Guru สายพันธุ์ใหม่(1)

drucker brain

นับตั้งแต่ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ อสัญกรรมเมื่อเมื่อปลายปี 2005 ยุทธจักรกูรู(Guru)เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก เพราะสถานภาพของกูรูแต่ละคนนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน
“เจ้ายุทธจักร” กูรูที่ครอบครองโดยปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านจักต้องเปลี่ยนแปลง

คำว่า Guru มีรากศัพท์มาจากคำว่า “ครุ” ในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ครู” ในภาษาไทย

เมื่อนำไปใช้ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “ผู้รู้”

หากแปลให้ไพเราะสักหน่อยก็คือ “ปรมาจารย์”

หรืออาจจะใช้คำว่า “บรมครู” ก็ย่อมได้
และแท้จริงคำว่า Guru เพิ่งเป็นที่นิยมใช้กันเมื่อยี่สิบกว่าปีมานี้เอง

ปัจจุบัน แต่ละวงการล้วนอุดมไปด้วย Guru ทว่าที่เป็นต้นแบบอย่างแท้จริงคือ Management Guru

เมื่อกล่าวถึง Guru ด้านบริหารและการจัดการนั้น Guru ลำดับแรกๆ ที่ใครๆ ต่างนึกถึงคือ ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์

เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งการจัดการ

ในวงการยอมรับว่า เขาเป็น Guru ในมวลหมู่ Guru เพราะเขาคือผู้คิดค้นทฤษฎีทางการจัดการมากมาย นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950

ทฤษฎีต่างๆเหล่านั้นหลายทฤษฎี ยังใช้มามจนถึงทุกวันนี้ อาทิ…

MBO (Management by Objective)

…การแปรรูปกิจการ (Privatization)

…การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (Put Customer First) ไปจนถึงบทบาทของซีอีโอที่มีต่อกลยุทธ์องค์กร

…การกระจายอำนาจในองค์กร (Decentralization)
…การทำในสิ่งที่ตนเองถนัด (Stick to its knitting) ไปจนถึงแนวคิดด้าน Knowledge Worker ที่เขาบัญญัติคำนี้ขึ้นตั้งแต่ปี 1969 หรือเมื่อ 37 ปีที่แล้วแต่ทั่วโลกเพิ่งจะนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคสังคมความรู้

ดรักเกอร์เป็น Guru คนแรกที่ป่าวประกาศถึงทิศทางของสังคมและการจัดการหลายเรื่องในต้นทศวรรษ 1950

เขาเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจขนานใหญ่

ปี 1961 ดรักเกอร์อีกเช่นกันที่บอกว่า ให้จับตาดูญี่ปุ่นไว้ให้ดี เพราะในอนาคตอันใกล้ ยักษ์ผิวสีเหลืองชาตินี้จะก้าวเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

เท่าที่กล่าวมาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ก้าวขึ้นมาเป็น Guru ในหมู่ Guru อย่างสง่างาม

สาเหตุที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการจัดการนั้น เพราะเขาเป็นคนแรกที่ตระหนักว่า การจัดการเป็นสาขาวิชาที่ได้ใส่ใจอย่างลึกซึ้งและมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ

50 ปีที่ผ่านมา ดรักเกอร์เขียนหนังสือ 30 กว่าเล่ม ในจำนวนนั้นมีเพียง 2 เล่มที่เป็นนวนิยาย…

ดรักเกอร์ยังสอนที่มหาวิทยาลัยแคลมองท์, ที่โรงเรียนธุรกิจซึ่งตั้งชื่อว่า Peter F.Drucker School of Management จวบจนสิ้นอายุขัย

Advertisements
Published in: on November 12, 2009 at 11:50 pm  Comments (3)  

คุณรู้จัก Guru ไหมครับ!?!

คำว่า Guru เป็นภาษาสันสกฤตที่นำมาใช้ในภาษาอังกฤษ โดยมาจากคำว่า “ครุ” ซึ่งแปลว่า “หนัก” อันนำมาสู่คำว่า “ครู” ที่ใช้กันในภาษาไทย

ในอินเดียจะเรียกว่าท่านผู้รู้ว่า ท่านคุรุ ต่อมาในระยะหลังฝรั่งก็เลยนำคำนี้ไปใช้ในภาษาของตนเองโดยนำไปใช้เรียกผู้รู้ในสาขานั้นๆ อย่างแท้จริงโดยแฝงการเป็นผู้นำที่สามารถชักชวนผู้คนให้คล้อยตามตนเองโดยการผลิตผลงานที่จับต้องได้

ดูๆ แล้วกูรูก็เหมือนกับผู้นำลัทธิอะไรทำนองนั้นเพียงแต่ผู้นำลัทธิที่พาคนไปตาย เขาไม่เรียกว่า Guru เพราะคำๆ นี้มีความหมายที่ดี

คำว่า Guru ที่นิยมใช้กันก็เอาไว้เรียก Management Guru นี่แหละคำๆ นี้เพิ่งเป็นที่นิยมกันเมื่อสักยี่สิบกว่าปีมานี้เอง ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในหนังสือด้านการจัดการเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้นักคิดนักเขียนสาขานี้โด่งดังเป็นที่รู้จักและได้รับการสถาปนาให้เป็นกูรูกันไปเกือบหมด

Guru เมื่อแปลเป็นภาษาไทยให้สละสลวย อาจใช้คำว่า “บรมครู” , “ปรมาจารย์”หรือ “มหาคุรุ” ตามแต่ใจเขียน

บ้างก็ทับศัพท์ว่า “กูรู” ไปเลย เพราะสอดคล้องกับคำว่า “กูรู้” ในภาษาไทย

ซึ่งบางคนว่าแปลกวนๆ แต่ผมคิดว่าโอเคน่า

อย่าคิดอะไรมาก น้ำมันยิ่งแพงๆอยู่

อันที่จริง พวกที่ถูกเรียกขานกันว่ากูรูนั้นหากไปถาม เขาก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรนักหรอก ค่อนข้างจะกระดากเสียด้วยซ้ำไป
เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่จะเป็นกูรูได้นั้นต้องมีผลงานยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนสังคมได้

และเป็นผลงานที่ส่งผลอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ใช่เป็นพวกดาวตกหรือผีพุ่งใต้ที่มาเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จากไป
ระยะหลังมีการใช้คำๆ นี้ออกไปแบบเปรอะ อาทิ มีหนังสือบางเล่มอย่าง Guru Guide ที่มีกูรูเต็มไปหมด เขียนหนังสือเพียงเล่มเดียวพอหนังสือดังก็เรียกขานกันว่าเป็นกูรูไปทั้งหมด

ดังนั้นถึงได้บอกให้ดูดีๆ กูรูน่ะมีทั้งของจริง และของปลอม

Published in: on April 25, 2007 at 2:36 am  Comments (12)  

สร้างความได้เปรียบของวันพรุ่ง…ไมเคิล พอร์เตอร์

ขณะที่เรากำลังก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 การมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องเพราะหากไม่มีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัดเกี่ยวกับการวางตำแหน่งที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ (distinctly different and unique) ในอนาคต

และต้องเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่แตกต่าง

บริษัทเหล่านั้นก็จะถูกกลืนทั้งเป็นอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการแข่งขัน

ช่วงที่ตลาดยังมีการแข่งขันไม่เข้มข้น คู่แข่งมีไม่มาก

บริษัทต่างๆ นิยมใช้กลยุทธ์การเลียนแบบ (me-too strategies) เพื่อเข้าสู่ธุรกิจ

ทว่าปัจจุบันบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การเลียนแบบกำลังถูกลงโทษอย่างไร้ความปรานี

ดังนั้นการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น

ผมรู้สึกว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านไปนั้น บริษัทส่วนใหญ่ทุ่มเทไปกับ…

….การยกเครื่อง (reengineering)

…ลดขนาดองค์กร(downsizing)

…ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กร

คำถามที่เร้าใจก็คือจากนี้ไปจะทำอะไรกันต่อไป?

คำตอบก็คือบริษัทจำเป็นต้องแสวงหาวิธีการเติบโตและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากกว่าการพยายามขจัดความเสียเปรียบเชิงการแข่งขันเท่านั้น

บริษัททุกแห่งหนต่างรีบร้อนในการนำความคิดล่าสุดด้านทางการจัดการมาใช้กระทั่งบางครั้งก็
นำมาใช้มากเกินไป

ทั้ง TQM (Total Quality Control)…

การแข่งจันบนพื้นฐานของเวลา (Time-based competition…)

การเทียบเคียงผู้นำตลาด (Benchmarking)…
…ฯลฯ

ส่วนใหญ่ความคิดต่างๆ เหล่านี้ก็เพื่อทำให้ดีขึ้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับประสิทธิผลด้านการปฏิบัติการ

การปรับปรุงเหล่านี้เพื่อให้อยู่ในเกมการแข่งขัน

แต่การอยู่ในเกมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว

ถ้าบริษัททั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่แข่งขันกันบนชุดของตัวแปร (set of variabies) เดียวกัน
หลังจากนั้นมาตรฐานอาจสูงขึ้น แต่ไม่มีบริษัทใดก้าวหน้า

การก้าวล้ำและอยู่เหนือผู้อื่นนั้นเป็นรากฐานของกลยุทธ์

ซึ่งก็คือการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

กลยุทธ์เป็นเรื่องการทำตัวอยู่เหนือการแข่งขัน

มันจึงมิใช่การทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าคู่แข่ง แต่เป็นเรื่องของการสร้าง
ความแตกต่าง

บริษัทจำนวนมากไม่มีความสามารถที่จะคิดและลงมือปฏิบัติเชิงกลยุทธ์เพราะจิตใจห่อเหี่ยว
ในสหรัฐอเมริกา

บริษัทส่วนใหญ่มักเน้นผลระยะสั้น มีแนวความคิดแบบมองผลงานเป็นไตรมาส ทั้งหมดเป็นผลเฉพาะหน้าแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ลดต้นทุนโดยปลดพนักงานหรือตัดงานบางส่วน (outsource) ให้บริษัทอื่นรับไปทำก็เพื่อต้องการเพิ่มกำไรในปีหน้า

ดูเหมือนว่าบริษัทเหล่านี้ลืมพฤติกรรมด้านการลงทุนไปแล้ว และตลาดทุนสหรัฐฯ เป็นส่วนสนับสุนนแนวโน้มนี้ด้วย

แนวโน้มอย่างเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ด้วยในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

ปล.ชิ้นนี้ผมตัดตอนมาจากหนังสือที่ผมแปล คือ คิดใหม่เพื่ออนาคต

และตัดส่วนนี้เป็นคอลัมน์ใน thaicoon ด้วย

มีไฟล์เป็น pdf ใครอยากได้ และไม่ได้อยู่ใน premium list ก็ขอกันมาได้นะครับ

Published in: on April 16, 2007 at 3:43 am  Comments (71)