือนกัน

ผมเคยถามผู้บริหารหลายคนว่าชอบตัวละครใดในสามก๊กมากที่สุด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมิศักดิ์ ตอบว่า “เล่าปี่”

นอกจากนั้นแล้ว ผมก็ยังมองนักธุรกิจระดับ tycoon ด้วยว่าเขาเป็นตัวละครใดในสามก๊ก

กล่าวสำหรับคุณก่อศักดิ์นั้น เมื่อละครที่เขาชอบมากที่สุดคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นพระเอกในสามก๊ก ก็เป็นไปได้ว่าเขามองว่าธนินท์ เจียรวนนท์ นายใหญ่ของเขานั้นคือเล่าปี่ ส่วนตัวเขาอาจจะเปรียบเทียบได้กับอะไร ก่อศักดิ์ไม่ยอมบอก แต่ถ้าจะให้เดาอาจเป็น “ขงเบ้ง”

วันนี้จะเขียนถึงภูมิปัญญาจากสามก๊ก โดยจะหยิบตัวละครทีละตัวจากพงศาวดารจีนเรื่องนี้มาเขียนถึงเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ โดยกล่าวถึงตัวละครเล่าปี่

อาจจะมีคนเขียนถึงเล่าปี่มามาก

หลายคนถึงกับ “ดูเบา” เพราะในบรรดาเจ้าก๊กทั้งสามนั้น เล่าปี่อาจดูด้อย เมื่อเปรียบเที
ยบกับโจโฉ และไม่เด่นอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบกับซุนกวน แต่ผมกลับมองอีกมุม

ถามว่าเล่าปี่คือตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดใช่ไหม ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่

ตัวละครที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือขงเบ้ง

ส่วนตัวละครที่ผมพยายามศึกษานิสัยใจคอมากที่สุดคือ โจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวละครที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตจริงๆ เป็นตัวละครที่คุณผู้อ่านอาจจะพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วก็เป็นได้

ทว่าอาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเป็นโจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวโกง คงไม่มีใครสรรเสริญเยินยอตัวโกงเป็นแน่

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่มีใครแสดงว่าตัวเองเป็นโจโฉ

แต่ถ้าให้คุณหญิงหมอพรทิพย์ตรวจดีเอ็นเอ จะพบว่าเป็นโจโฉ

กลับมาที่เล่าปี่

เล่าปี่เป็นคนที่สร้างตัวเองคนที่ไม่มีอะไรเลย

ฝรั่งจะเรียกว่า Create Something out of Nothing

หรือที่เราเรียกจีนโพ้นทะเลที่สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่ว่ามีแค่เสื่อผืนหมอนใบเท่านั้น

คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าจนกลายเป็นหนึ่งในสามฮ่องเต้นั้น ไม่เก่งก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ที่สำคัญก็คือเล่าปี่ไม่ใช่คนที่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ว่าจะเชิงบุ๋นหรือเชิงบู๊

รบก็รบไม่เก่ง

วางแผนก็ไม่ใช่จุดแข็ง

เช่นนั้นแล้ว เล่าปี่ขึ้นเป็นใหญ่ได้อย่างไร

สิ่งที่เล่าปี่มีก็คือ “ภาพลักษณ์ที่ดี” และความเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ที่แม้จะห่างจากพระเจ้าเหี้ยนเต้เหลือเกิน แต่เล่าปี่ก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ทว่าไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปประกาศว่าตนเป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าไม่มีคนยอมรับล่ะ ไม่หน้าม้านรึ

คนเรานั้นหากจะคิดทำการใหญ่ได้ต้อง “สะสมคนเก่ง”

การที่เล่าปี่ซึ่งเป็นลูกคนทอเสื่อขาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู เตียวหุย โดยที่มีปณิธานตรงกัน ถือว่าเป็นการมองคนขาด เพราะในเวลานั้นทั้งกวนอู เตียวหุย ก็ยังไม่ได้สร้างวีรกรรมลือลั่นแต่อย่างใด

เล่าปี่คงมีลักษณะดึงดูดบางประการ ถึงทำให้จูล่ง มาเป็นทหารเอกคู่ใจ

จุดเด่นของเล่าปี่ก็คือเป็นคนมีภาพลักษณ์

เล่าปี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ความเป็นคนโอบอ้อมอารี มีเมตตา และเป็นเชื้อพระวงศ์(แม้จะปลายแถวก็ตามที) ได้กลายเป็น Positioning ที่แข็งแกร่ง ที่ยากจะหาใครเทียมทานในช่วงเวลานั้น

แม้เล่าปี่จะมีเชื้อพระวงศ์ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว เขาคือลูกชาวบ้าน ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่คิดการใหญ่

ทว่าเล่าปี่สามารถแปลงจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้

การที่เขามาจากลูกชาวบ้านนั้น ทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านต้องการผู้ปกครองแบบไหน เขาจะเป็นผู้ปกครองในฝันของชาวบ้าน

Positioning เช่นนี้ได้ขจรขจายไปแบบปากต่อปาก ไม่เพียงชาวบ้านจะรัก บรรดาผู้มีฝีมือต่างเข้าด้วยกับเล่าปี่ไม่น้อย

และเป็นเหตุให้ได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือในเวลาต่อมา

ความที่เล่าปี่เรียนไม่เก่ง ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหาปราชญ์

การไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ทำให้เขาเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่แสดงออกทางใบหน้า

อย่างไรก็ตาม โจโฉกลับหวาดเกรงเล่าปี่มากที่สุด

เพราะมองว่าคนอย่างเล่าปี่นั้นคิดการใหญ่ สะสมคนดีมีฝีมือ

อาจจะเป็นภัยต่อตนในภายภาคหน้าได้

Published in: on November 17, 2009 at 2:01 am  Comments (5)  

การใช้คนของโจโฉ

caocao.jpg

โจโฉนั้นเป็นคนขี้ระแวงคน

โจโฉเอาแต่ความสามารถ

จุดเด่นในการใช้คนของโจโฉคือโจโฉเอาแต่ความสามารถ คือโจโฉในตอนนั้นกำลังจะขึ้นปกครองประเทศ โจโฉได้ประกาศฉบับหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “คำสั่งแสวงหานักปราชญ์” เสนอแนวทางใช้คนที่เอาแต่ความสามารถ โดยบอกไว้ในประกาศนี้ว่า หากใช้แต่คนสุจริต ไฉนฉีเหวิน กง จะเป็นใหญ่ได้

ฉี เหวิน กง เป็นคนที่ในสมัยก่อนหน้านั้นที่เขาเป็นใหญ่ในแคว้นฉี ขอแต่ให้มีความสามารถเราได้ก็จักใช้

คำสั่งสองฉบับชี้ให้เห็นว่า “บัณฑิตที่มีความประพฤติดีใช่ว่าจักใช้ได้ ผู้ที่ใช้ได้ไม่แน่ว่าจะประพฤติดี”

พูดง่ายๆ ก็คือว่าโจโฉเอาคนเก่งอย่างเดียว ไม่เอาคุณธรรม
จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีข้อบกพร่องไม่ควรทิ้งห่างคนใช้ ไม่ว่าจะต่ำช้าสักเพียงใด แม้กระทั่งคนที่ไร้เมตตาธรรม ไร้ความกตัญญู ขอแต่ให้มีฝีมือการปกครองและใช้ทหารเป็น ก็ต้องนำมาใช้

นี่คือวิธีใช้คนของโจโฉ

ดังนั้นถ้านายของท่านเอาคนแต่ความสามารถ ไม่ดูคุณธรรม ไม่ดูที่มาเลย นายท่านคือ “โจโฉ”

…แต่ว่าในตำนานสามก๊กนั้นไม่ได้หยิบยกคำสั่งแสวงหานักปราชญ์มาพูดเลย ได้แต่อาศัยพฤติการการใช้คนของโจโฉ เผยให้เห็นจุดเด่นของโจโฉที่ใช้คนโดยดูที่ความสามารถเป็นหลัก

เพราะว่าโจโฉใช้คนใช้คนโดยไม่คำนึงถึงชาติตระกูล และความประพฤติเลย จะเป็นใครก็ได้โดยไม่ต้องเป็นผู้รากมากดี ไม่ต้องจบ MBA ไม่ดูความประพฤติเลย แม้ว่าจะเป็นโจรป่ามาแต่ขอให้มีความสามารถ…ใช้ทั้งหมดเลย

คนที่มีความสามารถส่วนใหญ่จึงเข้ามานอบน้อม บุคลากรของโจโฉเลยมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบู๊ หรือฝ่ายบุ๋น

คนที่เป็นนักปรึกษาที่เด่นๆ ในหมู่นักปรึกษาของโจโฉนอกจากซุนฮกซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์คนหนึ่งแล้ว ยังมีกุยแก

ซึ่งกุยแกนั้นว่ากันว่าเป็นคนที่ฉลาด ยังไม่รู้เลยว่าเจอขงบ้งแล้วใครจะฉลาดกว่ากัน เพราะกุยแกตายไปเสียก่อน

กุยแก เป็นนักวางแผนชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง เขาเสนอกลอุบายพิศดารให้แก่โจโฉเป็นอันมากตลอดมา

กลอุบายแต่ละอย่างก็ได้บรรลุผลทั้งสิ้น

Published in: on May 7, 2007 at 12:59 am  Comments (35)  

เรียนรู้จากยอดคนสามก๊ก วิถีเล่าปี่

liubei.jpg

strong>เล่าปี่ไม่ใช่ตัวละครที่มีคนชอบในสามก๊กมากที่สุด

ทว่าใครก็ตามที่อยากจะสร้างตัว นอกจากจะศึกษาเถ้าแก่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรเอาอย่างเล่าปี่

ตอนที่แล้วได้อารัมภบทถึงเล่าปี่ในด้านการบริหารและการจัดการมาแล้ว

ขอสรุปวิถีเล่าปี่ในเชิงกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ให้เห็นชัดๆ

1 Image คือทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเล่าปี่สร้างตัวจากไม่มีอะไร

ในยามกลียุค เกิดศึกสงครามทั่วแผ่นดินนั้น ใครก็สามารถสร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ หากรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ

เล่าปี่คงไม่รู้หลักการตลาดในทางทฤษฎี ทว่าในภาคปฏิบัติแล้ว เขาคือปรมาจารย์

การตลาดที่เล่าปี่ใช้ก็คือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth Marketing
ในยามสื่อทั้งหลายยังไม่เจริญ การใช้ปากคนพูดต่อๆไปนั้น จะได้ผลดีที่สุด

ถ้าจะให้คนพูดถึงตัวเองในแง่ดี ก็ต้องวางตัวและประพฤติปฏิบัติให้คนเห็นว่าเป็นคนดี

ยุคสามก๊กเป็นยุคที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ยากที่มวลชนจะฝากผีฝากไข้ไว้กับผู้ปกครองคนหนึ่งคนใดได้

เล่าปี่วางตัวเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แย่งยึดเมืองจากคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสกุลเดียวกันอย่างไร้คุณธรรม ทั้งๆที่ในยุคนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้

การทำตัวมีคุณธรรม แม้จะทำให้ “ต้นทุน” การตั้งตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในเชิงภาพลักษณ์แล้วได้เต็มๆ

ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ผู้มีคุณธรรม จิตใจโอบอ้อมอารี เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์
นี่เอง ทำให้ชนะใจมวลชน เมื่อจะทำการใหญ่ก็ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ท้ายที่สุดเล่าปี่ก็คือนักการเมืองผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับโจโฉ เพียงแต่เลือกเดินคนละสายเท่านั้น

เล่าปี่เลือกเดินสายพิราบ สมานฉันท์ สันติภาพ

เล่าปี่ไม่สามารถเดินสายเดียวกับโจโฉ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความสำเร็จของเล่าปี่ คือความสำเร็จของการตลาดภาพลักษณ์(Image Marketing)

ตัวตนจริงๆของเล่าปี่จะเป็นอย่างไรไม่มีใคร แต่เมื่อประชาชนมองว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม

ภาพลักษณ์นี้ก็จะติดตัวเขาตลอดไป

2. มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้มีสติปัญญาเหนือตน

ผู้ประกอบที่เริ่มตั้งตัวนั้น ต้องมีปณิธาน ต้องการตั้งตัวเป็นใหญ่

มีความฝัน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถ ตลอดจนกระทั่งบุคลากรเพียบพร้อมหรือไม่

จุดที่ทำให้ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปไม่ถึงไหนก็คือคนแวดล้อมนั้นล้วนแต่เป็นผู้ประจบสอพลอ ทำให้ไม่สามารถสานฝันจนถึงฝั่งได้

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ไม่รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน

เล่าปี่รู้ตัวดีว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่นๆแล้ว ตนนั้นเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีจุดแข็งน้อยมาก

จุดแข็งเด่นๆของเล่าปี่มีเพียงสองประการเท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรม และมีศิลปะในการครองใจคน

ทว่าหากจะตั้งต้นเป็นใหญ่ จุดแข็งทั้งสองประการไม่เพียง

ต้องมีสติปัญญาเหนือคน เพราะในยุคสามก๊ก ไม่ได้รบกันด้วยกำลัง ไม่เช่นนั้นลิโป้คงเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

เมื่อเล่าปี่สำนึกว่าตนนั้นด้อยสติปัญญา ก็ไม่ฝืน พยายามหาผู้มีสติปัญญามาเป็นกุนซือ

เพราะรู้ว่าการมีสามทหารเอก กวนอู เตียวหุย จูล่ง ไม่เพียงพอกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ เขายังขาดมันสมองใหญ่ในการกำหนดแผนรบและครองแผ่นดิน

เขาแตกต่างจากโจโฉที่ทั้งมีความสามารถในการรบและวางแผนการรบด้วยตัวเองได้

ขณะที่เล่าปี่ไม่มีในสิ่งที่โจโฉมี จึงต้องหาคนมากระทำการแทน

การเพียรพยายามไปเยือนกระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกุนซืออย่างสูง เพราะก่อนหน้าเขาเห็นว่าการรบอย่างมีแผน กับการรบอย่างไร้แผนนั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อชีซีและสุมาเต็กโช ให้การยกย่องขงเบ้งอย่างสูง

เขาจึงเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับพญามังกรแห่งเขาโงลังกั๋งมากๆ ทั้งๆที่ขงเบ้งอายุเพียง 27 ปีและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

ทว่าเล่าปี่ก็พร้อมมอบอำนาจให้ขงเบ้งเป็นซีอีโอ

ส่วนตนเองนั่งเก้าอี้ Chairman

ถ้าเขาใช้คนผิด ก็อาจล่มสลาย

ถ้าใช้คนถูก ก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Published in: on March 26, 2007 at 5:02 pm  Comments (24)  
Tags: