Youth + Creativity
ข้อคิดจากบอลโลก

แม้ทีมชาติสเปนจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ทีมจากทวีปยุโรปสามารถคว้าแชมป์นอกทวีปได้เป็นครั้งแรก

และเป็นทีมที่แพ้ในรอบแรกทีมเดียวที่คว้าแชมป์โลกได้

แต่ทว่าทีมที่ชิงซีนไปในทัวนาเม้นต์นี้ในความเห็นของผมก็คือเยอรมันและหมึกของเยอรมัน

สเปนนั้นเป็นเต็งหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้น การได้แชมป์โลกนั้นก็สมควรแล้ว(ทั้งที่ยิงประตูได้น้อยเหลือเกิน) แต่เยอรมันชุดนี้ไม่ได้มีใครตั้งความหวังอะไรมากนัก อย่าว่าแต่แฟนบอลเยอรมันเลย กระทั่งชาวเยอรมันเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก

ดังนั้นเมื่อผลการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่บดอังกฤษ คู่แค้นตลอดกาลไปได้ 4-1 ทั้งๆที่ทีมสิงโตคำรามเต็มไปด้วยซุปเปอร์สตาร์อย่างเวย์น รูนี่ แลมพาร์ต เจอร์ราด เทอร์รี่ โคล

โลกต้องหันกลับมามองเยอรมันอีกครั้ง แต่ก็คิดว่าอังกฤษกับเยอรมันคู่นี้ใครชนะก็ต้องไปถูกอาร์เจนตินาเชือดอยู่ดี

เมื่อเยอรมันช็อกโลกอีกครั้งด้วยการบดอาร์เจนตินา ถึง 4-0

โลกต้องกลับมามองเยอรมันอีกครั้ง พร้อมๆกับมองหมึกพอล ผู้ทำนายผลบอลครั้งใดแทบไม่เคยพลาด(นัดเดียวที่ทายผิดก็คือนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรเมื่อสองปีที่แล้ว)

ชัยชนะของเยอรมันซึ่งไม่ได้มีสตาร์ดังคับทีมอย่างอังกฤษและอาร์เจนตินา ทั้งๆที่นักเตะวัยละอ่อนเต็มทีม แทบไม่มีซุปเปอร์สตาร์แม้แต่คนเดียว(แต่ระดับสตาร์มีนะ)

สะท้อนให้เห็นว่าโลกธุรกิจยุคนี้จะให้ความสำคัญกับ Youth มากกว่าประสบการณ์

กานาซึ่งเกือบจะเข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายก็มีนักเตะอายุน้อยเต็มทีม เพราะสร้างทีมจากชุดเยาวชนโลก

ไม่ต้องพูดถึงสเปนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างนักเตะรุ่นใหม่ๆเพื่อทดแทนรุ่นเก่าอยู่ตลอดเวลา

ในโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการที่เปลี่ยนโลกล้วนเป็นคนหนุ่มวัยละอ่อนแทบทั้งสิ้น

Larry Page and Sergey Brin แห่ง google

Mark Zuckerberg แห่ง FaceBook

Michael Dell แห่ง Dell

Steve Jobs แห่ง Apple

Bill Gates แห่งไมโครซอฟท์

ล้วนเริ่มต้นธุริจในวัยยี่สิบต้นๆเท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้คิดจะเป็นเพียงผู้ประกอบการสามัญเพื่อสร้างความมั่งคั่งเท่านั้น
แต่พวกเขาเหล่านี้ต้องการเปลี่ยนโลก

หลังจากสตีฟ จ๊อบส์ สร้าง Apple Computer จยลงหลักปักฐานพร้อมที่จะบินแล้ว เขาได้ไปชวน John Sculley ซึ่งในเวลากำลังจ่อคิวจะขึ้นเป็น CEO Pepsi และเอ่ยปากชวนด้วยประโยคสะท้านโลกว่า “ Do you want to sell sugar water for the rest of your life or do you want to come with me and change the world?”

ประโยคนั้นแทงใจดำ Sculley แต่ก็ทำให้เขาคิดหนัก สุดท้ายเขาก็มาร่วมเปลี่ยนโลกกับสตีฟ จ๊อบส์จนได้

ซึ่ง Sculley นี่แหละที่ถีบจ๊อบส์ออกไปจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ตอนแรกจ๊อบส์แค้นมาก ต่อเขาก็ได้ตระหนักในสัจธรรมแห่งชีวิต และพบว่าเมื่อ Connect the dot แล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น

และเมื่อกลับมา Apple อีกครั้ง งานของจ๊อบส์ก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือ “เปลี่ยนโลก” ด้วย iPod iPhone และ iPad
เช่นเดียวกับสองผู้ก่อตั้ง Google เช่นกัน พวกเขาทั้งสองกำลังเปลี่ยนโลกด้วย Search Engine และสารพัดบริการฟรีที่ออกมาทุบหม้อข้าวคู่แข่งขัน แต่ผู้บริโภคได้ประโยชน์

ขณะที่ Mark Zuckerberg ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพ่อหนุ่มคนนี้กำลังทำให้ Facebook ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว

โลกกำลังแบ่งออกเป็นสองยุค คือยุคก่อนมี facebook และยุคหลังมี facebook

สำหรับบางคน Facebook เป็นยิ่งกว่าSocial Network

มันคือ Way of Life

สมการความสำเร็จของยุคนี้ก็คือ Youth + Creativity + Think BIG = Change The World

Published in: on August 12, 2010 at 7:10 pm  Comments (2)  

คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า

คนเรานั้นจะมีกรอบความคิดในใจ (Frame of Mind) เวลาที่เรามีกรอบความคิดในใจเชิงลบ (Negative Frame of Mind) จะดูดพลังงานของเราไป

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คนเราโกรธแค้นใคร กระบวนการทางอารมณ์ก็จะมีการออกแบบการตอบโต้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดความรู้สึกหมกมุ่น ไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่จะทำก็มีแต่พฤติกรรมเชิงลบ

เวลาที่มีการล้างแค้นนั้น สุดท้ายก็จะเกิด Negative Sum Game เพราะเมื่อคนหนึ่งแค้น และได้แก้แค้น คนที่ถูกแก้แค้น ก็จะกลับมาล้างแค้นอีก เป็นวัฎจักรอย่างนี้ไปตลอด มีแต่เสียกับเสีย

พลังงานที่ควรจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะไม่ได้ใช้

การที่เราคิดเชิงลบนั้น ไม่เพียงแต่จะดูดพลังงานของเราแค่คนเดียวเท่านั้น แต่คนที่รอบข้างเราก็จะโดนดูดพลังงานไปด้วย

เสียงจากภายใน

คณเคยรู้สึกหรือไม่ว่าภายในตัวของท่านมีเสียงจากข้างใน (Inner Voice) อยู่ ถ้าจะทำอะไรสักอย่างจะมีทั้งเสียงที่ดี และไม่ดี อยู่ข้างใน เสมือนมีซาตาน กับปิศาจทะเลาะกันอยู่ข้างในหัว ซึ่งจะมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะได้ยิน

เสียงที่อยู่ข้างในนั้นมาจากความคิดของเรา ซึ่งจะบอกให้เราประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

เสียงที่อยู่ภายในของเรา ที่บอกเราให้ทำอย่างโน้น อย่างนี้ นั้นมาจากจิตของเรา ถ้าเราจิตดี เราจะคิดดี แต่ถ้าเราจิตร้าย จิตประสงค์ร้าย เราก็จะคิดเลว

อย่างที่บอกไปว่า 25% มาจาก DNA ของพ่อแม่ อีกประมาณ 30% มาจากสภาพแวดล้อม

สภาพแวดล้อมที่สำคัญที่สุดก็คือ “คน” ที่อยู่แวดล้อมคุณ

ตอนที่เรายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณสัก 7-8 ขวบ ก็ทำตามเสียงภายในของตัวเองแล้ว

และสภาพแวดล้อมจากพ่อแม่ หรือเพื่อน ครู อาจารย์ ฯลฯ ก็จะสามารถค่อยๆ ปรับเสียงในตัว และพัฒนาไปสู่การปรับจิต และเมื่อถึงเวลานั้น จิตก็จะมาสั่งเสียงในตัวอีกทีหนึ่ง

เสียงภายในของเราจะพัฒนาในลักษณะของการอธิบาย ว่าดี หรือไม่ดี ประสบการณ์ก็จะช่วยในการอธิบาย และหากยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ่ำๆ เสียงภายในก็จะอธิบายได้ชัดเจนขึ้น

เหมือนกับเป็น กึ๋น ในที่สุด

คนที่ประสบความสำเร็จนั้นเขาตัดสินใจด้วยกึ๋น ซึ่งก็คือการรวมของประสบการณ์ อันมีลักษณะคล้ายกับ “เสียงภายใน”

คำถามก็คือ คุณจะฝึกเสียงภายในแบบมองโลกในแง่ดีอย่างที่มันเป็นได้อย่างไร?

คนที่มองโลกในแง่ดี ก็จะมีเสียงภายในแบบหนึ่ง คนที่มองโลกในแง่ร้ายก็มีเสียงภายในอีกแบบหนึ่ง คอยกำกับพฤติกรรมอยู่

เสียงภายในจะพัฒนาออกมาเป็นคำอธิบาย นั่นคือ ไม่ได้บอกเพียงแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ แต่จะออกมาเป็นชุดคำอธิบาย เหมือนกับว่าเป็นหมอดูให้กับตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น เซลล์คนหนึ่งขายสินค้าไม่ได้ ถ้าหากเขามองโลกในแง่ดีก็จะมีเสียงภายในบอกว่า ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

แต่ถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เสียงภายในก็จะบอกให้เลิกขาย เกิดการท้อถอย

ดังนั้น เสียงในใจจะอธิบายพฤติกรรมตรงหน้า พร้อมทั้ง พยากรณ์พฤติกรรมในอนาคตของเราด้วย

Published in: on December 18, 2007 at 2:15 am  Comments (17)  

Optimist VS Pessimist

การมองโลกในแง่ดี และ การมองโลกในแง่ร้ายนั้นได้ต่อสู้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ คุณจะมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นสายพิราบ หรือ

คุณจะมองโลกในแง่ร้ายซึ่งเป็นสายเหยี่ยว?

ทำไมคนถึงให้ความสนใจกับคนมองโลกในแง่ดีมากนัก

ก็เพราะมันมีคุณค่านั่นเอง

คมคิดบวก

ถ้าหากคนที่มีทัศนคติเชิงบวกนั้นอยู่ใกล้ๆ กับใคร เขาจะให้พลังแก่คนที่อยู่รอบข้าง และช่วยดึงศักยภาพของคนเหล่านั้นออกมา แล้วยังเพิ่มความตระหนักในโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีก

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราอยู่ใกล้ๆ คนที่มองโลกในแง่ร้าย ก็จะทำให้เรารู้สึกหดหู่ และหมาความหวัง และความเชื่อมั่นลงได้

คนที่มองโลกในแง่บวกนั้นเปรียบเสมือน คนที่ส่องแสงสว่างมาที่ปลายอุโมงค์ เขาจะเปิดโอกาสให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ คนประเภทนี้จะมีแนวความคิดที่ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

“สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้น” เมื่ออยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ร้ายนั้นเหมือนกับเป็น “เงา” แต่ถ้าอยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดีนั้นก็จะเหมือนกับการนำ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” นั้น ออกจากเงา กลายเป็น “สิ่งที่เป็นไปได้”

ซิกเว่ เบรเก้ นั้นเคยบอกว่า “ผู้บริหารอย่าให้คุณค่ากับเรื่องอารมณ์น้อยเกินไป แต่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการจัดการ”

คนที่คิดเชิงบวก หรือ คนที่มองโลกในแง่ดี เขาจะมีวิธีการในการแปลความต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เขาอยู่ในคอนโดที่อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าเป็นกิโล เขาก็จะถือเสียว่าเป็นการเดินออกกำลังกาย เพราะถ้าเราขับรถไปตลอด ก็จะไม่ได้ออกกำลังกายเลย และถ้าออกกำลังกายที่ฟิตเนสก็ไม่ค่อยมีเวลา แถมยังต้องเสียเงินอีก เพราะฉะนั้นถือเสียว่า การอยู่ไกลรถไฟฟ้า และต้องเดินไปรถไฟฟ้านั้นเป็นการออกกำลังกายเสีย

มีมุมมองในการแปลเหตุการณ์จากมุมมองของความหวัง

แต่ถ้าคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็จะคิดว่า กว่าจะเดินทางไปถึงมันแสนลำบาก ก็จะเกิดการท้อถอย

คนที่มองโลกในแง่ดีนั้น หากอยู่ใกล้กับใคร เขาจะช่วยให้เราเห็นผลประโยชน์ และก็ช่องทาง หา “คำตอบเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งคนที่มองโลกในแง่ร้ายนั้นจะมองข้าม คิดว่าไม่มีทางออก ไม่มีทางแก้

คนเรานั้นจะมีกรอบความคิดในใจ (Frame of Mind) เวลาที่เรามีกรอบความคิดในใจเชิงลบ (Negative Frame of Mind) จะดูดพลังงานของเราไป

Published in: on November 28, 2007 at 10:21 pm  Comments (8)  

กำหนดเป้าหมายให้ชัด – อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต

…ผมคิดว่า เป้าหมายต้องชัดเจนว่าอยากจะทำอะไร?
และสิ่งที่ทำนั้นต้องดีงาม

อย่าไปคิดเอาของซึ่งตัวเองไม่ควรจะได้ คือไม่ดีงามทั้งหลาย ก็ไม่น่าจะเป็นแนวทาง

…คนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี “คุณธรรม” ต้องเป็น “สิ่งที่ดีงาม” แล้วดีงามในทุกแง่มุมผมว่าพยายามเต็มที่ เต็มความสามารถ ทุ่มเทแล้วสำเร็จ

…ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ในสังคม หากสังคมไปไม่รอด เราเองก็ไม่รอด ต้องกระทบไม่มากก็น้อยแน่นอน

ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าเราจะเอาตัวรอดคนเดียว แต่เราทุกคนต้องร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรสังคมเราถึงจะรอด ถึงจะเจริญ ถึงจะสงบ มีสันติสุข แล้วก็อย่าเห็นแก่ตัวเอง มีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา ผมว่าดี

ขอให้นึกถึงส่วนรวมไว้

ในการทำธุรกิจนั้นต้องมี CSR (Corporate Social Responsibility) และก็ใช้หลักการเดียวกัน ทั้งในระดับใหญ่ ระดับรอง ระดับย่อย ทุกส่วนมันโยงถึงกันทั้งหมด…

Published in: on April 4, 2007 at 8:55 pm  Comments (1)  

คุณสวมหมวกสีอะไร

six.jpg คุณสวมหมวกสีอะไร

เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน จัดว่าเป็นกูรูที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในยุทธจักร

เพราะเขาเป็นกูรูด้านความคิด ที่ไม่มีใครแข่งขัน

Positioning ของเขาจึงแข็งแกร่ง ยากที่ใครจะโยกคลอน

เดอ โบโน เขียนหนังสือหลายสิบเล่ม ขนาดผมเป็นนักสะสมหนังสือด้านนี้ตัวยง ก็ยังซื้อหนังสือของเขาไม่ครบทุกเล่ม

หนังสือที่ดีที่สุดของเดอ โบโน มี 2 เล่มที่พลาดไม่ได้ คือ Lateral Thinking ซึ่งเป็นหนังสือเล่มที่โด่งดังที่สุดของเขา

อีกเล่มที่ห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือ Six Thinking Hats

ถามว่าจะอ่านเล่มไหนก่อนดี ตอบไม่ถูก ทว่าอยากให้สัมผัสหมวก 6 ใบสักหน่อยดีไหม

ผมว่าน่าจะเหมาะกับสังคมไทยทุกภาคส่วนขณะนี้ เพราะทะเลาะกันเหลือเกิน

ผู้เขียนแบ่งวิธีคิดตามสีหมวก

หมวกขาว คนที่สวมหมวกใบนี้ เน้นเรื่องข้อมูล ข้อเท็จจริง

สิ่งที่ผู้สวมหมวกใบนี้จะถามก็คือ “ข้อมูลอะไรที่เรามี และอะไรที่เราต้องการ อะไรที่ขาดหายไป คำถามที่จำเป็นต้องถาม”

เหมือนผ้าขาวนั่นแหละ

หมวกแดงเป็นคนละเรื่อง เพราะสีแดงทำให้เรานึกถึงไฟ คิดถึงความอบอุ่น…

คิดถึงความรู้สึก…

ถูกต้องแล้วครับ หมวกใบนี้ใครได้สวมไปจะแสดงความรู้สึกได้เต็มที่

ใช้ลางสังหรณ์

ใช้สัมผัสที่หก

ผมไม่ชอบแบบนี้

ฉันเกลียดคนนี้

เรารู้สึกว่าคนๆนี้เลว

น่าจะเป็นหมวกคนไทยจำนวนไม่น้อยสวมอยู่นะ

ดำแทนการคิดแบบระมัดระวัง

หมวกใบนี้เป็นหมวกคิดที่ใช้กันมากที่สุด

และเป็นหมวกที่สำคัญที่สุดด้วย

เป็นหมวกที่ระมัดระวังความเสี่ยง

ฉุดไม่ให้เราทำในเรื่องผิดกฎหมาย อันตราย ไม่ทำกำไร

อาจกล่าวได้ว่าเป็นหมวกที่ทำให้เรารอด

หมวกเหลืองเป็นการคิดเชิงบวก

สีเหลืองทำให้เรานึกแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ความสว่าง

มองโลกในแง่ดี

โฟกัสไปที่ประโยชน์

ทว่าหมวกที่ผู้คนสนใจมากที่สุดในเวลานี้ น่าจะเป็นหมวกสีเขียว

หมวกเขียวเป็นหมวกแห่งพลังงาน สีเขียวทำให้นึกถึงผัก

หมวกเขียวคือหมวกความคิดสร้างสรรค์

ดังนั้นหมวกใบนี้เป็นหมวกเกี่ยวกับความคิดใหม่ๆ หาทางออก หาทางเลือกใหม่ๆ

และสุดท้าย หมวกน้ำเงินซึ่งเป็นหมวกคิดเกี่ยวกับการควบคุม

นักคิดหมวกน้ำเงินจัดระเบียบการคิด

ลองนึกถึงวาทยกรในวงออเคสต้า

นั่นแหละ พวกหมวกน้ำเงิน

คุณล่ะ สวมหมวกใบไหนอยู่

Published in: on April 4, 2007 at 8:37 pm  Comments (6)  

เศรษฐกิจพอเพียง ความเห็นจาก inkberry แฟนรายการท่านหนึ่ง

ก่อนอื่นผมขออนุญาตพี่ธันยวัชร์ และ คุณอาทิตย์ พูดถึงเรื่อง นอกเหนือจากประเด็นที่ถูกตั้งขึ้น เนื่องจากผมอ่านบทความ สู้โลกาภิวัตน์ สู้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ได้กรุณาส่งมาให้ เมื่ออ่านแล้วก็จึงเกิดความคิด และได้นำประเด็นนี้ขึ้นมา

ผม และคนไทยทุกคนต่างได้ยิน คำว่า เศรษฐกิจพอเพียงมาแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง ผมก็เกิดความสงสัยว่า เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ แล้วคืออะไร คือระบบเศรษฐกิจ หรือ คือความแนวคิด คือทฤษฎี และที่สำคัญ คือ จะนำมาปฏิบัติได้อย่างไร ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และ มหภาค

ในความเข้าใจของผม เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ ทักษิโนมิค แต่ทั้ง 2 แนวคิด คือวิธีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างระบบทุนนิยมคือรถยนต์ หลักทักษิโนมิค จะไม่ใช่เครื่องบินและเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ใช่เรือ แต่เป็นวิธีการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมที่แตกต่างกัน ขณะที่ทักษิโนมิค ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ทำให้รถยนต์มีความเร็วสูง หากแต่ส่งผลต่อความสึกหรอของเครื่องยนต์ เกิดมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และการสิ้นเปลืองน้ำมัน เศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การใช้รถตามสมถนะของเครื่องยนต์

แน่นอน เรื่องความแรงอาจไม่สามารถสู้กับแบบทักษิโนมิคได้ แต่อายุการใช้งานก็จะมากขึ้น ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็น้อยลง ขณะที่ก็ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ และรถยนต์ก็ยังขับไปได้

หากรถยนต์คันนี้เป็นรถของเราเอง บางคนชอบรถแรง บางคนไม่ชอบ ก็แล้วแต่ หากแต่รถยนต์คันนี้คือประเทศชาติ ซึ่งไม่สามารถขายทิ้ง และซื้อใหม่ได้

ดังนั้น การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
ทักษิโนมิค ให้ความสำคัญต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างมาก โดยเชื่อว่าหาก GDP โตขึ้น ก็จะทำให้ความมั่นใจในศก. ไทยมีมากขึ้น แต่ถ้าเรามาศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า การโตขึ้นของ GDP ที่ผ่านมาเป็นภาวะหลอก โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานความเป็นจริงเลย

GDP นั้นประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ คือ การบริโภค C, การลงทุน I, ค่าใช้จ่ายภาครัฐ G และ มูลค่าการส่งออกสุทธิ (ส่งออกX-นำเข้าM)

จริงๆ แล้วการเติบโตของ GDP ควรเริ่มต้นจากการลงทุน I ของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเกิดการลงทุน ก็จะเกิดการจ้างงาน เมื่อประชาชนมีรายได้(ค่าจ้าง) ก็นำรายได้ไปบริโภค(C )ขณะที่ก็ส่งเงินภาษีกลับเข้ารัฐ และรัฐก็นำภาษีที่ได้ มาบริหารจัดการ สร้างสาธารณูปโภค และให้บริการด้านต่างๆ (G)

ขณะที่หากมีการลงทุนมากขึ้น ก็จะมีผลิตภัณฑ์มากขึ้น หลังจากประชาชนในประเทศบริโภคแล้ว ก็นำที่เหลือส่งออก (X) นี่คือหลักสำคัญของศก.แบบทุนนิยม ซึ่งผมก็มองว่า หากเป็นไปตามนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

ยกตัวอย่างเห็นกันง่ายๆ สมมติว่าผมลงทุนในโรงงานผลิตเก้าอี้พลาสติก นำเข้าเครื่องจักร เปิดโรงงาน จ้างแรงงาน คนงานก็นำค่าจ้างไปกินส้มตำ คนขายส้มตำก็ไปซื้อมะละกอ พริก มะนาว

เมื่อผมผลิตเก้าอี้ออกมาขายคนไทย กำลังการผลิตที่เหลือก็ผลิตส่งออก ขณะที่รัฐบาลก็ได้เงินภาษีจากผม และแรงงาน ก็นำเงินมาสร้างถนน สร้างท่าเรือ

เมื่อสร้างถนน สร้างท่าเรือเสร็จ ผมก็มีต้นทุนการขนส่งลดลง ผมก็จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น กินส้มตำมากขึ้น มะละกอ พริก มะนาว ขายดีขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ ทีมเศรษฐกิจมองว่าจะต้องเพิ่มความมั่นใจให้เศรษฐกิจประเทศไทย โดยจะต้องขยายการเติบโตของ GDP โดยใช้มาตรการทั้งทางการเงิน และการคลัง อาทิ การพักหนี้เกษตรกร การปล่อยสินเชื่อเพื่อการ
บริโภค ทำให้การบริโภคในประเทศมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ ที่มาจากต่างประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรม ตลาดเงิน ตลาดทุน คำถามมีอยู่ว่า GDP ที่เพิ่มขึ้นนี้ เพิ่มขึ้นจากฐานความจริงหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ การบริโภค C ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการก่อหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่เกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อคนไทยจริงๆ น้อยมาก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ที่รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นำ ปตท. เข้าตลาดสร้าง market cap ให้สูงขึ้น ทำให้ I เพิ่มขึ้น แล้วถามว่าประชาชนคนไทยได้ประโยชน์อะไร

ทรท. มอง ประชาชนเป็นตัวแปรในการเพิ่ม GDP โดยไม่ได้คิดว่า C ที่ได้มาเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เกิดจากการขาดวินัยและความไม่รู้ทางการเงินของประชาชน นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมาก

หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 3 – 5 ปี ประเทศไทยวิบัติแน่
ถ้าเงินลงทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามา ย้ายออกไปทั้งหมด อุตสาหกรรมข้ามชาติย้ายการผลิตไปสู่เวียตนาม และจีน เหลือแต่อุตสาหกรรมในประเทศ

ถามว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับแรงงานจากอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ตกงานได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นหนี้ภาคประชาชนที่ก่อไว้ ก็จะกลายเป็น NPL ระบบการเงินล้ม รัฐบาลไม่มีเงินเข้าค้ำประกันเงินฝาก รัฐบาลล้มละลาย จบข่าว

การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อน พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง จึงมีนัยสำคัญเช่นนี้

หากมองย้อนกลับว่า เรามีอุตสาหกรรมในประเทศที่มีความแข็งแกร่งสัก 75% จากต่างประเทศ 25%

หากเกิดการเคลื่อนย้ายทุนออกไป เราก็ยังพึ่งพากันเองได้

Published in: on February 19, 2007 at 11:53 am  Comments (32)  

เคล็ดสำเร็จในปี 2007 จาก ทองมา เจ้าของพฤกษา

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ – ซีอีโอ พฤกษา เรียลเอสเตท

ทำให้ดี ชนะใจลูกค้า และเหนือคู่แข่ง ด้วยการบริหารจัดการต้นทุน

ต้องทำให้ดี ชนะใจลูกค้า และเหนือคู่แข่ง

นั่นคือเป้าที่อยู่ในใจผม

ส่วนกุญแจที่จะไขปีสู่ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ “การบริหารการจัดการ” และการนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาใช้
เราต้องมองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด ต้อง integrate เข้าด้วยกันทั้งในเรื่องของการทำตลาด การจัดการ และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่จะให้ได้บ้านดีมีคุณภาพ ต้นทุนต่ำสำหรับลูกค้า

ธุรกิจทาวน์เฮาส์ของเรา ต้องอาศัยปริมาณในการขาย คือทำโครงการต้องไม่น้อยกว่า 1,000 หลัง และต้องก่อสร้างให้เร็ว

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือมักขาดแคลนแรงงานฝีมือในการก่อสร้าง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาแรงงานฝีมือขาดแคลนในระยะยาว
“ระบบสำเร็จรูป” จึงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง

ผมมองว่าเทคโนโลยีที่บ้านเรายังทำกันอยู่ เขาทำกันมา 50-60 ปีที่แล้ว มันล้าสมัยไป พอเรามาทำบ้านจัดสรรเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เห็นเลยว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำให้ได้งานคุณภาพดีขึ้น ใช้แรงงานน้อยและต้นทุนถูกลง
จึงนำเทคโนโลยี Pre-Cast มาใช้

ซึ่งแม้การลงทุน ในขั้นต้นจะสูง แต่ในระยะยาวก็จะมีความคุ้มค่า เมื่อวัดจากปริมาณงานและความรวดเร็ว ในการก่อสร้างจากเดิม ที่บ้านเดี่ยวต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 2.5-3 เดือน ลดลงมาเหลือ 1เดือนครึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถ ควบคุมคุณภาพงานได้ทุกขั้นตอน

ในด้านไอที ผมคิดว่าต้องลงทุนอย่างจริงจัง เราดึงบริษัท ไอบีเอ็ม เข้ามาช่วยจัดวางระบบบริหารต้นทุน ภายใต้โครงการ Business Process Improvement and Workforce Management ด้วยงบลงทุนสูงถึง 12.75 ล้านบาท ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต

นอกจากนั้น ระบบนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขาย โดยจะลดปริมาณคนได้ระดับหนึ่ง และนำพนักงานกลุ่มนี้ ไปทำหน้าที่ในโครงการที่ขยายตัวในอนาคต

เรื่องความต้องการของลูกค้า เราต้องศึกษาอย่างเป็นระบบ

เมื่อก่อนที่เราไม่ได้ศึกษาจริงจังว่าความต้องการของลูกค้าคืออะไรแน่

ตอนนี้เราต้องศึกษามากขึ้น

ตอนนั้นเราอาจจะตามใจตัวเราเองมากกว่า ปัจจุบันตลาดมันเล็กลง แต่ละคนเลยต้องเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

เวลาทำธุรกิจ ผมไม่สนใจเลยว่าทำธุรกิจแล้วต้องทำออกมาให้ใหญ่
ไม่เคยดูเงินในกระเป๋าตัวเอง

เพียงอยากให้ธุรกิจตัวเองมีส่วนในการขับเคลื่อนในภาคอุตสาหกรรม และให้ธุรกิจมีความต่อเนื่อง ก้าวไปในภาคสังคม เดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

Published in: on February 15, 2007 at 6:08 am  Comments (28)  

Mind Set กรอบคิดเพื่อการทำนายโลก ตอน 1

Mind Set
กรอบคิดเพื่อการทำนายโลก ตอน 1

เกือบสิบปีมานี้ กูรูที่ผมเจอตัวเป็นๆมีไม่มาก

และยิ่งได้สัมภาษณ์ตัวๆนั้น ไม่ค่อยมีหรอก

เท่าที่จำได้ก็มี จอห์น เนสบิตต์ นี่แหละที่บ่อยหน่อย

อีกคนที่เพิ่งสะสมอยู่ในทำเนียบก็คือ เคนอิชิ โอมเอะ กูรูกลยุทธ์ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งมาเยือนเมืองไทย ก่อนการรัฐประหารแค่ 11 วันเท่านั้น

บทสัมภาษณ์โอมาเอะนั้นเด็ดมาก วันหน้าค่อยเขียนถึง

วันนี้อยากคุยถึงเนสบิตต์ ซึ่งผมเคยสนทนาด้วยถึง 3 ครั้ง

เนสบิตต์ เป็นนักอนาคตวิทยา เขียนหนังสือเชิงทำนายอนาคตไว้หลายเล่ม

เล่มที่ดังที่สุดก็คือ Megatrend ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นแบรนด์ของเขาไปเลย ความหมายก็คือหนังสือเล่มถัดมาของเขาส่วนใหญ่ก็ใช้ชื่อ Megatrend ทั้งนั้น เล่มไหน ไม่ใช้ ขายไม่ดี

หลายปีมานี้ ผมรอหนังสือใหม่ของเขาหลายปีทีเดียว

หลายเดือนก่อน เห็น Megatrend 2010 รีบซื้อ เพราะคิดว่าเป็นผลงานของเขา น่าเสียดายที่ไม่ใช่ จนป่านนี้ เล่มนั้นผมยังไม่ได้อ่านเลย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเขาต้องออกมาสักเล่มนึงน่ะ แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เพราะเนสบิตต์อายุเยอะแล้ว

ทว่ายุคนี้เป็น “ยุคขิงแก่” ไม่ใช่รึ

ก็อัลวิน ทอฟเฟลอร์ ที่อายุพอๆกันกับเขา หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ยังผลิตหนังสือใหม่ออกมาได้ เนสบิตต์ไม่เขียนอะไรออกมา จะได้รึ

แล้วเนสบิตต์ ก็เขียนออกมาจริงๆ

Mind Set! คือชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเขา

บนปกหนังสือคาดแถบที่มีประโยคว่า “ Megatrends changed the way we saw the world, Mind Set! Will transform the way you think about future.”

ก่อนจะพูดถึงประโยคคาดปกข้างต้น ผมนึกถึงหนังสือ “คิดใหม่เพื่ออนาคต” ที่ผมแปลเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน

หนังสือเล่มนี้สัมภาษณ์กูรูชั้นนำของโลกสิบกว่าคน หนึ่งในจำนวนนั้นมีเนสนิตต์อยู่ด้วย

เรามาย้อนกลับไปดูหน่อยไหมว่า เนสนิตต์ทำนายอนาคตในเล่มนั้นว่าอย่างไร

ผู้เขียนหนังสือคิดใหม่เพื่ออนาคตตั้งคำถามว่า

สารอะไรที่คุณจะส่งไปสู่ปัจเจกชน, ผู้ประกอบการบริษัท

และต่อประเทศโดยรวมและรัฐบาล? พวกเขาจะทำอย่างไร

เพื่อพลิกแพลงความจริงเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ?!?

เนสบิตต์ตอบว่า “สาร(Message)เพียงคำเดียวของผมสำหรับศตวรรษที่ 21 ก็คือ ‘เอเชีย’

จุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมจะเคลื่อนย้ายไปสู่เอเชียและผมคิดว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21

ดังนั้นถ้าวันนี้ผมอายุสัก 22 ผมจะย้ายไปอยู่เอเชียและเรียนภาษาจีนกลางอย่างแน่นอน และผมจะแนะนำให้คนอื่นทำอย่างนี้ด้วย

นอกจากสิ่งนี้แล้ว ถนนของโอกาสในศตวรรษที่ 21 ก็คือการเป็นผู้ประกอบการ การร่วมทุน การเป็นหุ้นส่วน พันธมิตรและเครือข่ายระดับโลก

ทั้งหมดคือสิ่งที่โอกาสหลบมุมอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชีย

คิดอย่างท้องถิ่น ทำระดับโลก นี่คือภาษิตใหม่ !”

สิ่งที่เนสบิตต์บอกนั้น บางคนอาจจะบอกว่ารู้อยู่แล้ว แต่ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่าผู้เขียนไปถามเนสบิตต์ ตอนปี 1998 ซึ่งในเวลานั้นเอเชียกำลังบอบช้ำจากพิษต้มยำกุ้ง จากการลอยค่าเงินบาทของพี่ไทยเรานี่แหละ

มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ต่างสะบักสะบอมไปตามๆกัน

ในเวลานั้นจีนก็ยังไม่โดดเด่น อินเดียยังไม่มีแววเสียด้วยซ้ำ

เนสบิตต์กล้าฟันธงแบบนี้ในเวลานั้นถือว่า “ใจกล้าจริงๆ”

ถามว่า “แม่นไหมล่ะ”

ผมไม่ตอบหรอก ดูกันเอาเองก็แล้วกัน

นอกจากข้างต้นแล้ว เขายังทำนายอีกหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งก็คือ เขาไม่เชื่อว่าบริษัทขนาดใหญ่จะครองโลก

“พวกเราไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกของเมนเฟรมอีกต่อไปแล้ว พวกเราอยู่ในโลกซึ่งอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่เครือข่ายขนาดใหญ่

คำว่าเครือขนาดใหญ่ ผมหมายถึงเครือข่ายปัจเจก (Individual Network) จำนวนมากมายอยู่ด้วยกัน และโดยคำจำกัดความ เครือข่ายไม่มีสำนักงานใหญ่ เพื่อทำให้เครือข่ายทำงานได้ผลทุกคนในเครือข่ายต้องรู้สึกว่าตนเองอยู่ในจุดศูนย์กลาง

นั่นคือทำให้เครือข่ายทรงพลังอย่างแท้จริง”

วันนี้ท่านผู้อ่านก็คงรู้แล้วนะครับว่า นิตยสารไทม์ มอบตำแหน่ง Person of The Year ให้ใคร

YOU! เราๆท่านๆและผู้คนทั่วโลกที่เล่นอินเตอร์เน็ตทุกวันนั่นเอง

อินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดเครือข่ายปัจเจก ทุกคนเหมือนอยู่ในจุดศูนย์กลาง สามารถใช้อินเตอร์เน็ตทำในสิ่งที่เมื่อก่อนแค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

เนสบิตต์ยังบอกอีกว่า บริษัทขนาดเล็กจะทรงพลังยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 21

“การปฏิวัติทางด้านโทรคมนาคมกำลังสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่, ระดับโลก, และเป็นเศรษฐกิจในตลาดเดียว ขณะเดียวกันทำให้ส่วนต่างๆ เล็กลงและทรงพลังยิ่งขึ้น”

ส่วนบริษัทขนาดใหญ่นั้น เขาบอกว่า “ถ้าหากบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถจัดทัพใหม่ให้เล็กลงและเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ผมคิดว่าบริษัทใหญ่ไม่สามารถอยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21

แต่ในอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีก็ทำให้บริษัทขนาดใหญ่สลายโครงสร้างและกระจายอำนาจแบบสุดขั้วเพื่อผลักอำนาจการตัดสินใจให้อยู่ในระดับต่ำสุด

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดียิ่งและบริษัทจำนวนมากก็ทำเช่นนั้น พวกเขาจำเป็นต้องทำเนื่องเพราะสถาบันเก่าแก่ใหญ่โตที่อุ้ยอ้ายไม่อาจแข่งขันกับบริษัทขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวอย่างเร็วได้

สิ่งที่คุณเห็นว่ามันเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่งในปัจจุบันก็คือแม้กระทั่งบริษัทขนาดมหึมาก็ปรับตนเองให้กลายเป็นเครือข่ายของผู้ประกอบการ

พวกเขาแตกบริษัทให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีอำนาจการตัดสินใจด้วยตนเองจ้างบริษัทนอกทำงานที่ไม่สำคัญ (Outsourcing) ลดชั้นการบริหารและลดขนาดขององค์กร”

เนสบิตต์ยังนำเสนอตรงกันข้ามกับที่คนทั่วไปนำเสนออีกด้วย
เราเคยได้ภาษิตโลกาภิวัตน์ที่ว่า Think Global , Act Local

คือคิดระดับโลก แต่ให้ทำแบบท้องถิ่น
ทว่าเนสบิตต์บอกให้ Think Local, Act Global

คำถามเด็ดที่ผู้เขียนถามเนสบิตต์ก็คือ
“คุณคิดว่าเราจะทำนายโลกได้ถูกต้องสักเพียงไร?

เขาตอบว่า “ผมไม่คิดว่าจะมีคนรู้กระทั่งรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกห้าถึงหกปีจากนี้เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในปีหน้าและปีถัดไป มันถูกกำหนดปัจจัยผันแปรนับพันๆ ล้านตัว ดังนั้นผมคิดว่าอย่างมากเราคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สูตรของผมต่อไปนี้ก็คือสรรพสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นช้าลง
และสิ่งที่น่าประหลาดที่จู่โจมอย่างเฉียบพลันใส่เรา

ยกเว้นแต่การเคลื่อนย้ายใหญ่และนั่นคือสิ่งที่ผมพยายามโฟกัส”
กล่าวโดยสรุปก็คือการพยากรณ์อนาคตนั้นยาก ไม่เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อนนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วและรุนแรงเท่านี้

ดังนั้นหนังสือเล่มใหม่ของเขาจึงไม่ได้ทำนายแนวโน้มสำคัญของโลกเฉกเช่นในอดีตอีกต่อไป แต่เขาจะให้ “กรอบคิด” ที่เขาใช้ในการ “ทำนาย” โลก

เขาเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า วันหนึ่ง Toni Ofner เพื่อนของเขาไม่เชื่อในเรื่องที่เขาอธิบายเคล็ดลับการทำนายโลก “ที่นายบอกว่าอนาคตก็ฝังอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ถ้าผมเฝ้ามองโลกอย่างระมัดระวังกับสิ่งที่ดำเนินอยู่ในโลกนี้ ก็จะทำนายโลกได้อย่างนายนั้น จริงๆไม่เห็นเหมือนเลย ความแตกต่างอยู่ที่ไหน”

เนสบิตต์บอกว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เขาเรียนรู้ แต่อยู่ที่วิธีคิด

“มันอยู่ที่กรอบคิดของผม”

เขาบอกว่าหลายปีมาแล้วที่เขาได้พัฒนากฎในการจัดวินัยแก่จิต(mind) และกรองข้อมูล

เขา Match และวัดข้อมูลด้วยประสบการณ์ของตัวเองโดยใช้คุณค่าและกรอบคิด
“สิ่งที่นายพูดนั้น อุปมาดั่งฝนตกลงบนผืนดินที่แตกต่างกัน”

Tony พูดถูกแฮะ กรอบคิด (Mind Set) ก็เหมือนผืนดิน ซึ่งฝน(ก็คือข้อมูล) และพืชพันธุ์ธัญญาหารงอกงามแตกต่างกันขึ้นอยู่กับกรอบคิดที่มีอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างกัน

“วิธีที่เรารับข้อมูล คือหัวใจ”

การตัดสิน(Judgment) ในทุกปริมณฑลถูกขับเคลื่อนโดยกรอบคิด ยกตัวอย่างเช่น หากภรรยามีกรอบคิดว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้ เธอก็จะรับข้อมูลที่สอดคล้องกับภาพในใจที่เธอคิดอยู่ตลอดเวลาว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้

ถ้าภรรยามีกรอบคิดว่า สามีของเธอเป็นซื่อสัตย์ต่อความรัก เธอก็จะรับข้อมูลชุดเดียวกันด้วยความหมายที่แตกต่างกัน

อันนี้คือตัวอย่างกรอบคิดในระดับจุลภาค

ในระดับมหภาคนั้น คนที่คิดว่าโลกอยู่ในยุคของ “การปะทะกันระหว่างอารยธรรม”(The Clash of Civilization) ก็จะมองโลกทุกอย่างภายใต้กรอบคิดแบบนี้

ขณะที่ตัวเนสบิตต์เองนั้นมองโลกผ่านกรอบคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่มีอะไรควบคุมได้

แน่นอน ทุกคนล้วนมีกรอบคิดของตัวเองซึ่งจะแปรผันไปวัย

Mind Set! ที่เนสบิตต์เขียนนั้น ไม่ใช่กรอบคิดที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคม
เขาจะเขียนถึงกรอบคิดที่พัฒนาอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงให้กรอบคิดและมุมมองเชิงลึกในครึ่งศตวรรษที่ 21 เท่านั้น

ทว่าจะให้ทัศนคติเชิงรากฐานซึ่งจำเป็นต่อการคาดการณ์อนาคตอีกต่างหาก

Published in: on January 27, 2007 at 8:05 pm  Comments (28)