จะหยิบ GM Biz ฟรีได้ที่ไหน

สตาร์บักส์
true coffee
true life cafe
Au Bon Pan
cafe De tu
coffee world
greyhiubd Cafe
Iberry
Ka nom
Mc Donald
Mc Cafe
ร้านกาแฟ วาวี
พรเกษม คลินิค
รร.ปทุมวัน Princess
Devarana Spa
รร.ดุสิตธานี
โอเอซิส สปา
ลิโด้
รัชดาเธียเตอร์
ดิ เอสพลานาด
รร.อิมพีเรียล
รร.แลนด์มาร์ก
โรบินสัน รัชดา
ธ.กสิกรไทย
ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารทหารไทย
ห้องสมุดมารวย
เซ็นทรัลพลาซ๋า
ฯลฯ

Advertisements
Published in: on January 28, 2010 at 12:43 am  Comments (22)  

โรตีบอย (และคณะ)มาและไปในชั่วข้ามปี(ตอน1)

rotriboyภาพการยืนต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่เช้าจนค่ำ ในย่านสยามสแควร์และสีลม เพื่อรอซื้อขนมปัง (ที่ทั้งร้านมีให้เลือกเพียงแบบเดียว แถมยังถูกจำกัดโควต้าในการซื้ออีก) ได้เป็นที่ฮือฮา และเริ่มเป็นที่พูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง เป็น Talk of the Town ตลอดหลายเดือน ท้ายปลายปี 48 ต่อต้นปี 49

ปรากฏการณ์เช่นนี้มิได้เพิ่งเคยเกิดกับร้าน “โรตีบอย” (Rotiboy) ในประเทศไทย

แต่ในแทบทุกสาขา ในหลายประเทศที่โรตีบอยเข้าไปเปิดร้าน ก็เกิดเหตุอย่างเดียวกัน

โรตีบอยเป็นใครมาจากไหนกันแน่?

โรตีบอยเป็นแฟรนไชส์เบเกอรี่สัญชาติมาเลเซีย ถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ณ เมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง

คำว่า “โรตี” (Roti) นั้นหมายถึง “ขนมปัง” (bread)

(ส่วนโรตีแผ่นแบน ๆ ที่คนไทยคุ้นกันนั้น เรียกว่า roti canai)

ภารกิจคือการผลิตขนมปังและขนมเค้กที่คุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย จำหน่ายแก่ลูกค้าที่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกนั้น

ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการนาย Hiro Tan ก่อตั้งโรตีบอยขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากทั้งพี่สาว และน้องชาย (Tan LH และ Tan YC) ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการเบเกอรี่มาเกือบ 20 ปี

ด้วยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทำให้ Rotiboy สร้างชื่อในละแวกนั้น ตลอด 4 ปีในการทำธุรกิจ

ปี 2545 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของธุรกิจ ต้นปีนั้น โรตีบอยย้ายสาขาไปตั้ง ณ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย คือกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

และปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ยอดขายของขนมปังชนิดหนึ่งในร้าน (ที่เรียกว่า Mexican Bun) เพียงอย่างเดียวพุ่งสูงขึ้นเกือบ 20,000 ชิ้นต่อวัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะตกลงตลอดช่วงเวลา 2 ปี (วันแรก ๆ ที่เริ่มเปิดขายได้ประมาณ 300 ชิ้นต่อวัน)

กระแสความนิยมในขนมปังก้อนรสกาแฟ ที่ถูกจุดชนวนขึ้นโดย Rotiboy นั้น ได้ก่อให้เกิดการหลั่งไหลของบรรดาผู้ประกอบการผู้หวังจะรวยเร็วจากขนมสุดฮิตชนิดนี้

แล้วเป็นใคร มาจากไหนกันบ้าง?

โรตีบอย (Rotiboy) ต้นตำรับนั้น เป็นแฟรนไชส์มาจากมาเลเซีย นำเข้ามาเป็นรายแรก ในทำเลทองที่กำลังซื้อสูง อย่างสยามสแควร์ และสีลม (คนละ franchisee กัน) ขายดีระดับปรากฏการณ์ ต่อแถวกันเป็นร้อยคน รอคิวกันเป็นชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สาขาหลัง ๆ ที่เปิดตามมา เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว หรือหน้าบิ๊กซีรามคำแหงนั้น ผู้คนเริ่มบางตา มีต่อแถวบ้างแต่เพียงสั้น ๆ

ส่วน Mr.Bun นั้นเป็นสัญชาติไทย ขายชิ้นละ 10 บาท (น้ำหนัก 20 กรัม เทียบกับ Rotiboy นั้นหนัก 50 กรัม) มี 3 รสชาติให้เลือก คือ เน้นขยายสาขาไปตามแหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่น กระจายทั่วกทม. โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าเขตรอบนอก

หลังจากนั้น บรรดา “ครอบครัวโรตี” (Roti’s Family) ก็ได้เริ่มตบแถวลงตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อ ทั้งแม่ … (ไม่รู้จะมีพี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือญาติ ๆ ลงมาอีกรึป่าว)

PapaRoti สัญชาติมาเลเซีย โดยเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2546 มีพื้นฐานจากครอบครัวทำร้านเบเกอรี่ ผลิตคุ้กกี้ และขนมปังมานานกว่า 40 ปี
ในประเทศไทย PapaRoti ดำเนินการโดย บริษัท เอเชียฟู้ดส์ คอนเนคชั่นจำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยเป็นลักษณะของ Master Franchise สัดส่วนการร่วมทุนไทย 51% ต่อต่างชาติ 49%

ชัชวาล แดงบุหงา เป็นผู้บริหารซึ่งผ่านประสบการณ์จากชานมไข่มุก ให้ความเห็นว่า

“เรื่องของความนิยมที่เป็นแฟชั่น ได้ประสบการณ์ จากชานมไข่มุก ซึ่งนำมาปรับ กับธุรกิจตัวนี้ได้ โดยต้องวางแผนว่าจะควบคุมการผลิตไม่ให้ผลิตออกมามากเกินไปจนเกินความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ ตัวอื่นๆ เช่น การเพิ่มรสชาติ ซึ่งจะเป็นรสชาติใหม่ที่มีเฉพาะในประเทศไทย และเพิ่มไลน์ในหมวดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นเครื่องดื่ม แบรนด์ PaPa นำเข้ามาจากมาเลเซีย คาดว่าจะเริ่มได้ในเดือนมิถุนายนนี้” เขากล่าว

“เราไม่ได้กลัวเรื่องการแข่งขันเพราะแต่ละยี่ห้อ รสชาติไม่เหมือนกัน ใครชอบยี่ห้อไหนก็เลือกกินยี่ห้อนั้น การแข่งขันน่าจะอยู่ที่ ใครได้พื้นที่เร็ว ใครชิงพื้นที่ได้มากกว่า ใครมีแฟรนไชส์ในมือมากกว่า นั่นต่างหากที่ถือว่า เป็นการแข่งขัน”

นอกจากนั้น papa roti ยังจะรุกบริการส่งถึงที่ และหน่วยขายเคลื่อนที่อีกด้วย

Rotimom นั้นมาจากสิงคโปร์ เปิดสาขาแรกตรงอโศก

สังเกตว่า โลโก้ รวมทั้งลักษณะตัวอักษรของร้าน Rotiboy, Rotimom และ Papa Roti นั้นเหมือนกันมาก

น่าจะสะท้อนถึงสงครามแฟรนไชส์ และ Copy Cat ข้ามชาติกันมาก่อนแล้วในหลายประเทศ

Coffee Dome เป็นแฟรนไชส์สายพันธุ์ไทย ที่ซื้อสูตรมาจากสิงคโปร์

พิ้งค์ เศรษฐนันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ เล่าว่า “ตนเองได้มีโอกาสไปไปลองชิมขนมปังรสกาแฟที่สิงคโปร์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสูตรคือ “เควิน โกะ” ที่สูตรขนมปังดังกล่าวได้ผ่านการวิจัยจากนักเคมี และผ่านการทดสอบรสชาติจากผู้เชี่ยวชาญมานับครั้งไม่ถ้วน จนได้สูตรขนมปังที่ขึ้นชื่อในสิงคโปร์”

“สูตรในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นสูตรที่ได้ปรับปรุงมาเป็นอย่างดี เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ทั้งในเรื่องของรสชาติ และกลิ่นขนมปังของคอฟฟี่ โดม จะลดในเรื่องของกลิ่นไปเล็กน้อย เพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของคนไทย”

นอกจากนั้นยังมี เบเกอร์บัน (สิงคโปร์) Sweet Bun (ไทย) โรตีบัน ปาป้าบัน ฯลฯ อีก

ส่วนร้านขนมปังทั่วไป ก็ผลิตออกมาจำหน่ายเช่นกัน

“แม็กซิกัน บัน เป็นดาวรุ่งในธุรกิจเบเกอรี่ และมีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย เพราะมุ่งเจาะตลาดแมสเป็นหลัก แต่กระนั้นขนมชนิดนี้ก็มีขายอยู่ในตลาดมานานแล้ว เพียงแต่แบรนด์ที่ขายไม่ได้ทำตลาดกันอย่างจริงจัง กระทั่งการไหลบ่าเข้ามาของแบรนด์เพื่อนบ้าน ที่หยิบเอาความโดดเด่นในเรื่องความหอมและรสชาติอร่อยมาเป็นจุดขายในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง กาโตว์ ก็เคยผลิตขายอยู่เช่นกัน แต่ได้หยุดไป แต่เมื่อเป็นที่ต้องการตลาด จึงได้นำกลับมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกครั้ง โดยผลิตออกมา 2 รสชาติ คือ รสนม ราคา 16 บาท และรสชอคโกแลต ราคา 18 บาท” ผู้บริหารร้านการ์โตว์เฮาส์ กล่าว

ส่วน “โรตีดอย” ที่เห็นพูดกันขำ ๆ แม้ยังไม่ได้กลายเป็นชื่อร้าน แต่ก็เป็นชื่อเรียกขนมปังแบบนี้ ในร้านบางแห่ง
นั่นยังไม่พอ ประเด็น “คุณค่าทางอาหาร” ก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากบรรดานักโภชนาการ
(เห็นแล้วชวนให้นึกถึงกรณีชาเขียว ที่โดนเรื่องปริมาณน้ำตาล และคาเฟอีน)

มีการส่งอีเมล์ที่มีเนื้อหาโจมตีเนื้อความบางส่วนว่า …

“ทางสาธารณสุขในยุโรปประกาศว่าเป็นขนมปังที่มีอันตรายต่อสุขภาพ เพราะจากการทดสอบในปี 47 พบว่า มีค่าของคลอเรสเตอรอล และไตรกรีเซอร์ไรด์ สูงกว่าขนมปังธรรมดาถึง 200 เท่า อันเนื่องมาจากน้ำตาล เนย และครีมไขมัน ที่ผสมลงไป เพื่อเพิ่มความหอมหวาน และยังพบอีกว่า ผู้ที่ทานเป็นประจำอาทิตย์ละ 4-5 ชิ้น จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมปริมาณไขมันสูงขึ้น 30% และปริมาณน้ำตาลสูงขึ้น 45% ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันสูง และความดันโลหิตสูง ขณะที่ในญี่ปุ่น เมื่อมีการประกาศจากทางการในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ความต้องการบริโภคลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ส่วนประเทศในเอเชียอาคเนย์ ที่ยังเห่อขนมชนิดนี้ ก็มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ทั้งยังลงท้ายด้วยว่า ขนมที่ว่าถึงแม้จะอร่อยลิ้น แต่สิ้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ และระวังอร่อยปากจะลำบากกาย”

ฤา Mexican bun จะกลายเป็น Junk Snack

เป็น Junk Bun?!?

ยังไม่รวมว่าผู้บริโภคจะ “เบื่อ” ขนมปังแบบนี้ เร็วแค่ไหนอีก

แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้บริโภคเบื่อขนมปังแฟชั่นนี้เร็วจริง ๆ เพราะไม่นานหลังจากเกิดสารพัดยี่ห้อขึ้นมา ยอดขายก็หล่นวูบ

ทยอยปิดกิจการไป

ที่เห็นสู้ตาย และปรับตัวคือ The Bun ซึ่งได้พยายามพัฒนาตัวสินค้าใหม่ ๆ รวมทั้งได้ร่วมกับพรานทะเลทำขนมปังที่ใช้ซีฟู้ดเป็นเครื่องปรุงออกมาอีกหลายตัว ซึ่งก็ดูท่าจะอยู่ได้ในระยะยาว แต่คงไม่ฟู่ฟ่าขายดีเหมือนช่วงที่กระแสกำลังมา

บทสรุปของการเกิดขึ้น – ตั้งอยู่ – และดับไป ของสินค้าตัวนี้คืออะไร?

Published in: on November 13, 2009 at 5:41 pm  Comments (4)  

Facebook ในฐานะตัวละครสำคัญของ Web2.0

facebook2.jpg

16 พ.ย. ที่ผ่านมา Jimmy Wales ผู้ก่อตั้ง Wikipedia สารานุกรมออนไลน์ ที่สร้างปรากฏการณ์ “ร่วมคิดร่วมสร้าง” ระดับโลก มาเยี่ยมเยือนเมืองไทย โดยมากล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok ICT Expo2007
สาระในการพูดก็ไม่ได้ต่างอะไรจากทุก ๆ ครั้งที่พูดมา คือพูดถึงที่มาที่ไปของเวปนี้ (และเวปโครงการลูกอื่น ๆ) และทิศทางการพัฒนาไปสู่เป้าหมายในอนาคต

ถือเป็นการมาเยี่ยมเยียนเหล่าอาสาสมัคร Wiki สัญชาติไทย … ว่าง่าย ๆ แบบนั้น
(แถมล่าสุดจะทำ Search Engine เพราะเห็นช่องว่างของยักษ์ใหญ่ ๆ ในโลก)

สองตอนที่แล้ว เราคุยกันถึงกำเนิดของ Facebook เล่าถึงวิธีคิดของผู้ประกอบการหนุ่มอดีตนักศึกษาฮาร์วาร์ดผู้มีอายุไม่ครบสองรอบดี

พูดกันต่อไปถึงการ “เปิดกว้าง” ต่อนักพัฒนาโปรแกรม และ “ขยายขอบเขต” ของตัวเองให้กว้างไกลกว่าเวปเครือข่ายทางสังคมอื่น ๆ

จนกดดันให้คู่แข่งรายอื่น (และผู้เล่นที่สนใจ) ต้องปรับตัวตาม

แม้ Wiki กับ Facebook จะไม่ค่อยเหมือนกันซักเท่าไหร่

แต่ที่ทั้งคู่ไม่ปฏิเสธคือ “ระบบเปิด”

และต่างเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ทางด้านอินเทอร์เน็ตในยุค “โลก (ค่อย ๆ) แบน”

หลายคนเรียกลักษณะเฉพาะของเวปในยุคนี้ว่า Web2.0

เวปส่วนใหญ่ได้กลายสภาพจาก “เวปข้อมูลข่าวสาร (ที่อยู่โดดๆ)” (Isolated Information Silo) ไปสู่ “แพล็ทฟอร์มที่เชื่อมโยงเข้าหากัน”

ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

องค์ประกอบทางสังคม (Social Element) จะเป็นลักษณะเฉพาะของ Web2.0 ด้วย กล่าวคือ ผู้ใช้จะสร้างและกระจายเนื้อหาต่าง ๆ เอง (ซึ่งบ่อยครั้งเป็นไปโดยเสรี – เชิญก็อปปี้ เชิญใช้ซ้ำ กันตามสบาย)

กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ ช่วยทวีความหมายและคุณค่าของเวป เพราะผู้ใช้สามารถทำอะไรได้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ

นาย O’Really ผู้ประดิษฐ์คำว่า Web2.0 ขึ้นมา ได้สร้างฟอรั่มซึ่งระบบผู้คนในวงการเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้สรุปนิยามของอินเทอร์เน็ตยุคนี้ไว้ว่า

… จะมีเวปเป็น “แพล็ทฟอร์ม”

… มี “ข้อมูล” เป็นพลังขับเคลื่อน (จริง ๆ ข้อนี้ไม่ใช่ของใหม่)

… การวางโครงสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมกันของผู้ใช้ ทำให้เกิดผลทวีทางเครือข่าย (คือยิ่งคนเข้าร่วมมากขึ้น ระบบเครือข่ายก็ยิ่งมีคุณค่าขึ้น)

… นวัตกรรม จะเกิดในกระบวนการประกอบ (assembly) ระบบต่าง ๆ หรือเวบไซต์หลายแห่งเข้าด้วยกัน โดยดึงเอาจุดเด่นต่าง ๆ ของนักพัฒนาหลาย ๆ คน มาผสมให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ (บางคนเรียกกระบวนการนี้ว่า Open Source Development หรือ Open Innovation)

… มีการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้น โดยอาศัยการหลอมรวมเนื้อหาและบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
อาจสรุปได้ว่าระบบเปิด และเครือข่ายทางสังคมนั้นก็เป็น “กระดูกหลัก” ของ Web2.0

หากลองดูรูปแบบเวปเครือข่ายทางสังคมบนเน็ทนั้น จะพบสารพัดรูปแบบมากมาย (เช่น MSN, Hi5, Myspace, Facebook, SecondLife ฯลฯ) ในหลายประเทศ (ที่ใหญ่ ๆ) ก็มีเวปเครือข่ายทางสังคมของตัวเอง

เพราะหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของอินเทอร์เน็ทคือ “เชื่อมโยง” มนุษย์ ให้สามารถ “ติดต่อ-สื่อสาร” กันได้

และมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม (ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเจอกันตัวเป็น ๆ ถึงจะสังคมกันได้)

การเชื่อมโยงทางสังคมผ่านทางเน็ทนั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มีนัยสำคัญหลายประการ
เพราะผมมองว่าหากเราสามารถเข้าใจพฤติกรรมใหม่ ๆ ผ่านช่องทางใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเดิม ๆ ของมนุษย์ได้นั้น เราก็จะจินตนาการถึงความเป็นไปได้อีกสารพัดแบบ

ทิศทางสำคัญคือการโฆษณาและทำการตลาดออนไลน์ ที่กำลังลงหลักปักฐานในสภาพที่ผู้คนใช้เวลาในชีวิตเชื่อมต่อกับเวปเครือข่ายทางสังคมมากขึ้น

มองในภาพรวมเป็นเช่นนั้น ถ้ามองในภาพเฉพาะเจาะจงที่ผู้เล่นรายสำคัญ จะพบว่าต่างปรับตัว กล่าวคือ “เจ้าถิ่น” ต่างแผ่ขยายอาณาจักรมาทับพื้นที่กัน

อย่าง Google นั้น หลังครองความเป็นเจ้าในตลาดเซิร์ชเอนจิ้น จัดระเบียบข้อมูลทุกอย่างโลก ( ขยายตัวเป็น Big media Company รุกขายสื่อโฆษณาไปทั่วทุกหัวระแหง ล่าสุดเจรจาซื้อบ.โฆษณาหลายทาง (Doubleclick.com) ด้วยมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และก็เล็งขยายธุรกิจซอฟแวร์ไปทับเจ้าพ่อใหญ่ Microsoft โดย Google นั้นจะทำเวป Service ให้บริการซอฟแวร์ผ่านเน็ท

ส่วน Microsoft นั้นก็ซื้อหุ้น Facebook หมดเงินไป … ล้านเหรียญ ได้ถือหุ้น … %

Facebook สร้าง Platform ระบบเปิดสำหรับโปรแกรมเมอร์

Myspace คู่แข่ง Facebook ก็จับมือกับ Google และคณะ เพื่อสร้างระบบเปิดของเวป Social Network

ส่วน Traditional Media Tycoon อย่าง Rupert Murdoch ซื้อ My Space ซื้อ Asian Wall Street Journal (เอาทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่) ก็พยายามนำละคร (ที่ถ้าเป็นแต่ก่อนก็น่าจะดังในโทรทัศน์) ไปฉายใน My Space
หรือสื่อสาธารณะอย่าง BBC ยังต้องเริ่มโฆษณาออนไลน์เลย

Apple นั้นหลังประสบความสำเร็จจาก iPod ก็รุกกร้าวทำมือถือ iPhone จนเป็น Talk of the Global Village และได้คัดเลือกเป็นสิ่งประดิษฐ์แห่งปีจากนิตยสาร Times

มีข่าวลือว่า Google จะทำ Gphone มือถือแบรนด์ตัวเอง … แต่ล่าสุดยังไม่เผยออกมา มีแต่ Android แพล็ทฟอร์มซอฟแวร์สำหรับมือถือ ที่พยายามดึงดูดโปรแกรมเมอร์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมกัน

ชัดเจนเลยว่าทั้งหมดหลอมรวมเข้าหากัน (Convergence)

ชิงไหวชิงพริบ จับขั้วพันธมิตรกันน่าดู

เรื่องราวของ Facebook ที่สาธยายกันมาถึง 3 ตอน เป็นบทสะท้อนถึงธุรกิจรายหนึ่งที่เกิดขึ้นมา และทวีมูลค่าอย่างรวดเร็ว

จากเวปที่เด็กนักศึกษาฮาร์วาร์ดอายุไม่ถึง 20 ปีดีทำขึ้น ดึงดูดผู้ใช้เข้ามามากมายรวดเร็ว พยายามปฏิวัติวงการโดยการทำให้เครือข่ายทางสังคมเป็นระบบเปิด ปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการในมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐจาก Yahoo ทิ้งไป

เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของโลกยุค Web2.0

ยุคที่อินเทอร์เน็ต จะเป็นมากกว่าที่เคยเป็นมา

Published in: on January 5, 2008 at 10:33 pm  Comments (7)  

ปรากฏการณ์ Facebook ตอน 1 : อาทิตย์ โกวิทวรางกูร

facebook1.jpg

ท่านผู้อ่านรู้จัก Mark Zuckerberg เปล่าครับ?

นิตยสาร economist บอกว่าเขากำลังถูกขนานนามว่าเป็น “Steve Jobs คนใหม่”
และผู้คนก็มองกันว่าบริษัทของเขา ซึ่งทำเวป http://www.facebook.com เป็น “Google รายต่อไป”
ยังไงเหรอ??

เพียง 3 ปี จากวันที่เขาเริ่มต้นเวปเครือข่ายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เขาร่ำเรียนอยู่ จำนวนผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้เวป Facebook ก็ทะยานขึ้นไปถึงเกือบ 20 ล้านคน

ผู้ใช้นั้นก็หลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จากวันแรกที่สงวนสิทธิเฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ด ขยายวงไปสู่มหาลัยฯอื่น ๆ ในอเมริกา จนปัจจุบันพนักงานหน่วยงานราชการหลายแห่งเป็นสมาชิก รวมไปถึงบรรดาผู้บริหารในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ด้วย
ที่น่าทึ่งกว่าคือ “มากกว่าครึ่งหนึ่ง” ของผู้ลงทะเบียนนั้นเข้าเวป Facebook ทุกวัน

ไม่ใช่ลงทะเบียนทิ้งไว้เฉย ๆ

Facebook คืออะไร?

Facebook เป็นเวปเครือข่ายทางสังคมที่เติบโตรวดเร็วมาก แม้ว่าเวปด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Myspace แต่ก็เมื่อถูกซื้อไปแล้วโดยรูเพิร์ต เมอร์ดอก เวป Facebook ก็ถูกจับตามองอย่างไม่กระพริบ

มีข่าวของการเสนอซื้อเวปนี้จาก Yahoo ด้วยมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าเจ้าของ Facebook ปฏิเสธ

หลายคนมองว่าเขาคงรอจังหวะที่ราคาดีกว่านี้

แต่หากไปถามนายซักเคอร์เบอร์กดู จะได้คำตอบที่แตกต่าง

“I’m here to build something for the long term” เขากล่าว

“Anything else is a distraction”

ลองย้อนดูเส้นทางชีวิตของนาย Zuckerberg ดู จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเขากำลังคิดและทำอะไรอยู่

ซักเคอร์เบอร์ก นั้นเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว เกิดและเติบโตขึ้นที่นิวยอร์ค เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อยู่เกรด 6 เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่ไบรท์มาก ๆ คนหนึ่ง

ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ไฮสกูล ซักเคอร์เบอร์กและเพื่อนของเขาคือนาย Adam D’Angelo ได้เขียนซอฟแวร์ขึ้นมาตัวหนึ่งชื่อว่า Synapse Media Player ซึ่งเมื่อนำไปติดตั้งกับเครื่องเล่น MP3 แล้ว จะช่วยให้เครื่องสามารถพยากรณ์เพลงที่ผู้ใช้ชอบฟังได้ โดยเดาผ่านการเลือกเพลงก่อนหน้านั้น

ปรากฏว่าบริษัทซอฟท์แวร์หลายแห่งสนใจ และเสนองานให้พวกเขาทั้งสองทำ หนึ่งในนั้นคือ ไมโครซอฟท์ ทว่าทั้งคู่ปฏิเสธไป และแยกย้ายมุ่งหน้าไปเข้ามหาวิทยาลัยที่พวกเขาต้องการ

เขามีมุมมองที่แตกต่างต่อการสร้างธุรกิจ

เขาและเพื่อนสนิทอีกสองคน – หนึ่ง คือเพื่อนร่วมห้องที่ฮาร์วาร์ดอย่างนาย Dustin Moskovitz (ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และดำรงตำแหน่ง VP ทางด้านวิศวกรรม) และ Adam D’Angelo เพื่อนสมัยไฮสกูล (ซึ่งปัจจุบันเป็น chief technology officer) นั้น มีความใฝ่ฝันอันสูงสุด

พวกเขาเชื่อมั่นว่า “การเปิดกว้าง” (openness) ความร่วมมือร่วมใจ (collaboration) และการแบ่งปันสารสนเทศ (sharing of information) ผ่านระบบเครือข่ายทางสังคม (Social Network) จะช่วยทำให้โลกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
นี่เป็นรากฐานทางความคิดในการสร้าง Facebook

ตอนหน้าจะขอลงรายละเอียดต่อ เพราะมีประเด็นที่น่าสนใจเยอะเหลือเกิน

พร้อมทั้งเฉลยคำตอบว่า เขาเหมือน Steve Jobs ยังไง? และเป็นดั่ง Google ได้รึเปล่า?

Published in: on January 2, 2008 at 12:01 am  Comments (10)  

ผู้นำต้องการอะไรจากลูกน้อง ตอน 1

เป็นที่เข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นสำคัญมาก

เพราะถ้าผู้นำกับลูกน้องสามารถทำงานร่วมกันได้ดี จะเกิดทีมเวิร์คที่แท้ หรือ Real Team แล้วบริษัทจะประสบความสำเร็จ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากหัวหน้าทีมกับลูกทีมไปด้วยกันไม่ได้ องค์กรก็จะเกิด “การเมืองภายในองค์กร” และองค์กรนั้นก็จะพังทลายในที่สุด

แต่จะทราบได้อย่างไรว่าเป็น “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นดูตรงไหน?

วิธีหนึ่งก็คือต้องดูด้วยว่าใครคือคนที่เป็น “ลูกน้อง” (โดยตรง) ของเราส่วนใหญ่จะนึกถึงคนที่รายงานเราโดยตรง ถึงจะเรียกว่าเป็นลูกน้อง

แม้ว่าท่านจะเป็นเจ้าขององค์กร มีพนักงานบริษัทจำนวนมากในองค์กร แต่ทุกคนไม่ใช่ลูกน้องของท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นลูกน้องโดยตรงคือ คนที่รายงานต่อเรา และเรามีหน้าที่บังคับบัญชาเขาได้โดยตรง

พนักงานองค์กรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นหากไม่มีการพัฒนาตัวเองแล้วนั้น อาจจะถูกไล่ออกได้ เพราะว่าเป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรมานาน ทำงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เงินเดือนก็จะสูง เพราะฉะนั้นเงินเดือนที่สูงนั้นจะต้องมาด้วยความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย

และคนวัยนี้ก็อาจจะต้องมีภาระต้องดูแลครอบครัว อาจจะต้องกลับบ้านเร็วเพื่อไปรับลูก และภรรยา ถึงเวลาต้องทำงานอยู่ดึกก็อาจจะไม่สามารถอยู่ได้

ความคิดใหม่ๆ ก็อาจจะไม่มี

เพราะถ้าเอาพนักงานใหม่ๆ เข้ามานั้น ก็จะมีต้นทุนเงินเดือนที่ไม่สูงเท่า และอาจะได้ผลงานที่เทียบเคียงคนเก่า
นั่นคือ เอาเด็กใหม่ๆ 3 คน ดีกว่าจ้างผู้อาวุโสในองค์กรที่ไม่พัฒนาคนเดียว

…นี่คือเทรนด์ของเมืองนอก และหลายองค์กรในเมืองไทยเริ่มทำ

นี่คือทัศนคติของคนที่เป็น นายจ้าง หรือ “เจ้านาย” ที่มีต่อลูกน้อง ว่าอะไรที่เขาไม่ต้องการจากลูกน้อง

แต่คำถามที่ ลูกน้อง ควรจะทราบไว้ก็คือ แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่เจ้านายต้องการจากลูกน้อง?!?

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับลูกน้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญพอๆ กับผลการทำงานด้วยซ้ำ สำหรับบางองค์กร
เพราะผลงานที่ดี และความสัมพันธ์ที่ดี จะเกื้อหนุนให้ ลูกน้อง สามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้

การวิเคราะห์คนนั้นสำคัญที่สุด และสำคัญยิ่งกว่าการวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะธุรกิจนั้นขับเคลื่อนได้ด้วยคน
ผู้นำต้องการอะไรจากเรา

Published in: on November 5, 2007 at 5:10 pm  Comments (11)  

จากหมีแพนด้าถึงคุณปลื้ม

ดังเป็นพลุแตกอยู่ในขณะนี้ เห็นจะไม่มีใครเกิน ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล

พูดชื่อจริง ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

แต่ถ้าบอกว่า “คุณปลื้ม” หรือ “หม่อมปลื้ม” แล้วล่ะก็

เชื่อว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงรู้จักกันทั้งประเทศ

จริงๆปลื้มไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการแต่อย่างใด

เขาเป็นพิธีกรรายการข่าวภาคภาษาอังกฤษทางช่อง 11 มานานตั้งหลายปีแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหน้าเห็นเขามาบ้าง อย่างน้อยก็เคยผ่านๆมาบ้างล่ะน่า แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะเป็นข่าวภาษาอังกฤษ

ผมดูบ้าง ไม่ดูบ้าง แต่เห็นปลื้มคงมันอยู่ไม่น้อย

จัดรายการที่คนดูน้อย หรือฟังน้อยก็ดีไปอย่าง จะออกแอ็คชั่นยังไงก็ได้

ผมเคยจัดรายการทีวีอยู่ 2-3 รายการ ไม่ค่อยมีคนดูหรอกครับ เพราะไม่ใช่รายการแมส เล่นกันได้เต็มที่ แต่อยู่ในกรอบนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่อง 11 ทำอะไรมากไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นช่องของทางราชการ กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดูแล ผู้จัดรายกาต้องได้ใบผู้ประกาศ มิเช่นนั้นก็จัดไม่ได้ ผมเองตั้ง 6 เดือนกว่าจะสอบได้ ซึ่งต้องขอบคุณพี่หน่องไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะผู้ช่วยติวจนสอบผ่าน

นอกจากช่อง 11 แล้วในระยะหลังปลื้มยังไปจัดอีกหลายช่อง ช่อง 5 ช่อง 9 แต่ก็งั้นๆ มีคนรู้จัก จำได้ แต่ดังเป็นพลุแตก

ผมคิดว่ามีคนอย่างเขาเยอะนะ

และถ้าจะให้มองทางการตลาด ก็ต้องบอกว่าปลื้มเป็นโปรดักส์ตัวหนึ่ง ที่ยังไม่เกิด ทว่ามีศักยภาพสูงมาก
โปรดักส์ประเภทนี้มีเยอะ

เพลงหมีแพนด้านั่นไงครับ

เพลงหมีแพนด้าที่ดังระเบิดเถิดเทิงในเวลานี้ ไม่ใช่เพลงใหม่ แต่ออกวางตลาดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครนึกหรอกว่าจะดังถึงขนาดนี้

คนแต่งเพลงก็คงไม่คิด

คนร้องก็คงไม่คิดเหมือนกัน

ตอนที่เพลงดังอย่างกะทันหันนั้น นักร้องนำยังเลี้ยงไก่อยู่เลยมั้ง ส่วนเพื่อนร่วมวงอีกคนไปขายน้ำส้ม

เพลงหมีแพนด้านั้นเป็นของวงไฮโร อยู่ในอัลบั้ม “กูขอร้อง” ซึ่งผู้แต่งและนักร้องนำเป็นคนเดียวกัน คือนายสุดโก้

สุดโก้ เจียระไน หรือชื่อจริง อุดม บุญประคม เป็นนักแต่งเพลงวัย 50 ปี จากเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งผ่านประสบการการเขียนเพลงให้กับ รจนา สารคาม, ร็อคสะเดิด, จินตหรา พูนลาภ, ต่าย อรทัย, นก พรพนา, ดอกอ้อ ทุ่งทอง, เจเน็ท เขียว ฯลฯ

เนื้อเพลงหมีแพนด้าและลีลาการร้อง เมื่อ 3 ปีก่อน ถ้าใครบอกว่าจะดังเป็นพลุแตก คงมีคนหัวเราะจนฟันโยก

“หลายเพลงที่ผมแต่งออกมาเป็นแร็พ โปรดิวเซอร์เริ่มชอบ ก็ให้เขียนอีกหลายเพลงในแบบนี้ จนมาถึงอัลบั้ม หมีแพนด้า” เขาเล่า “ในตอนแรกเขาจะให้ผมเขียนให้ ยู ร็อคสะเดิด เป็นคนร้อง อ.ประเสริฐ ไชยศิลป์ โปรดิวเซอร์ สั่งให้ผมเขียนเพลง ผมก็เขียนมาให้ 2 เพลงคือ ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า”

“เนื้อหาของเพลงจะพูดถึงหมีแพนด้า ซึ่งในตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะส่งมาให้ไทยใหม่ๆ เราก็เลยแต่งเพลงชักชวนให้ไปดูกัน แต่เมื่อมีคำว่าหมีเข้าไปอยู่ในเพลง เวลาไปสัมผัสคำไหนมันก็จะออกไปทาง 2 แง่ 2 ง่าม จึงต้องมานั่งเกลาเนื้อกันเยอะมาก พอให้ยูร้องมันดันออกไปทางลามกๆ อ.เสริฐก็คิดใหม่ว่า เอาเพลงนี้มาตั้งแล้วเอาไปทำอัลบั้มใหม่ โดยมีครูเพลงหลายคนมาร้องเพลง อย่างเช่น อ.สวัสดิ์ สารคาม อ.สมร บ้านนา อ.กระเดา ซึ่งใครแต่งเพลงไหนก็จะร้องเพลงนั้น ผมแต่ง 2 เพลงคือ เพลง ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า

“เพลง หมีแพนด้าพอดีหาคนร้องไม่ได้ อ.ประเสริฐก็บอกให้ผมเข้าไปร้อง เพื่อจะเป็นไกด์ไปให้นักร้องคนอื่นเขาร้อง แต่สุดท้ายก็เอาเพลงที่ผมร้องไปใส่ในอัลบั้มเลย”

ช่างเป็นเหตุบังเอิญเสียนี่

“จากนั้นก็มาตั้งชื่อวงว่า ไฮโร ซึ่งเป็นชื่อของเผ่าๆ หนึ่งในแอฟริกา”

ทีน่าสนใจก็คือเพลงที่โปรโมท ไม่ใช่ “หมีแพนด้า” แต่เป็นเพลง “กูขอร้อง” ซึ่งเลียนเสียงหลวงพ่อคูณ

แต่สุดโก้ก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง

“ปลายปี49 ก็มีคนโทรมาบอกว่า เพลงหมีแพนด้า มันมาแล้ว มันมาตามเว็บไซต์ และริงโทน ตอนแรกไม่เชื่อเลย พอนานวันเข้าก็มีคนโทรมาว่าอยากจะได้เพลงนี้ไปทำอะไรอีกหลายอย่าง และก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นความจริง”

แปลว่าดังโดยที่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน

ดังทั้งๆที่ตนเองอาจหมดหวังไปแล้ว เนื่องจากซีดีวางตลาดมา 3 ปีแล้ว ตามปกติถ้าดังก็ต้องดังไปตั้งแต่ตอนนั้น แห่หามีใครรู้จักไม่

และที่น่าสนใจก็คือดังในกลุ่มตลาดที่ไม่ใช่ลูกทุ่งเสียด้วย นั่นคือดังจากอินเตอร์เน็ต

เป็น Viral Marketing ขนานแท้

บางคนเผยว่าเพลงหมีแพนด้าดังแจกเว็บแคมฟร็อกซึ่งมีคนไทยเข้าไปดูนับล้านคน

เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีเจเปิดในเว็บ คนเข้าดูกันเยอะ ฟังแล้วชอบ เพราะแปลกดี ไม่เคยฟังเพลงแบบนี้ที่ไหนมาก่อน แถมยังสองแง่ สองง่าม ถูกใจวัยรุ่นเขาล่ะ ยิ่งไปเป็นเพลงเชียร์ในแคมฟร็อกด้วย ถือว่าอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ก็เลยเผยแพร่ออกไปทางเน็ตอย่างต่อเนื่อง มีคนดาวโหลดกันสนั่นเมืองตามเว็บต่างๆ สุดท้ายเมื่อดังได้ถึงขนาด หนังสือพิมพ์เอาไปตีข่าวให้ดังระเบิดเถิดเทิง สรยุทธ ก็เอาไปอ่าน ช่องอื่นๆก็อ่านตามหนังสือพิมพ์ จากนั้นรายการต่างๆก็เชิญวงไฮโรไปออกตามช่องต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เจาะใจ

ถึงได้ดังระเบิดถึงขนาดนี้ไง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญก็คือ กลุ่มที่ชื่นชอบนั้นไม่ใช่กลุ่มผู้ฟังลูกทุ่งด้วย

ตอนนี้วงลูกทุ่งเพิ่งจะเริ่มดัง

ความดังของปลื้มนั้นมีลักษณะคลับคล้ายกันกับเพลงหมีแพนด้า

นั่นคืออยู่ในตลาดมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ดัง

ไม่ดัง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีชื่อเสียงนะครับพี่น้อง

มีชื่อเสียง คนรู้จัก แต่ไม่มากและไม่ติดตา เคยเห็น แต่ไม่คิดจดจำชื่อ

ว่างั้นเถอะ

เพราะปลื้มอยู่ในตลาดเล็ก ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่เรียกว่า Niche Market ย่อมยากที่ดังแบบซุปเปอร์สตาร์ ทั้งๆที่ว่าไปแล้ว เขาอยู่ในตลาดนี้มานานแล้ว

จริงๆโปรดักส์อย่างปลื้มมีอยู่เยอะ นั่นคือคนดูเคยเห็นหน้า แต่ไม่สนใจจำชื่อ เพราะไม่ดังพอ

คนที่จะดังแบบสรยุทธ สุทธิชัยได้นั้น มีนับหัวได้

กนก ดังได้ก็เพราะคู่สรยุทธ

สรยุทธที่ไร้กนก ก็เหมือนขนมจีนที่ขาดน้ำยา

สรยุทธเองก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว มีแต่วันร่วงหล่น

ตอนนี้จึงเป็นช่วงประคองตัว

เช่นเดียวกับเบิร์ด ธงไชย ที่เป็นดาวค้างฟ้ามากกว่าสองทศวรรษแล้ว จะลงก็ลงไม่ได้

เจ้าตัวเองก็ไม่อยากลง ยังสนุกอยู่ ตัวเองเล่นเองก็ได้ แต่เพื่อความแปลกใหม่ ทำให้สถานภาพซุปเปอร์สตาร์มั่นคงยิ่งขึ้น

เราถึงได้เห็นเสก โลโซและจินตหรา พูนลาภ ประกบเบิร์ด ขายดิบขายดีไปหลายชุด

สรยุทธก็เหมือนกัน

จริงๆเขาอยู่คนเดียวก็ได้นะ แต่ดูจะซีเรียสมากเกินไป เหมาะกับรายการถึงลูกถึงคน มากกว่าจะเป็น “เรื่องเล่าเช้านี้” ที่ต้องการเล่าข่าวเพื่อความบันเทิงมากกว่าต้องการสาระ

สรยุทธมีปัญหามาโดยตลอดเกี่ยวกับ “คู่” ของเขานี่แหละ เปลี่ยนกันมาหลาบรอบ ไม่ลงตัวสักกะที เรตติ้งสู้รายการผู้หญิงที่อยู่ถัดไปไม่ได้

พอสรยุทธดึงปลื้มเข้ามาเสริมทีม จึงเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก

ปลื้มมาเติมเต็มด้านเศรษฐกิจที่สรยุทธขาด

พลันที่ผมได้ยินข่าวว่าปลื้มจัดกับสรยุทธ ผมนึกในใจว่า “จะไปด้วยกันรอดรึ”

จริงๆผมพบปลื้มบ่อยมาก พบตั้งแต่เขามาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ 11/1 ที่ผมเคยจัดรายการอยู่ที่นั่น เมื่อมาจัดรายการวิทยุที่อสมท. เวลาเลิกของผมตรงกับเวลาเลิกวิพากษ์หุ้นของเขาทางทีวีพอดี

แต่ไม่เคยพูดกันเลยสักครั้ง ทว่าผมติดตามเขามาโดยตลอด แต่ไม่ได้ดูประจำนะครับ

ดูเพื่อหาสไตล์น่ะครับ

ก็เพราะดูสไตล์ออกนี่แหละที่ผมคิดว่าเขาน่าจะอยู่กับสรยุทธไม่นาน
ปลื้มนั้นเป็นเบอร์หนึ่งมาโดยตลอด สไตล์ดุดัน รู้จริง กล้าแสดงความเห็น ไม่กลัวใคร ตามสไตล์ข่าวภาคภาษาอังกฤษ เมื่อเผชิญกับสรยุทธรุ่นเก๋า ซึ่งไม่ยอมให้เทียบเท่าตัวอยู่แล้ว คนที่อยู่กับสรยุทธได้ต้องยอมเป็นลูกคู่ ไม่เช่นนั้นก็ต้องแยกทางกันเดิน

ไม่ต้องแปลกใจว่าปลื้มอยู่กับสรยุทธไม่กี่เดือนก็ต้องจากไป

เพราะเสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม ปลื้มก็ต้องขอบคุณสรยุทธ เพราะถ้าไม่ได้จัดรายการกับสรยุทธ เขาก็จะไม่ดังเป็นพลุแตกขนาดนี้

และคงไม่ได้พูดว่า “ทุกคนรู้จักผม แต่ยังไม่รู้จักนิสสันทีด้า” ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ความสำเร็จของปลื้มนั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

เขามีความรู้ความสามารถ กล้าแสดงออก เพียงแต่ขาดเวทีที่เหมาะสมกับตัวเขาเท่านั้น

เมื่อได้จัดรายการแมส มีผู้จัดรายการที่เป็นแม่เหล็ก และตัวเขาก็เติมเต็มได้อย่างเหมาะเจาะ ก็ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน

แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของคนเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลาและมีคู่หูที่เหมาะสม ก็จะเปล่งประกายฉายแสงแรงกล้า

จากดาวเคราะห์กลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง

ถึงวันนั้นก็จะบินสูงได้

ดังนั้น ปลื้มจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาของสรยุทธต่อไป

ส่วนจะประสบความสำเร็จขนาดไหนนั้น ในระยะยาวคงไม่อาจประเมินได้

ส่วนระยะสั้น ดังเป็นพลุแตกครับ

จัดมาเกือบ 10 ปี ไม่มีใครรู้จัก
จัดกับสรยุทธไม่กี่เดือน

กลายเป็นบุรุษเนื้อหอมแห่งปี

คิดถึงเพลงหมีแพนด้าจังเลย

Published in: on August 29, 2007 at 12:05 am  Comments (11)  

ฮันซังกุงและแดจังกึม

หวังว่าทุกท่านคงจำละครเกาหลี แดจังกึมกันได้นะครับ

ผมไม่ได้ดูแดจังกึมตั้งแต่แรก เพิ่งมาดูตอนที่เริ่มดังแล้ว ตอนแรกยังเรียกชื่อผิดเสียด้วยซ้ำ

แดจังกึมมีแง่มุมให้ศึกษาเยอะมากๆ ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับแดจังกึมลงมติชนรายวันถึงสามตอน แต่มีอยู่ประเด็นนึงที่ผมไม่ได้กล่าวถึงทั้งที่สำคัญมากๆ

นั่นคือบทบาทของฮันซังกุง

แม่ของแดจังกึมสั่งเสียก่อนตายไว้ว่า ขอให้ก้าวขึ้นไปเป็นซังกุงสูงสุดให้ได้ แดจังกึมปฏิบัติตามคำของแม่อย่างเคร่งครัด นั่นคือทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าวังให้ได้ ไม่งั้นไม่มีโอกาสเป็นซังกุงสูงสุดได้เป็นแน่

ดูแดจังกึมแล้วก็จะเห็นได้ว่าทำไมเกาหลีถึงได้ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ทำเลที่ตั้ง ภัยธรรมชาติและการถูกยึดครองจากญี่ปุ่น ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคแทบทั้งสิ้น หรือเพราะแรงกดดันจากอุปสรรคเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้คนเกาหลีฮึดสู้อย่างแดจังกึม

เมื่อเข้าวังได้แล้ว แดจังกึมก็พยายามอย่างหนัก เพราะตนไม่มีเส้นสายเหมือนอย่างหลานแชงซังกุง เพราะรายนั้นตระกูลเป็นซังกุงสูงสุดมาหลายชั่วอายุคน

ทว่าด้วยความมานะพยายามและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้แดจังกึมสามารถถีบตัวเองได้ทั้งที่ฐานไม่ดี

การที่แดจังกึมก้าวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วนั้นส่วนหนึ่งเพราะได้ลูกพี่ดี

นั่นคือฮันซังกุง

ฮันซังกุงเป็นเพื่อนแม่แดจังกึม ตอนแรกที่เจอกันก็ไม่รู้หรอก ฮันซังกุงก็เคี่ยวเข็ญและพร่ำสอนลูกเพื่อนมาตั้งนานโดยไม่รู้ แต่ถึงแม่จะไม่ใช่ลูกเพื่อน ฮันซังกุง(ซึ่งไม่ได้มีเส้นสายและสืบตระกูลผู้ดีอะไร) ก็เอ็นดูแดจังกึมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

คงเป็นเพราะดวงสมพงษ์กันก็ได้ล่ะกระมัง

ฮันซังกุงได้แดจังกึมเป็นผู้ช่วย ทำให้ทำงานสบายขึ้น เพราะจังกึมเก่งและขยันมาก

ตอนที่แข่งขันกับแชซังกุงเพื่อเลือกตำแหน่งซังกุงสูงสุดนั้น ฮันซังกุงระบุว่าให้จังกึมเป็นผู้ช่วย เพราะฮันซังกุงเชื่อมั่นและเชื่อมือจังกึม แม้ว่าในเวลานั้นปุ่มรับรู้รสของจังกึมจะใช้การไม่ได้ แต่ฮันซังกุงก็เชื่อมั่นว่าจังกึมต้องทำได้

ซึ่งจังกึมก็ทำได้จริงๆ เพราะเธอเป็นคนที่มีจินตนาการ

เมื่อฮันซังกุงชนะการแข่งขัน เธอก็ไม่ได้รับเครดิตนั้นเสียเองทั้งหมด กลับบอกว่าเป็นเพราะผลงานของจังกึม

ก่อนการแข่งขันฮันซังกุงบอกก่อนเสียด้วยซ้ำว่า ขาดจังกึมไปไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่างจังกึมและฮันซังกุง(ซึ่งต่อมาแพ้ภัยทางการเมือง จนเสียชีวิตในที่สุด) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเมนเตอร์และลูกน้องคนสนิท

ลักษณะการดูแลจังกึมนั้นเรียกว่า Mentoring คือดูแลใกล้ชิดสนิทสนมยิ่งกว่าการ Coaching ทั่วๆไป

เพราะเมนเตอร์นั้นต้องหวังดี ถ่ายทอดวิชา และเก็บความดีความชอบเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวด้วย

อย่างไรก็ตาม ความผูกพันของจังกึมและฮันซังกุงนั้นประดุจแม่กับลูก

นั่นคือเป็นยิ่งกว่าเมนเตอร์ทั่วๆไป

ดังนั้นหลังจากฮันซังกุงแพ้ภัยทางการเมือง จนถูกเนรเทศ แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นใจกลางทางนั้น ทำให้จังกึมแค้นมาก และบอกกับตัวเองงว่าจะกลับมาเอาคืนพวกใจเหี้ยมทั้งหลายให้ได้

Published in: on June 18, 2007 at 1:36 am  Comments (12)  

วันนี้คุณห้อยจตุคามรามเทพ หรือยังครับ

jatu1.jpg

การบูมจนกระทั่งกลายเป็นกระแสของจตุคามรามเทพนั้น หากจะว่ากันไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากกระแสอื่นๆ

สังคมไทยเป็นสังคมที่ปั่นให้เกิดกระแสได้ง่าย และกระแสก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ยกตัวอย่างกระแสโรตีบอย ที่ก่อนหน้านั้นสักปีต้องต่อแถวรอซื้อกัน 50-60 คน กว่าจะได้กินแต่ละที ถึงกับมีอาชีพรับจ้างต่อแถวซื้อโรตีบอยเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีอีกหลายเจ้ามาเปิดขายประชันขันแข่ง จนกระทั่งกลายเป็นของหากินได้ง่ายไม่มีอะไรแตกต่างอีกต่อไป

กระแสโรตีบอยก็ถึงจางหายไป

ทุกวันนึ้ถึงจะมีโรตีบอยเหมือนเดิม ทว่าไม่จำเป็นต้องลำบากไปต่อคิวอีกต่อไปแล้ว

กระแสการบูมคอนโดกลางเมืองก็เป็นเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ปีเศษๆ คอนโดเปิดใหม่ของแอลพีเอ็นหรือพลัส เปิดตัวแต่ละครั้งคนต้องไปเข้าคิวเพื่อรับใบจองล่วงหน้าเป็นสิบๆชั่วโมง ทำราวกับว่าคอนโดแจกฟรี ทั้งที่ราคาเป็นล้านๆบาท จนถึงทุกวันนี้บางคอนโดกลางเมืองที่ทำเลดี ใกล้รถไฟฟ้า ราคายุติธรรม ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ จนกระทั่งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ต่างโดดลงมาทำคอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้ากันหมด ทำให้กระแสคอนโดกลางเมืองค่อยซาลงไปหน่อย

แต่ก็ยังไม่จางหายไปเหมือนกับโรตีบอย เพราะความต้องการในการอยู่คอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้ายังมีอยู่ อัตราดอกเบี้ยต่ำ จูงใจให้คนซื้อเพื่ออยู่อาศัย ลงทุนเพื่อปล่อยเช่า และอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสไหลลื่นก็คือผู้จองเพื่อขายใบจอง ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรดีทีเดียว

กระแสคอนโดกลางเมืองแนวรถไฟฟ้าคงไม่จางหายไปเร็วๆนี้ แต่นับจากนี้ไปคอนโดที่ทำเลดี ราคาและคุณภาพโอเคเท่านั้นถึงจะยังไปได้

กระแสจตุคามรามเทพเป็นคนละแบบ เพราะเป็นกระแสที่เกิดจากศรัทธาเป็นสำคัญ

จตุคามรามเทพรุ่นแรกนั้นของขุนพันธุ์ฯนั้นย้อนหลังกลับไปถึงปี 2530 ช่วงเวลานั้นแทบไม่มีใครรู้จักในวงกว้างทั้งขุนพันธุ์ฯและจตุคามรามเทพ

จวบจนกระทั่งกลางปี 2549 กระแสจตุคามรามเทพก็เกิดขึ้นกะทันหัน ผู้คนทั้งประเทศ ทุกเพศ ทุกวัยรู้จักกันหมด พร้อมๆกับจตุคามฯชื่อขุนพันธุ์ฯ นายตำรวจจอมขมังเวทย์ ผู้สร้างจตุคามรามเทพรุ่นแรกก็โดดเด่นคู่กับจตุคามฯ

หากจะวิเคราะห์กระแสจตุคามรามเทพทั่วๆไปก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะการพูดกันปากต่อปาก และสื่อโหมกระพือ
คำถามก็คือก็แล้วทำไมเพิ่งจะมาพูดกันปากต่อปากจนดังไปทั้งประเทศสูงสุดเมื่อกลางปี 2549 ทั้งๆที่จตุคามฯรุ่นแรกสร้างกันมาตั้งแต่ปี 2530 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว

การบูมจนกลายเป็นจตุคามณฟีเวอร์ไปทุกวงการเช่นนี้ราวกับเป็นการระบาดของเชื้อไวรัส ต้องใช้กรอบความคิดจากหนังสือ “จุดชนวนคิด พลิกสถานการณ์” หรือ The Tipping Point เขียนโดย Malcolm Gladwell น่าจะให้ภาพที่ดีที่สุด
ปัจจัยที่ให้เกิดการระบาดของกระแสหรือปรากฏการณ์ต่างๆนั้นขึ้น Gladwell บอกว่ามีหลัก 3 ประการ

1.เกิดจากคนจำนวนน้อย

2.ปัจจัยติดหนึบหรือสิ่งที่ดึงดูดให้กระแสนั้นน่าสนใจ

3.บริบทที่ก่อให้เกิดกระแส

สภาพแวดล้อมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทยนั้นแย่มาก ความขัดแย้งทางการเมืองสูง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินต่ำ การทำมาหากินเริ่มฝืดเคือง

ภายใต้บริบทแบบนี้ ผู้คนไร้ที่พึ่ง หนึ่งเดียวที่ทุกคนบ่ายไปหาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยให้รอดและรวย
จตุคามรามเทพนั้นเป็นที่ร่ำลือว่าศักดิ์สิทธิ์ใหม่ที่ยิงไม่เข้า ฟันไม่ระคายผิว ใครที่ห้อยจตุคามฯจะแคล้วคลาด ในยามที่อันตรายรอบตัวเช่นนี้ ใครก็อยากแคล้วคลาด

และมีคำร่ำรือว่าจตุคามฯจะช่วยให้ประสบความสำเร็จ มั่งมีศรีสุข เงินทองไหลมาเทมา

“รอดและรวย” คือปัจจัยติดหนึบของจตุคามฯ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้บูมเริ่มต้นจากเพียงไม่กี่คนที่คล้องจตุคามฯแล้งแคล้วคลาด ก็เล่าให้คนอื่นฟัง บางคนขอแล้วรวย คนอื่นๆก็รู้ก็พูดกันไปทั่ว

จนกระทั่งคนดัง ดารา ห้อยจตุคามกันเยอะแยะและประกาศให้คนรู้ สื่อมวลชนทุกแขนงเริ่มตีพิมพ์ ออกอากาศ
คนทั้งประเทศต่างประจักษ์ในฤทธานุภาพ

จนกระทั่งมีการปลุกเสกจตุคามฯกันทั้งประเทศ

หน่วยงานต่างๆก็ผลิตจตุคามฯถ้วนหน้า

มีการโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต มีคีออส เช่าได้ตามเซเว่นฯ

จตุคามฯจึงกลายเป็นวัตถุมงคลที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องมี

โดยเฉพาะภายใต้บริบทเช่นนี้

ที่คนไทยไร้ที่พึ่ง

Published in: on April 26, 2007 at 8:32 am  Comments (28)  

ผู้สร้าง

ในเทพนิยายสมัยใหม่ ผู้สร้างแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ศิลปินผู้ฉุนเฉียวไปจนถึงนักประดิษฐ์สติเฟื่อง

รูปลักษณ์อย่าง Karl Lagerfeld, Steven Spielberg และ Yoko Ono ล้วนแล้วแต่ดึงพลังอำนาจจากต้นแบบ(archetype)ที่หนุนหลังโฉมหน้าลี้ลับนี้อยู่

ผู้สร้างเหล่านี้มักจะได้รับความเคารพนบนอบมากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะพวกเขาสร้างสิ่งมหัศจรรย์อันน่าหลงใหล

ในบทนี้ เราจะเห็นต้นแบบผู้สร้างซึ่งอยู่เบื้องหลังเทพนิยายสมัยใหม่ของผลิตภัณฑ์ใหม่และความนิยมชมชื่นที่ผู้คนมีต่อบุคลิกของคนในแวดวงบันเทิงจำนวนมาก

• สารสากลเกี่ยวกับรูปลักษณ์นี้ : ผู้สร้างเป็นตัวแทนของสารสากล(universal message)ของแรงบันดาลใจเชิงสร้างสรรค์และพลังแห่งจินตนาการ

• ข้อสรุปที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย : ผู้สร้างคือภาพของพลังแห่งการประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์ เมื่อใดก็ตามที่รูปลักษณ์นี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ชมจะเข้าใจโดยสัญชาตญาณทันทีว่านวัตกรกรมกำลังเกิดขึ้น และเนื่องจากจินตนาการไร้ขอบเขต จึงไม่มีข้อจำกัดทางด้านโอกาสที่เกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์นี้

เนื่องเพราะกิจกรรมของผู้สร้างค่อนข้างหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ผู้สร้างจะเห็นได้ชัดในหลายรูปแบบ โฉมหน้านี้ถูกแสดงออกตลอดยุคสมัยในฐานะศิลปินบ้าคลั่ง Michelangelo แกะสลักหินอ่อนในยุคฟื้นฟูวิทยาการหรือในยุคสมัยใหม่เช่น Jackson Pollack ละเลงสีบนผืนผ้าใบ แต่ทว่าผู้สร้างก็สามารถสวมบทของผู้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่หรืออัจฉริยะคอมพิวเตอร์ผู้สร้างระบบปฏิบัติการสมัยใหม่

พวกเขาเชื่อมชุดความต่อเนื่องของพลวัตของต้นแบบนี้โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางการแสดงออกของผู้สร้างด้วยการสร้างสรรค์และจินตนการซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง

แรงบันดาลใจคืออีกปัจจัยหนึ่งที่เชื่อมต่อผู้สร้างทุกประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

Published in: on April 9, 2007 at 7:13 pm  Comments (1)  

เรียนรู้จากยอดคนสามก๊ก วิถีเล่าปี่

liubei.jpg

strong>เล่าปี่ไม่ใช่ตัวละครที่มีคนชอบในสามก๊กมากที่สุด

ทว่าใครก็ตามที่อยากจะสร้างตัว นอกจากจะศึกษาเถ้าแก่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรเอาอย่างเล่าปี่

ตอนที่แล้วได้อารัมภบทถึงเล่าปี่ในด้านการบริหารและการจัดการมาแล้ว

ขอสรุปวิถีเล่าปี่ในเชิงกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ให้เห็นชัดๆ

1 Image คือทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเล่าปี่สร้างตัวจากไม่มีอะไร

ในยามกลียุค เกิดศึกสงครามทั่วแผ่นดินนั้น ใครก็สามารถสร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ หากรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ

เล่าปี่คงไม่รู้หลักการตลาดในทางทฤษฎี ทว่าในภาคปฏิบัติแล้ว เขาคือปรมาจารย์

การตลาดที่เล่าปี่ใช้ก็คือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth Marketing
ในยามสื่อทั้งหลายยังไม่เจริญ การใช้ปากคนพูดต่อๆไปนั้น จะได้ผลดีที่สุด

ถ้าจะให้คนพูดถึงตัวเองในแง่ดี ก็ต้องวางตัวและประพฤติปฏิบัติให้คนเห็นว่าเป็นคนดี

ยุคสามก๊กเป็นยุคที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ยากที่มวลชนจะฝากผีฝากไข้ไว้กับผู้ปกครองคนหนึ่งคนใดได้

เล่าปี่วางตัวเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แย่งยึดเมืองจากคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสกุลเดียวกันอย่างไร้คุณธรรม ทั้งๆที่ในยุคนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้

การทำตัวมีคุณธรรม แม้จะทำให้ “ต้นทุน” การตั้งตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในเชิงภาพลักษณ์แล้วได้เต็มๆ

ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ผู้มีคุณธรรม จิตใจโอบอ้อมอารี เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์
นี่เอง ทำให้ชนะใจมวลชน เมื่อจะทำการใหญ่ก็ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ท้ายที่สุดเล่าปี่ก็คือนักการเมืองผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับโจโฉ เพียงแต่เลือกเดินคนละสายเท่านั้น

เล่าปี่เลือกเดินสายพิราบ สมานฉันท์ สันติภาพ

เล่าปี่ไม่สามารถเดินสายเดียวกับโจโฉ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความสำเร็จของเล่าปี่ คือความสำเร็จของการตลาดภาพลักษณ์(Image Marketing)

ตัวตนจริงๆของเล่าปี่จะเป็นอย่างไรไม่มีใคร แต่เมื่อประชาชนมองว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม

ภาพลักษณ์นี้ก็จะติดตัวเขาตลอดไป

2. มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้มีสติปัญญาเหนือตน

ผู้ประกอบที่เริ่มตั้งตัวนั้น ต้องมีปณิธาน ต้องการตั้งตัวเป็นใหญ่

มีความฝัน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถ ตลอดจนกระทั่งบุคลากรเพียบพร้อมหรือไม่

จุดที่ทำให้ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปไม่ถึงไหนก็คือคนแวดล้อมนั้นล้วนแต่เป็นผู้ประจบสอพลอ ทำให้ไม่สามารถสานฝันจนถึงฝั่งได้

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ไม่รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน

เล่าปี่รู้ตัวดีว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่นๆแล้ว ตนนั้นเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีจุดแข็งน้อยมาก

จุดแข็งเด่นๆของเล่าปี่มีเพียงสองประการเท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรม และมีศิลปะในการครองใจคน

ทว่าหากจะตั้งต้นเป็นใหญ่ จุดแข็งทั้งสองประการไม่เพียง

ต้องมีสติปัญญาเหนือคน เพราะในยุคสามก๊ก ไม่ได้รบกันด้วยกำลัง ไม่เช่นนั้นลิโป้คงเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

เมื่อเล่าปี่สำนึกว่าตนนั้นด้อยสติปัญญา ก็ไม่ฝืน พยายามหาผู้มีสติปัญญามาเป็นกุนซือ

เพราะรู้ว่าการมีสามทหารเอก กวนอู เตียวหุย จูล่ง ไม่เพียงพอกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ เขายังขาดมันสมองใหญ่ในการกำหนดแผนรบและครองแผ่นดิน

เขาแตกต่างจากโจโฉที่ทั้งมีความสามารถในการรบและวางแผนการรบด้วยตัวเองได้

ขณะที่เล่าปี่ไม่มีในสิ่งที่โจโฉมี จึงต้องหาคนมากระทำการแทน

การเพียรพยายามไปเยือนกระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกุนซืออย่างสูง เพราะก่อนหน้าเขาเห็นว่าการรบอย่างมีแผน กับการรบอย่างไร้แผนนั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อชีซีและสุมาเต็กโช ให้การยกย่องขงเบ้งอย่างสูง

เขาจึงเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับพญามังกรแห่งเขาโงลังกั๋งมากๆ ทั้งๆที่ขงเบ้งอายุเพียง 27 ปีและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

ทว่าเล่าปี่ก็พร้อมมอบอำนาจให้ขงเบ้งเป็นซีอีโอ

ส่วนตนเองนั่งเก้าอี้ Chairman

ถ้าเขาใช้คนผิด ก็อาจล่มสลาย

ถ้าใช้คนถูก ก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Published in: on March 26, 2007 at 5:02 pm  Comments (24)  
Tags: